กระตุก 'ประธานกกต.' เมื่อไม่พบหลักฐานต้องแสวงหาเพิ่ม ไม่ใช่ตัดสินไปก่อนว่าพยานไม่น่าเชื่อถือ

Published on 16 ก.ย. 2026

iLaw เตือนความจำ 'ณรงค์ กลั่นวารินทร์' เป็นกกต. ตั้งแต่ปี 2568 ไม่ได้เป็นผู้พิพากษาแล้ว หน้าที่ของ กกต. ไม่ใช่ผู้พิพากษา เมื่อไม่พบหลักฐาน ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าขบวนการตระเตรียมการโกงเลือกสว. ที่พยานกล่าวอ้างนั้น มี 'หลักฐานอันควรเชื่อ' หรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อนว่า 'พยานไม่น่าเชื่อถือ' และยุติการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม

16 ก.ย.2569- เพจ iLaw เผยแพร่ข้อความ เรื่อง เตือนความจำกันหน่อย! ณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกกต. ตั้งแต่ปี 2568 ไม่ได้เป็นผู้พิพากษาแล้ว ระบุว่า
.
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดแถลงข่าวสรุปผลการลงมติในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 หรือที่เรียกว่า “คดีโกงเลือก สว.” ผลการพิจารณาสรุปได้ว่า สั่งฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีการวม 77 คน แบ่งเป็น สว. ขณะดำรงตำแหน่งที่ถูกร้อง 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่นๆ 15 คน ส่วนกรรมการบริหารพรรคและ สส. พรรคภูมิใจไทย หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรอดหมด โดยในการแถลงดังกล่าว มีผู้แถลงคือ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.
.
ทั้งนี้ ในระหว่างการชี้แจงว่า ทำไมผู้ถูกกล่าวหากลุ่มที่เป็นกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งก็คือบุคคลในพรรคภูมิใจไทย ถึงไม่ถูกส่งฟ้องในข้อกล่าวหาที่ 1 ว่ากระทำการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็น สว. ณรงค์ระบุถึงความเห็นส่วนตัวของเขาว่า เขา “ไม่ได้เชื่อถือ” พยานทั้ง 3 ปาก กล่าวคือ พยานรหัส 16/26 ซึ่งเคยเป็น สส. ที่ถูกขับออกจากพรรคภูมิใจไทยและต่อมาย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม หรือก็คือ เอกราช ช่างเหลา โดยตั้งข้อสงสัยถึงความน่าเชื่อถือของพยาน ซึ่งมีความขัดแย้งกับผู้ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ ณรงค์ยังระบุว่า มีแต่พยานรหัส 16/26 ที่มาให้หลักฐานเรื่องนี้ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่น หรือเส้นเงินอื่นๆ ของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และ สส. พรรคภูมิใจไทย เขาระบุว่า “ก็คงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ”
.
ขณะที่พยานรหัส 21/26 และพยานรหัส 22/26 ก็เป็น สว. ทั้งคู่ มาให้ถ้อยคำหลังจากพยานรหัส 16/26 มาให้ถ้อยคำ เขาระบุว่า คำให้การของพยานทั้ง 3 ไม่สอดคล้องกัน และมากลับคำให้การในภายหลัง
.
ณรงค์ ยังกล่าวถึงประสบการณ์ทำงานของเขาว่า “ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา พยานกลับคำ ผมลงโทษมาเยอะ แต่พยานปากนี้ หรือ 3 ปาก ไม่มีความน่าเชื่อถือมาแต่แรก”
.
เมื่อดูจากประสบการณ์ทำงานของณรงค์ จริงอยู่ที่ว่าเขาเคยมีประสบการณ์ทำงานในองค์กรตุลาการมาโดยตำแหน่งสุดท้ายในฐานะข้าราชการตุลาการ คือ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม หลังจาก สว. ชุดแรกจากระบบเลือกกันเอง ซึ่งเกินครึ่งก็เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. ให้ความเห็นชอบณรงค์เป็น กกต. และเมื่อ 30 สิงหาคม 2568 พระมหากษัตริย์ก็ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็น กกต. นับแต่นั้นมา บทบาทรวมถึงอำนาจหน้าที่ของเขา คือ กกต. ไม่ใช่ผู้พิพากษา
.
ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 224 กำหนดอำนาจหน้าที่ กกต. เกี่ยวกับการเลือก สว. ไว้ว่า ควบคุมดูแลการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร และมีอำนาจหน้าที่อื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในคดีโกงเลือก สว. ข้อกล่าวหาทั้ง 7 ข้อกล่าวหานั้นสามารถจำแนกโดยพิจารณาจากการกำหนดบทลงโทษได้เป็น 2 ประเภท 1) บทลงโทษทางอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำคุกและปรับ 2) บทลงโทษเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งข้อกล่าวหาที่คนในพรรคภูมิใจไทย “รอด” ไปนั้น มีบทลงโทษทางอาญา
.
อย่างไรก็ตาม ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 รวมถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ก็ไม่ได้กำหนดมาตรฐานในการไต่สวนหรือสืบสวนว่าต้องพิสูจน์จน “สิ้นข้อสงสัย” เพราะมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดในทางอาญาดังกล่าวเป็นบทบาทของ “ศาล” ซึ่งจะต้องพิสูจน์ ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิด หน้าที่ของ กกต. เมื่อไม่พบหลักฐาน คือ ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าขบวนการตระเตรียมการโกงเลือก สว. ที่พยานกล่าวอ้างนั้น มี “หลักฐานอันควรเชื่อ” หรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อนว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ” และยุติการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม