“วีระยุทธ” ถก รมช.คลังมาเลเซีย หารือทางยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค ชูไอเดียเชื่อมต่อเศรษฐกิจ “สงขลา-สะเดา-เกดะห์” รวมพลัง Middle Power รับมือมหาอำนาจ หนุนใช้ภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำระดับโลก เลี่ยงลดภาษีเพื่อแย่งบริษัทข้ามชาติ
วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคประชาชน จัดประชุมหารือกับนายหลิวจินตง (Liew Chin Tong) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศมาเลเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า เศรษฐกิจ และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของภูมิภาค เพิ่มอำนาจต่อรองของอาเซียนกับมหาอำนาจ
ในการหารือครั้งนี้ นายหลิวจินตงได้สะท้อนวิสัยทัศน์ถึงการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งปรับเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นความคุ้มค่าด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเน้นความยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยง โดยเน้นย้ำว่าทั้งไทยและมาเลเซียต่างมีบทบาทสำคัญในฐานะประเทศที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยีระดับกลาง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดังนั้นการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดจะช่วยยกระดับให้อาเซียนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อป้องกันผลกระทบจากการแบ่งแยกทางเทคโนโลยีในเวทีสากล
จากนั้น นายวีระยุทธได้หารือถึงความร่วมมือในการประสานนโยบายอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น ยานยนต์ เหล็ก และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อลดความซ้ำซ้อนพร้อมเสนอแนวทางการเชื่อมโยงตลาดทุนผ่านกลไกการจดทะเบียนสองตลาด เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนในภูมิภาคสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเติบโตในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน
ด้านการพัฒนาพื้นที่ชายแดน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะอดีตกรรมาธิการการเงินการคลัง ได้หารือถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งนายหลิวจินตงได้กล่าวถึงความสำคัญและศักยภาพในการเชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์และการค้าระหว่าง อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา กับพื้นที่อุตสาหกรรมในรัฐเกดะห์รวมถึงรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย
โดย รมช.คลังมาเลเซียเสนอให้มุ่งเปลี่ยนจากการแข่งขันกันเองในบางจุดที่ไม่จำเป็น มาสู่การส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานเดียวที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวข้ามแดน ซึ่งจะช่วยรองรับความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าประเทศในภูมิภาคควรรักษามาตรฐานแรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หลีกเลี่ยงการแข่งกันลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อแย่งบริษัทข้ามชาติระหว่างกัน แต่ควรมุ่งสนับสนุนการบังคับใช้ภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำระดับโลก (Global Minimum Tax) รวมถึงการพัฒนาระบบใบกำกับภาษีดิจิทัล และระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับการรับมือกับความท้าทายทางการค้าข้ามแดน ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงผลกระทบจากการทะลักของสินค้าและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น รวมถึงความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินและภัยไซเบอร์ข้ามชาติ โดยนายวีระยุทธและนายหลิวจินตงได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันความร่วมมือในระดับสมาชิกรัฐสภา ผ่านกลไกกรรมาธิการ การจัดเวทีหารือ และเวทีระดมสมองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบายและกำหนดแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มั่นคงร่วมกันต่อไป