ธนาคารโลก เผย กทม. แบกภาระหนัก จากภาษีรถติด ถึงภัยน้ำท่วม วิกฤตเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

Published on 26 ก.ย. 2026

ปัญหาการจราจรติดขัดไม่ได้หมายถึงเพียงเวลาที่สูญเสียไปเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือน ‘ภาษีต่อผลิตภาพ’ ที่ประชาชนและเศรษฐกิจต้องจ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแต่ละวัน

  • หวั่นวิกฤตอาจซ้ำรอยปี 54 เตือนพิษสภาพอากาศทำไทยเสี่ยงสูญ GDP มหาศาล
  • ปลดล็อกศักยภาพเมืองรอง เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทยในอนาคต
  • ชูกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางหลัก – ส่งเสริมเมืองรองมีบทบาททางเศรษฐกิจ

หนำซ้ำ ประเทศไทยยังเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยในระดับสูง โดยมีมูลค่าเฉลี่ยราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือเกือบ 3% ของ GDP และในบรรดาพื้นที่ทั้งหมด กรุงเทพฯ ต้องแบกรับภาระความเสียหายในสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่อื่น

ธนาคารโลก (World Bank) รายงานว่า หากดำเนินไปตามแนวทางปกติ ความสูญเสียเฉลี่ยต่อปีจากน้ำท่วมที่มีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงปัจจัยเดียว คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 0.5% ของ GDP ภายในปี 2573

ขณะเดียวกัน หากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่มีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้งในรอบ 50 ปีภายในปีเดียวกัน ความเสียหายอาจสูงถึง 10–15% ของ GDP ประเทศ ความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1–2 เมตร และตั้งอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

หวั่นวิกฤตอาจซ้ำรอยปี 54 เตือนพิษสภาพอากาศทำไทยเสี่ยงสูญ GDP มหาศาล

เมื่อพิจารณาความเสี่ยงจากการกระจุกตัว จะเห็นได้ว่าแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจของทั้งประเทศ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือมหาอุทกภัยปี 2554 แม้น้ำจะท่วมเป็นวงกว้าง แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจกลับกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ความเสียหายรวมจากเหตุการณ์ดังกล่าวประเมินไว้ที่ 1.43 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 13% ของ GDP ในปีนั้น

นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมยังทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริงของประเทศไทยในปี 2554 ลดลงราว 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับประมาณการก่อนเกิดน้ำท่วม

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ระดับนานาชาติ เนื่องจากการหยุดชะงักของเครือข่ายการผลิตที่มีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกโดยรวม

ปลดล็อกศักยภาพเมืองรอง เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทยในอนาคต

จากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ยังพบว่า การเพิ่มผลิตภาพในกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการส่งเสริมให้เมืองรองมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้นและสามารถเกื้อหนุนกัน จะช่วยกระตุ้นการลงทุน สร้างงาน ตลอดจนเสริมสร้างความสามารถของประเทศไทยในการรับมือและฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

เพราะที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองเป็นหลัก โดยประมาณ 89% ของการเติบโต GDP ระหว่างปี 2553–2563 มาจากเขตเมือง การเพิ่มผลิตภาพของเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง

หากไทยต้องการบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 จำเป็นต้องมีอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวเฉลี่ยประมาณ 5.4% ต่อปีในช่วงทศวรรษข้างหน้า ดังนั้น การยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของเมืองต่างๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

Stephen N Ndegwa ผู้อำนวยการฝ่ายประเทศไทยและเมียนมาของธนาคารโลก กล่าวว่า การปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองให้เป็นแรงขับเคลื่อนด้านผลิตภาพและการลงทุนที่เข้มแข็งขึ้น โดยมีบทบาททางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกรุงเทพมหานคร จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยในระยะต่อไป

“การสร้างเมืองแห่งอนาคตของประเทศไทยไม่ใช่เพียงวาระด้านการวางผังเมือง แต่ยังเป็นวาระด้านการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน การสร้างงาน และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของประเทศ” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ระบบเมืองของไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครอย่างมาก โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่กรุงเทพฯ มีประชากรมากกว่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศเกือบ 27 เท่า

การกระจุกตัวดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาการจราจรติดขัดสร้างความสูญเสียคิดเป็น 7–10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมกรุงเทพมหานคร (GRP) ในแต่ละปี

ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันด้านโครงสร้างพื้นฐานกำลังเพิ่มต้นทุนให้กับเมือง นอกจากนี้ เมืองรองยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

ชูกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางหลัก – ส่งเสริมเมืองรองมีบทบาททางเศรษฐกิจ

รายงานเสนอว่า ไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองอื่นๆ แต่ควรเสริมสร้าง ‘เครือข่ายเมือง’ ให้มีความเข้มแข็งขึ้น โดยให้กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางหลักของประเทศ และส่งเสริมให้เมืองรองมีบทบาททางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกัน

ที่สำคัญเครือข่ายเมืองที่ประสบความสำเร็จจะต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เกื้อหนุนกัน, ความหนาแน่นเชิงผลิตภาพ, การเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ, สถาบันที่เข้มแข็ง และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น

ด้าน รศ. ดร. ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือการลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้น

โดยประเทศไทยสามารถสร้างประโยชน์จากการลงทุนในเขตเมืองได้มากขึ้น หากมุ่งจัดวางโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกื้อหนุนกันในพื้นที่ซึ่งช่วยเสริมจุดแข็งทางเศรษฐกิจของแต่ละเมือง แทนการกระจายทรัพยากรออกไปจนทำให้แต่ละพื้นที่ได้รับการสนับสนุนไม่เพียงพอ

ABOUT THE PHOTOGRAPHER

ศวิตา พูลเสถียร

ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD