สิ้นสุดการรอคอย…เมื่อศาลปกครองและศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับคดีปลาหมอคางดำ เมื่อวันที่ 8 และ 14 กันยายน 2569 ตามลำดับ โดยศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมประมงดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนให้คดีแพ่งดำเนินต่อไปในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม (Class Action)
การตีความที่เกิดขึ้นกับกรณีนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้อง “ขีดเส้นใต้” ให้ชัดเจนคือ คำวินิจฉัยของทั้งสองศาลยังไม่ได้ชี้ขาดว่าเอกชนรายใดเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น สังคมต้องเข้าใจให้เรื่องนี้อย่างถูกต้องด้วย
นี่คือจุดที่สังคมไม่ควรมองข้าม เพราะคำพิพากษาของสองศาล แม้เกี่ยวข้องกับปัญหาปลาหมอคางดำเหมือนกัน แต่กำลังตอบ “คนละคำถาม” และอยู่บนฐานของคดีที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
ศาลปกครองพิจารณาหน้าที่ของรัฐ ว่าหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะกรมประมง ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน ระงับ และแก้ไขการแพร่ระบาดอย่างเพียงพอหรือไม่ จึงเป็นที่มาของศาลมีคำสั่งให้กรมประมงและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนและมาตรการที่กฎหมายกำหนด โดยมีกรอบเวลาในการดำเนินการ
ดังนั้น สิ่งที่ควรพูดให้ถูกต้องอย่างแม่นยำคือ ศาลได้ยืนยันความรับผิดชอบของรัฐในการจัดการปัญหาตามอำนาจหน้าที่ ไม่ใช่กำลังพิพากษาว่าเอกชนรายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดการระบาด
ส่วนศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาอีกคำถามหนึ่งซึ่งแตกต่างกันออกไป นั่นคือ คดีแพ่งที่ประชาชนฟ้องเอกชนมีเงื่อนไขเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในรูปแบบคดีแบบกลุ่มหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ยืนให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มต่อไป
และต้องขีดเส้นใต้ซ้ำอีกครั้ง “Class Action” คือเรื่องของรูปแบบและกระบวนวิธีพิจารณาคดี ไม่ใช่คำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด
การเปิดทางให้คดีเดินหน้าจึงไม่ได้หมายความว่า ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเอกชนเป็นผู้ก่อเหตุ หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่มีการกล่าวหา
ขณะเดียวกัน การอ่านคำพิพากษาศาลปกครองก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกินขอบเขตของสิ่งที่ศาลวินิจฉัย เพราะศาลปกครองไม่ได้มีคำวินิจฉัยทั่วไปว่าเอกชนรายใด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกมิติ” แต่ในประเด็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด มีรายงานสาระสำคัญจากคำพิพากษาว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงยืนยันว่าปลาที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันหลุดรอดจากฟาร์มของผู้ร้องสอด หรือมีบุคคลใดเป็นผู้ทำให้ปลาหลุดรอดจนเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด
นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ยังพิสูจน์ไม่ได้จนเป็นข้อยุติ” กับ “พิสูจน์แล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง” ซึ่งเป็นคนละความหมายกันอย่างสิ้นเชิง
หากยังมีคำถามต่อไปอีกว่า “แล้วใครต้องรับผิด?” คำตอบจำเป็นต้องกลับไปสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ใช่กระแสสังคมตัดสินเองตามความเชื่อพื้นฐานของแต่ละคน มากกว่ารอขั้นตอนการพิสูจน์ความจริงอย่างรอบคอบและรอบด้าน
การพิสูจน์ จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ แหล่งที่มาของปลา เส้นทางการหลุดรอดหรือแพร่กระจาย การกระทำหรือหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับความเสียหาย ตลอดจนจำนวนและประเภทของความเสียหาย รวมถึงต้องพิจารณาว่า ฐานกฎหมายใด ทำให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นต้องรับผิด
เพราะแม้พบว่ามีบุคคลเกี่ยวข้องกับกิจกรรมบางอย่าง ก็ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย และแม้เกิดความเสียหายจริง ก็ยังต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล รวมถึงองค์ประกอบแห่งความรับผิดตามกฎหมาย
คดีปลาหมอคางดำจึงอาจมี “คำตอบบางส่วน” จากคำวินิจฉัยล่าสุด แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของทุกคำถาม แต่มีความชัดเจนที่ว่าศาลปกครองกำลังพูดถึงหน้าที่ของรัฐ ขณะที่ศาลอุทธรณ์กำลังเปิดทางให้คดีแพ่งเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในรูปแบบกลุ่ม
สิ่งที่สังคมควรทำจึงไม่ใช่การเลือกว่าคำพิพากษาสนับสนุนฝ่ายใด แต่คือการอ่านให้รู้ว่า ศาลตอบคำถามอะไร และยังไม่ได้ตอบคำถามอะไร เพราะในคดีที่มีทั้งความเสียหายทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อประชาชน และข้อถกเถียงเรื่องต้นเหตุ สิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่การที่สังคมตั้งคำถามมากเกินไป แต่อาจเป็นการที่คำตอบถูกสร้างขึ้นก่อนที่กระบวนการพิสูจน์จะสิ้นสุด
ฟังศาลให้ชัด… แล้วรอฟัง “คำตอบสุดท้าย” จากกระบวนการยุติธรรม อย่าเพิ่งด่วนสรุป…เพราะเรื่องนี้ หนังยังไม่ถึงตอนจบ!.