ชงแก้ กม. ปลดล็อกกงสีไทย ปิดจุดอ่อน ระดมทุนได้ ไม่สูญเสียอำนาจ - ข่าวสด

Published on 25 ก.ย. 2026

SET เร่งดันแก้กฎหมาย “Dual Class Share” เพิ่มสิทธิออกเสียงให้เจ้าของเดิม ปิดจุดอ่อนสูญเสียอำนาจบริหารเมื่อระดมทุน หวังดึงกงสีรุ่นใหม่ เข้าตลาดหุ้นใน 1-2 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยในสัมมนาธุรกิจครอบครัวแห่งปี “The 4th SET Annual Conference on Family Business” แกร่งข้ามรุ่น เติบโตข้ามความไม่แน่นอน ถึงโครงสร้างและบทบาทของกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทย ตลอดจนทิศทางนโยบายในการผลักดันให้กลุ่มธุรกิจกงสีเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ธุรกิจครอบครัวถือเป็นรากฐานและโครงสร้างหลักของตลาดทุนไทยในปัจจุบันอย่างชัดเจน

ข้อมูลสถิติล่าสุด พบว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งหมด 843 บริษัท นั้น เป็นธุรกิจครอบครัวมากถึง 705 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 84% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ขณะเดียวกันในแง่ของมูลค่าตามราคาตลาด หรือ มาร์เก็ตแคป (Market Cap.) รวมทั้งตลาดซึ่งอยู่ที่ 20.15 ล้านล้านบาท พบว่าเป็นมูลค่าที่มาจากธุรกิจครอบครัวสูงถึง 10.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 54% ของมาร์เก็ตแคประดับประเทศ

นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจผ่านการจ้างงานและการเสียภาษี โดยมีการจ้างงานรวมกว่า 1.68 ล้านอัตรา หรือคิดเป็น 85% ของการจ้างงานรวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาด และยังเป็นกลุ่มที่นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ภาครัฐสูงถึง 1.65 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 21.4% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมดที่จัดเก็บได้ในปี 2568

แม้ธุรกิจครอบครัวจะมีสัดส่วนมหึมาในตลาดทุน แต่ความท้าทายสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่จำนวนมาก ยังลังเลที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น คือความกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจการควบคุม และบริหารงานให้กับนักลงทุนภายนอก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงอยู่ระหว่างการเสนอภาครัฐให้พิจารณาแก้ไขข้อกฎหมาย เพื่อนำโครงสร้างหุ้นแบบ “Dual Class of Share” หรือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน มาใช้ในตลาดหุ้นไทย

กลไกของ Dual Class Share จะช่วยแบ่งประเภทหุ้นออกเป็น 2 ระดับหลัก ได้แก่ หุ้น Class A สำหรับนักลงทุนทั่วไป (1 หุ้น มี 1 สิทธิออกเสียง) และหุ้น Class B สำหรับกลุ่มผู้ก่อตั้ง หรือธุรกิจครอบครัว (1 หุ้น มี 2 สิทธิออกเสียง หรืออาจกำหนดเป็น 5 เสียง) โดยที่สิทธิในการรับเงินปันผล (Dividend) ของหุ้นทั้งสองประเภทยังคงเท่าเทียมกันทุกประการ

การปรับปรุงกฎหมายในลักษณะนี้จะช่วยปลดล็อกให้เจ้าของธุรกิจครอบครัวและกลุ่มธุรกิจนิวอีโคโนมี (New Economy) สามารถระดมทุนเพื่อขยายกิจการได้อย่างเต็มที่ แม้สัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถือครองจะลดลง เหลือเพียง 30-40% แต่สิทธิในการออกเสียงรวมยังคงเหนือกว่า ทำให้นักลงทุน และครอบครัวผู้ก่อตั้งยังคงกุมทิศทาง และอำนาจการตัดสินใจในบริษัทได้เช่นเดิม

สำหรับการขับเคลื่อนทางกฎหมาย ปัจจุบันร่างข้อเสนออยู่ระหว่างการทำงานร่วมกันของคณะทำงาน และเตรียมผลักดันผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งสภาหอการค้าแห่งชาติ, สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กกร.), สภาองค์กรตลาดทุนไทย (FETCO) รวมถึงคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และกระทรวงการคลัง ซึ่งฝ่ายนโยบายเห็นชอบในหลักการแล้ว โดยคาดว่าหากกระบวนการทางกฎหมายผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและสภาฯ ได้ทันภายในปีนี้ กระบวนการจะมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า

อย่างไรก็ดี ในรายละเอียดทางปฏิบัติ จะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อป้องกันไม่ให้ Dual Class Share ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือกลายเป็นช่องทางนอมินี โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์ “Sunset Clause” หรือการกำหนดระยะเวลาหมดอายุของสิทธิพิเศษ กล่าวคือ สิทธิออกเสียงที่สูงกว่าจะติดอยู่กับตัวผู้ถือหุ้นเดิม ที่เป็นกลุ่มครอบครัวเท่านั้น หากมีการขายหุ้นดังกล่าวใหักับบุคคลภายนอก สิทธิการออกเสียงที่สูงกว่านั้น จะสูญสิ้นไปทันที และเปลี่ยนกลับมาเป็นหุ้นปกติ

ในประเด็นเรื่องแรงต้าน และความขัดแย้งระหว่างคนสองรุ่น ในธุรกิจกงสี เกี่ยวกับการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมปรับแนวทางการทำงานเชิงรุกโดยการจัดตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจ” เพื่อเข้าไปทำความเข้าใจ และให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ธุรกิจครอบครัวโดยตรง

ที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ ความไม่เข้าใจกันระหว่างรุ่นพ่อแม่ กับรุ่นลูกหลานเกี่ยวกับข้อดี และขั้นตอนการเข้าตลาดหุ้น จนต้องอาศัยที่ปรึกษาทางการเงิน (IB) หรือคนนอกเข้ามาช่วยเจรจา การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อวิ่งเข้าหาองค์กรธุรกิจ ผ่านสภาหอการค้าฯ หรือสภาอุตสาหกรรมฯ จะช่วยเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในครอบครัวเข้ามารับการอบรมและเรียนรู้องค์ความรู้การบริหารจัดการสมัยใหม่ เพื่อนำไปสื่อสารและปรับโครงสร้างธุรกิจภายในครอบครัว ให้พร้อมสำหรับการเข้าตลาดหุ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังประเมินว่า มาตรการยกระดับการกำกับดูแล เช่น โครงการ Jump+ และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบมอนิเตอร์การดูแลหุ้น IPO ขนาดเล็ก จะช่วยคัดกรองบริษัทที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ และคาดว่าผลจากการให้ความรู้แก่ธุรกิจครอบครัวอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับการปลดล็อกกฎหมาย Dual Class Share จะเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ Pain Point เรื่องการระดมทุนภายใน 1-2 ปีข้างหน้า