บอกเล่าเรื่องราวของ เจียงเสี่ยวโหรว (Jiang Xiaorou) หรือ หลี่ถิง (Li Ting) อินฟลูเอนเซอร์ชาวจีนวัย 24 ปีที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยเธอสร้างชื่อเสียงจากการทำคอนเทนต์แนว ท้าทายสิ่งลี้ลับและเรื่องเหนือธรรมชาติ
จุดเริ่มต้น
เธอเริ่มจากการทำวิดีโอทั่วไปจนเปลี่ยนมาทำคอนเทนต์ท้าทายความเชื่อและพิธีกรรมต้องห้ามในสถานที่ต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้ชม
คอนเทนต์ที่กล้าเสี่ยง: เธอผลักดันขอบเขตให้ไกลขึ้นเรื่อยๆ เช่น การนอนในสถานที่ถูกกล่าวขานว่าหลอน การทำพิธีกรรม และถึงขั้นทำลายรูปปั้นทางศาสนา (Guanyin) เพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีเรื่องลี้ลับเกิดขึ้นจริง
กระแสสังคม
คอนเทนต์ของเธอแบ่งแยกความคิดเห็น ผู้ชมส่วนหนึ่งชื่นชมความกล้าหาญ แต่อีกส่วนมองว่าเป็นการลบหลู่ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
จุดจบ
เธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้ทำคอนเทนต์ท้าทายความเชื่อเรื่องอายุขัยและการโทรหาเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกกล่าวขานว่าเฮี้ยน
มุมมองหลังการเสียชีวิต
ชาวเน็ตจำนวนมากพยายามเชื่อมโยงการเสียชีวิตของเธอเข้ากับสิ่งที่เธอเคยลบหลู่ จนกลายเป็นตำนานเมืองที่ผู้คนเชื่อว่าเธอ "ถูกสาปแช่ง" ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีหลักฐานทางไสยศาสตร์ยืนยัน
สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของสื่อโซเชียลมีเดียที่ผลักดันให้ครีเอเตอร์ทำคอนเทนต์สุดโต่งเพื่อยอดวิว รวมถึงพฤติกรรมของผู้คนบนโลกอินเทอร์เน็ตที่มักจะสร้างเรื่องราวเหนือธรรมชาติขึ้นมาเพื่ออธิบายเหตุการณ์โศกนาฏกรรมหลังจากที่มันเกิดขึ้นแล้ว
หลังจากที่ เจียงเสี่ยวโหรว (Jiang Xiaorou) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผู้คนบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ย้อนกลับไปดูวิดีโอเก่าของเธอและเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันจนกลายเป็นเรื่องราวของ "คำสาป" โดยมีเหตุการณ์สำคัญที่คนมักหยิบยกมาอ้างถึงดังนี้
การทำลายรูปปั้นทางศาสนา
ในเดือนสิงหาคม 2025 เธอได้ทำลายรูปปั้น กวนอิม (Guanyin) ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ โดยเธอยังท้าทายด้วยคำพูดว่า "มาดูกันว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน" ซึ่งหลังจากเธอเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคำสาปหรือผลกรรม
พิธีกรรมท้าทายอายุขัย
ในเดือนกรกฎาคม 2026 เธอได้ทำพิธีกรรมกับต้นไม้โบราณโดยเขียนชื่อ วันเดือนปีเกิด และเวลาตกฟากของเธอไว้ แล้วปักธูปกลับหัว ซึ่งตามความเชื่อพิธีกรรมนี้เกี่ยวข้องกับอายุขัยของบุคคล
ก่อนเกิดอุบัติเหตุ
เพียง 6 วันก่อนเกิดอุบัติเหตุ เธอได้ถ่ายวิดีโอทดสอบโทรเข้าเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกเล่าขานว่าเป็นของหญิงสาวที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งผู้คนมองว่าเป็นลางบอกเหตุที่น่าขนลุกก่อนที่เธอจะประสบอุบัติเหตุในลักษณะเดียวกัน
การที่เหตุการณ์เหล่านี้ถูกนำมาเรียงร้อยต่อกันหลังจากที่เธอจากไปแล้ว ทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเธอได้ "ลบหลู่" สิ่งศักดิ์สิทธิ์และท้าทายโชคชะตาจนนำไปสู่จุดจบดังกล่าว แม้ในความเป็นจริงจะเป็นเพียงการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างวาระกันมาตีความใหม่หลังจากทราบผลลัพธ์ของเรื่องราวแล้วก็ตาม
การที่ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นไสยศาสตร์ในกรณีของ เจียงเสี่ยวโหรว มีปัจจัยสนับสนุนหลักหลายประการ ดังนี้
อิทธิพลของความเชื่อในสังคม
ในวัฒนธรรมจีนมีความเชื่อเรื่องลี้ลับและโชคลางฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน เช่น ข้อห้ามเรื่องการปักตะเกียบในชามข้าว หรือการหลีกเลี่ยงเลข 4 ซึ่งแม้คนรุ่นใหม่บางส่วนอาจไม่ได้เชื่ออย่างจริงจัง แต่ก็เป็นวัฒนธรรมที่รับรู้กันทั่วไป ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผู้คนจึงมักเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อเหล่านี้โดยสัญชาตญาณ
พฤติกรรมท้าทายของเจ้าตัว
ตลอดระยะเวลาที่เธอทำคอนเทนต์ เธอจงใจ "ข้ามเส้น" ด้วยการทำพิธีกรรมต้องห้ามและลบหลู่สิ่งที่ผู้คนเคารพสักการะ เช่น การทำลายรูปปั้น กวนอิม ซึ่งเป็นการสร้าง "ชนวนเหตุ" ที่ชัดเจนในสายตาของผู้ชมที่เชื่อเรื่องกรรมหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ปรากฏการณ์ "การตีความย้อนหลัง" (Hindsight Bias)
หลังจากที่เธอเสียชีวิต ผู้ชมได้ย้อนกลับไปดูวิดีโอเก่าๆ แล้วมองหา "ลางบอกเหตุ" โดยนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างวาระกันมาเรียงร้อยใหม่ให้ดูเหมือนเป็นคำเตือนหรือจุดเริ่มต้นของคำสาป ทำให้ความบังเอิญดูเหมือนเรื่องเหนือธรรมชาติ
กลไกการหาคำตอบของมนุษย์
ในภาวะที่เกิดโศกนาฏกรรมกับคนที่มีชื่อเสียง การอธิบายด้วยเหตุผลธรรมดาอย่าง "อุบัติเหตุทางรถยนต์" อาจดูไม่เพียงพอสำหรับบางคน การสร้างตำนานเรื่อง "คำสาป" จึงเป็นวิธีที่ผู้คนใช้เพื่อทำความเข้าใจหรือหาเหตุผลให้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั้น