เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 BBC รายงาน จีนออกกฎใหม่เกี่ยวกับการเดินทางเข้า-ออกประเทศ ซึ่งทำให้ทางการมีอำนาจห้ามพลเมือง เดินทางออกนอกประเทศได้นานสูงสุด 3 ปี หากบุคคลนั้นถูกมองว่า เคยทำให้ความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของจีนเสียหายระหว่างอยู่ในต่างประเทศ
กฎใหม่นี้ยังครอบคลุมคนที่ถูกมองว่า อาจกระทบต่อความปลอดภัยด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของจีน เช่น เทคโนโลยี AI และชิปคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จีนให้ความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่แข่งขันกับสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าผู้บริหารบางรายในธุรกิจเทคโนโลยี ถูกจำกัดการเดินทางอยู่แล้ว รวมถึงผู้ร่วมก่อตั้ง Manus บริษัท AI ที่ Meta เข้าซื้อกิจการ ซึ่งมีรายงานว่าถูกห้ามเดินทางออกจากจีนเมื่อเดือน มี.ค. กฎใหม่จึงถูกมองว่าเป็นการเพิ่มอำนาจ ให้รัฐใช้ควบคุมการเดินทางได้กว้างขึ้น
ข้าราชการ-พนักงานรัฐ เคยถูกจำกัดการเดินทางมาก่อน
ข้อจำกัดการเดินทางไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนทำงานบางกลุ่มในจีน โดยเฉพาะข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ หลายคนต้องนำหนังสือเดินทางไปเก็บไว้กับหน่วยงาน และต้องยื่นคำขอพร้อมบอกเหตุผลทุกครั้งก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
อดีตข้าราชการระดับท้องถิ่นในมณฑลอันฮุยบอกกับ BBC ว่า หน่วยงานของเขาเริ่มเก็บหนังสือเดินทางพนักงานตั้งแต่ราวปี 2561 แม้เขาจะเกษียณแล้ว แต่หนังสือเดินทางยังอยู่กับอดีตหน่วยงานต้นสังกัด เขาระบุว่า การเดินทางไปเยี่ยมครอบครัว มักได้รับอนุญาตง่ายกว่าการเดินทางท่องเที่ยว
ส่วนพนักงานสถาบันการเงินของรัฐในกรุงปักกิ่ง รายหนึ่งให้ข้อมูลว่า พนักงานต้องส่งมอบหนังสือเดินทาง และขออนุญาตก่อนเดินทางมานานแล้ว โดยผู้บริหารเคยแจ้งด้วยวาจาว่าบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เป็นจุดหมายที่อ่อนไหวและไม่ควรเดินทางไป
ภายใต้กฎใหม่ เจ้าหน้าที่ชายแดนยังต้องแนะนำพลเมืองจีน ไม่ให้เดินทางไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่ถูกมองว่า "มีความเสี่ยงสูง" แต่ทางการยังไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดชัดเจนว่า มีประเทศหรือพื้นที่ใดอยู่ในกลุ่มนี้
สรุปจากกฎใหม่และแนวปฏิบัติเดิม ไม่ได้หมายความว่าคนจีนทุกคนจะถูกห้ามเดินทาง แต่กลุ่มที่อาจถูกจำกัดหรือถูกห้ามออกนอกประเทศ มีหลัก ๆ ดังนี้
- ผู้ที่รัฐมองว่ากระทบความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของชาติ เช่น ถูกกล่าวหาว่าทำสิ่งที่เป็นภัยต่อจีนระหว่างอยู่ต่างประเทศ
- ผู้ทำงานในเทคโนโลยีสำคัญ โดยเฉพาะ AI ชิปคอมพิวเตอร์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับความมั่นคงด้านเทคโนโลยี หากรัฐกังวลเรื่องข้อมูลหรือเทคโนโลยีรั่วไหล
- ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งบางหน่วยงานให้ส่งมอบพาสปอร์ตไว้กับต้นสังกัด และต้องขออนุญาตก่อนเดินทาง
- ผู้ที่มีรูปแบบการเดินทางที่รัฐมองว่าผิดปกติ หรือเสี่ยงถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย เช่น เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซนเตอร์ การพนันข้ามชาติ หรือการหลอกลวงออนไลน์
- ผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน หรือวิจารณ์รัฐบาล นักวิเคราะห์กังวลว่ากลุ่มนี้อาจถูกใช้กฎจำกัดการเดินทาง แม้รัฐบาลจีนไม่ได้ระบุไว้ตรง ๆ
- ผู้ที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองอ่อนไหว ตัวอย่างในรายงานคือชายคนหนึ่งเชื่อว่าถูกปฏิเสธการออกพาสปอร์ต เพราะเคยร่วมการชุมนุมในฮ่องกงเมื่อปี 2562
- ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศหรือพื้นที่ที่จีนมองว่า "เสี่ยงสูง" เจ้าหน้าที่มีหน้าที่เตือนหรืออาจเข้มงวดเป็นพิเศษ แต่ยังไม่มีบัญชีรายชื่อพื้นที่ที่เปิดเผยชัดเจน
จุดที่น่ากังวลคือ คนทั่วไป ตรวจสอบเองไม่ได้ล่วงหน้า ว่าถูกห้ามเดินทางหรือไม่ หลายคนอาจทราบตอนยื่นขอพาสปอร์ต หรือเมื่อไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว
รัฐบอกป้องกันอาชญากรรม แต่ถูกถามเรื่องสิทธิประชาชน
Piyao แพลตฟอร์มชี้แจงข่าวของรัฐบาลจีน ระบุว่า กฎใหม่นี้ไม่ได้มีเป้าหมายห้ามประชาชนทั่วไปเดินทาง แต่เป็นมาตรการป้องกันคนถูกหลอกให้เดินทางไปต่างประเทศ หรือถูกชักชวนไปเกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมายและแก๊งหลอกลวงออนไลน์
อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนบางส่วนกังวลว่า กฎนี้อาจถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมสิ่งที่พลเมืองจีนทำหรือพูดในต่างประเทศ โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน หรือผู้ที่วิจารณ์รัฐบาลจีน
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือพลเมืองจีนไม่สามารถตรวจสอบได้เองว่า ตนอยู่ในรายชื่อผู้ถูกห้ามเดินทางหรือไม่ หากไม่มีเจ้าหน้าที่แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือแจ้งด้วยวาจา หลายคนอาจรู้ว่าตัวเองเดินทางไม่ได้ ก็ต่อเมื่อไปยื่นขอหนังสือเดินทาง หรือไปถึงสนามบินเพื่อเดินทางแล้ว
ข้อมูลจากกลุ่ม Safeguard Defenders ระบุว่า ฐานข้อมูลศาลสูงสุดจีน มีบันทึกเกี่ยวกับคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 89 รายการในปี 2559 ก่อนเพิ่มเป็น 188,760 รายการในปีที่ผ่านมา แต่จำนวนจริงอาจสูงกว่านี้ เพราะมีคำตัดสินบางส่วนที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ
ศาสตราจารย์ ทอม เคลล็อกก์ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์กฎหมายเอเชียแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ออกมาแสดงความกังวลอย่างยิ่ง โดยระบุว่าข้อจำกัดการเดินทางที่ขยายตัวขึ้นนี้ สะท้อนถึงการควบคุมทางอุดมการณ์ที่เข้มงวดขึ้น ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ชวนให้นึกถึงยุคสมัยของ เหมา เจ๋อตง
นอกจากมาตรการด้านเทคโนโลยีแล้ว นักวิเคราะห์ยังพบว่ารัฐบาลยังใช้เครื่องมือเหล่านี้ ในการปิดปากหรือลงโทษผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และผู้เห็นต่างทางการเมือง เช่น กรณีของพลเมืองหนุ่มรายหนึ่ง ที่ถูกปฏิเสธการออกหนังสือเดินทาง เนื่องจากเคยเข้าร่วมการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง
แม้ว่าแพลตฟอร์มแก้ข่าวลือของรัฐบาลจีนจะออกมาชี้แจงว่า กฎระเบียบดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันอาชญากรรมและการพนันข้ามชาติเท่านั้น แต่กระบวนการตรวจสอบที่ไม่มีความโปร่งใสและไม่สามารถตรวจสอบล่วงหน้าได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการใช้ชีวิต
อ่านข่าว :
"พริษฐ์" ยังกังขา "กกต." มีมติคดีฮั้ว สว.ไม่ฟ้อง กก.บห.ภูมิใจไทย
จีน-สหรัฐฯ เมินคำเตือน เดินหน้าพัฒนา AI แม้เสี่ยงควบคุมไม่อยู่
ประกาศขึ้น "ธงแดง" เตือนระวังน้ำท่วมเทศบาลเมืองหล่มสัก