สหรัฐฯ-จีนเห็นพ้องจัดตั้ง ‘สภาการค้า’ ก่อนสีพบทรัมป์สัปดาห์นี้ ตกลงอะไรกันอีกบ้าง

Published on 21 ก.ย. 2026

เมื่อวานนี้ (20 กันยายน) สหรัฐอเมริกาและจีนบรรลุข้อตกลงในการเปิดใช้งาน ‘สภาการค้า’ (Board of Trade) หลังการเจรจาอย่างเข้มข้นนาน 8 ชั่วโมงที่นครนิวยอร์ก ระหว่าง สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ จมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กับ เหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และเป็นมือขวาด้านเศรษฐกิจคนสำคัญของสีจิ้นผิง ก่อนการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของผู้นำจีนในวันที่ 24 กันยายนนี้

  • สภาการค้าทวิภาคีนี้ ทำงานอย่างไร
  • สหรัฐฯ-จีน ตกลงอะไรกันอีกบ้าง ก่อนสีพบทรัมป์
  • บรรยากาศทางการทูตและการเตรียมการเจรจาระดับสูง

สภาการค้าทวิภาคีนี้ ทำงานอย่างไร

ทีมงานของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันคัดเลือกกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมอ่อนไหว (Non-Sensitive Goods) เพื่อแยกการค้าในกลุ่มนี้ออกจากมาตรการทางการค้าอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สินค้าที่อยู่ในรายการตกลงร่วมกันจะได้รับสิทธิลดอัตราภาษีศุลกากร (Tariff-Reduced Trade) โดยมีการจำกัดเพดานมูลค่าการค้าไว้สูงสุดไม่เกิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อฝ่าย โดยประเภทสินค้าของฝั่งจีนส่งออกไปสหรัฐฯ นั้น เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods) และสินค้าเทคโนโลยีระดับพื้นฐาน (Low-Tech Items) ขณะที่ประเภทสินค้าของฝั่งสหรัฐฯ ส่งออกไปจีน ส่วนใหญ่เป็น ผลิตภัณฑ์พลังงาน (Energy Products) สินค้าเกษตร (Agricultural Goods) และอาจรวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์

โดยกลไกนี้มุ่งเน้น ‘การค้าที่สมดุล’ เพื่อใช้เป็น ‘ตัวถ่วงน้ำหนัก’ (Ballast) ช่วยประคองความเสถียรของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยไม่รวมเรื่องมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ (US Export Controls) เข้ามาอยู่ในวาระการทำงานของสภาการค้านี้

สหรัฐฯ-จีน ตกลงอะไรกันอีกบ้าง ก่อนสีพบทรัมป์

  • การเปิดช่องทางหารือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Dialogue)

ทั้งสองประเทศ ‘เห็นชอบ’ การจัดตั้งเวทีเจรจาด้าน AI โดยสหรัฐฯ เสนอให้มี ‘กลไกการแจ้งเตือน’ (Notification Mechanism) เพื่อแสวงหาความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับเป้าหมายและความเสี่ยงทางเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนช่องทางหารือด้าน AI ยังประสบความยากลำบาก เนื่องจากความเห็นที่ไม่ตรงกัน โดยสหรัฐฯ ต้องการมุ่งเน้นเฉพาะเรื่อง ความปลอดภัยและความเสี่ยงของ AI (AI Safety & Risks) ขณะที่จีนต้องการเจรจาในขอบเขตกว้างกว่าเกี่ยวกับการกำกับดูแล AI ในระดับโลก (Global AI Governance)

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลว่า บริษัทจีนใช้เทคนิค Model Distillation ในการดึงเทคโนโลยีจากโมเดลของสหรัฐฯ ขณะที่สถานทูตจีน ‘ปฏิเสธข้อกล่าวหา’ โดยระบุว่า เทคนิคดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติทางเทคนิคปกติที่นักพัฒนา AI ทั่วโลก รวมถึงบริษัทสหรัฐฯ ใช้งานอยู่แล้ว

  • สถานะ ‘ข้อตกลงพักศึกทางการค้าปูซาน’ และประเด็นแร่แรร์เอิร์ธ

แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมีการขยายเวลา ‘ข้อตกลงพักศึกทางการค้าปูซาน (Busan Trade Truce) ออกไปอีก ซึ่งกรอบเดิมครอบคลุมการลดภาษีของสหรัฐฯ การระงับมาตรการข้อจำกัดต่อบริษัทจีน การพักการควบคุมส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ของจีนเป็นเวลา 1 ปี และข้อผูกพันด้านการซื้อถั่วเหลืองกับสารตั้งต้นเฟนทานิล

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังได้แสดงความกังวลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับปริมาณและการไหลเวียนของแร่แรร์เอิร์ธที่ส่งออกจากจีนสู่ตลาด โดยผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า การปฏิบัติตามข้อตกลงของจีนในด้านนี้ “ยังไม่เป็นไปตามระดับที่สหรัฐฯ คาดหวังไว้”

และเนื่องจากผลการดำเนินงานของจีนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ทำเนียบขาวจึงระบุว่า ประเด็นปัญหาเรื่องปริมาณการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธนี้ จะถูกนำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวาระการหารือระหว่างทรัมป์ และสีจิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างทั้งสองประเทศ

ประเด็นนี้ถือเป็นจุดตึงเครียดสำคัญ เนื่องจากแร่แรร์เอิร์ธเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความมั่นคง ซึ่งการปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนนี้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการขยายเวลาข้อตกลงพักศึกทางการค้าออกไป

บรรยากาศทางการทูตและการเตรียมการเจรจาระดับสูง

หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำให้ทำงานร่วมกันบน พื้นฐานของความเท่าเทียม การเคารพซึ่งกันและกัน และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาระดับสูง

ฝ่ายจีนมุ่งส่งสัญญาณบวก เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ สร้างความเสถียรทางยุทธศาสตร์ และร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาของโลก

การเปิดสภาการค้าและการตั้งเวทีหารือด้าน AI นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเสถียรทางการทูต ทว่าประเด็นตกค้างอย่างปริมาณแร่แรร์เอิร์ธและความขัดแย้งทางเทคโนโลยี ยังคงทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า กลไกความร่วมมือนี้จะแข็งแกร่งพอที่จะเป็นเสาหลักสร้างความเสถียรในระยะยาว หรือเป็นเพียงการประคบประหงมความสัมพันธ์ ก่อนที่ระเบิดเวลาทางยุทธศาสตร์จะทำงานอีกครั้ง

แฟ้มภาพ: The U.S. Treasury / Handout via Reuters

อ้างอิง: