วันนี้ (24 กันยายน ) ที่ ห้องพิจารณา 914 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฆ่า ชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรืออดีต สจ.โต้ง (หมายเลขดำ อ629/2568) ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ธนศรัณย์กรณ์ เตชะธนัตถ์โชติ จำเลยที่ 1, ศักดิ์สิทธิ์ ชินวงษ์ จำเลยที่ 2, ธนภัทร ส่งแสง จำเลยที่ 3, อภิสิทธิ์ สดชื่น จำเลยที่ 4, สิทธิชัย ศรีภักดี จำเลยที่ 5, ภัทรนนท์ บุญชู จำเลยที่ 6, สุนทร วิลาวัลย์ หรือ โกทร อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จำเลยที่ 7 และ มินช์ญารัศน์ พชระมารกุล จำเลยที่ 8 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน
บรรยากาศบริเวณหน้าห้องพิจารณาคดี มีกลุ่มผู้สนับสนุนของทั้งสองฝ่ายเดินทางมาร่วมรับฟังคำพิพากษาเป็นจำนวนมากจนล้นพื้นที่ ทำให้ต้องรออยู่บริเวณด้านนอก ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะเบิกตัวจำเลยทั้ง 8 คน โดย ‘สุนทร’ สวมชุดผู้ต้องขังและนั่งรถเข็นวีลแชร์เข้ามาภายในห้องพิจารณาคดี จากนั้น สจ.จอย พร้อมทนายความได้เข้าไปรอรับฟังคำพิพากษา
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า กฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ นายกอุ๊ ไม่ได้เดินทางมาร่วมรับฟังการพิจารณาคดีในวันนี้ โดยในระหว่างที่ศาลอ่านคำพิพากษา สุนทรมีอาการหนาวสั่น กลุ่มลูกน้องจึงได้ถอดเสื้อสูทฝากผ่านผู้คุมเพื่อนำไปให้สุนทรห่มคลุมร่างกาย ซึ่งจำเลยทั้งหมดมีสีหน้าเรียบเฉยตลอดการรับฟังคำตัดสิน
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า อดีต สจ.โต้ง ผู้เสียชีวิต ได้เดินทางไปที่บ้านของสุนทรพร้อมพวก 10 คน เพื่อเจรจาขอให้สนับสนุนภรรยาลงเล่นการเมืองท้องถิ่น แต่ตกลงกันไม่ได้ เมื่อการเจรจาสิ้นสุด ทั้งสองฝ่ายต่างแยกย้าย โดยสุนทรเดินกลับเข้าบ้าน ส่วนอดีต สจ.โต้งที่กำลังจะเดินทางกลับได้เปลี่ยนใจเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ศาลมองว่าเหตุการณ์ยิงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า แม้ก่อนหน้านี้สุนทรจะเคยบอกจำเลยที่ 4 ว่าหากอดีต สจ.โต้ง มาที่บ้าน “ให้ฟาดมันเลย” แต่คำกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงการพูดถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยกว้าง ไม่ได้ระบุวันเวลาหรือมีการนัดหมายชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เมื่อประกอบกับผลการตรวจคราบเขม่าดินปืน พบความเข้มข้นของสารประกอบเขม่าดินปืนบนมือของจำเลยที่ 1, 2 และสุนทร (จำเลยที่ 7) ในระดับที่เป็นผู้ยิงปืนเอง จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และ 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงอดีต สจ.โต้งก่อน จากนั้นสุนทรซึ่งยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 2 ได้นำอาวุธปืนลูกซองยาวของจำเลยที่ 2 มายิงซ้ำอีก 3 นัด โดยมีจำเลยที่ 4 อยู่ในบริเวณที่ก่อเหตุและรับรู้ถึงความประสงค์ของสุนทร ถือว่ามีเจตนาเข้าร่วมและพร้อมสนับสนุน
ศาลจึงพิพากษาให้ประหารชีวิต สุนทร (จำเลยที่ 7) รวมถึงจำเลยที่ 1, 2 และ 4 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น (แต่ไม่ใช่การฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน) และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพในเบื้องต้นอันเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงมีเหตุให้ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นเงินกว่า 8 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับตั้งแต่วันก่อเหตุ
สำหรับจำเลยที่ 3 และ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 6 และ 8 ศาลพิพากษายกฟ้อง ขณะที่ข้อหาสมคบกันซ่องโจรและข้อหาอื่นๆ ศาลให้ยกฟ้องเช่นเดียวกัน