ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความเสียใจ และส่งความห่วงใย ไปยังประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงหลายวันที่ผ่านมา จากการเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 จนรัฐบาลประกาศให้วันที่ 28-29 กันยายน เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน
ข้อมูลของรัฐบาลเมื่อวันที่ 27 กันยายนยังระบุว่า ขณะนั้นมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจำนวน 25 จังหวัด รวมกว่า 545,000 คน และครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ขณะที่วันนี้ ยังมีถนนสำคัญในกรุงเทพฯ หลายแห่งมีน้ำท่วมขังและอยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำ
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้พยายามอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ในปัจจุบันกับมหาอุทกภัยปี 2554 ว่าในปี 2554 ประเทศไทยต้องเผชิญพายุหลายลูกและน้ำเหนือจำนวนมาก ขณะที่เขื่อนหลักมีน้ำเต็มความจุ ต่างจากสถานการณ์ในปี 2569 ที่เขื่อนหลักยังมีพื้นที่รองรับน้ำเหลืออยู่ ส่วนปัญหาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงปลายเดือนกันยายนสัมพันธ์อย่างมากกับฝนหนักที่ตกสะสมในพื้นที่ โดยรัฐบาลระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ปริมาณฝนสะสมสูงสุดบางพื้นที่แตะ 340 มิลลิเมตร
กล่าวคือ สถานการณ์ในวันนี้อาจไม่ได้เป็นการย้อนกลับไปสู่มหาอุทกภัยปี 2554 อีกครั้ง แต่การที่น้ำครั้งนี้ ‘ไม่เท่าปี 2554’ ก็ไม่ได้หมายความว่า ผลกระทบที่ประชาชนกำลังเผชิญจะไม่มีความสำคัญ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ผลกระทบเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
คนที่มีรถยนต์อาจกังวลว่าจะนำรถไปจอดที่ไหน แต่คนที่ไม่มีรถอาจกังวลว่าจะเดินทางอย่างไร คนที่สามารถ Work from Home อาจเปลี่ยนเพียงสถานที่ทำงาน แต่พนักงานรายวัน แม่ค้าหาบเร่ คนส่งอาหารหรือคนทำงานบริการ อาจสูญเสียรายได้ในทันที
คนที่มีเงินออมอาจซ่อมบ้านหลังน้ำลดได้ แต่สำหรับอีกครอบครัวหนึ่ง อาจหมายถึงหนี้อีกก้อนหนึ่งที่จะติดตามไปอีกหลายเดือน
น้ำท่วมอาจสูงเท่ากันบนถนน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันสูงเท่ากันในชีวิตของทุกคน
ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ ‘เพศสภาวะ’ (Gender) ยังเข้ามามีบทบาทอีกด้วย
เพราะความไม่เท่าเทียมที่มีอยู่แล้ว มักทวีความรุนแรงขึ้น จากปัจจัยทางชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับเพศ (Biological Sex-Related Factors) รวมถึงปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม (Sociocultural) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพ (Gender Related Factors) ล้วนส่งผลต่อผลกระทบของเหตุฉุกเฉินต่อผู้คน
นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ ที่ผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่ำจะใช้เวลาในการฟื้นตัวหลังเกิดภัยพิบัตินานกว่าแล้ว ยังอาจประสบปัญหาด้านความมั่นคงในมิติต่างๆ ควบคู่ไปด้วย อันได้แก่ ความไม่มั่นคงทางอาหาร และความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ที่มักจะรุนแรงขึ้น เมื่อมองผ่านมุมมองเพศสภาวะ
จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยในประเทศกำลังพัฒนาพบว่า อัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติในกลุ่มผู้หญิงก็สูงกว่าในกลุ่มผู้ชาย
อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่าในด้านความคิด หรือพฤติกรรมฆ่าตัวตาย
นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมีความเสี่ยงแบบทวีคูณ อันเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติและการถูกทำให้เป็นคนชายขอบ ตลอดจนอัตราความรุนแรงบนพื้นฐานของเพศสภาพ (Gender Base Violence: GBV) ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทั้งนี้ งานด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction: DRR) หรือการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยขององค์การสหประชาชาติ ยืนยันว่า ‘ภัยพิบัติไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลางทางเพศ’ เพราะบทบาท ความคาดหวัง อำนาจในการตัดสินใจ การเข้าถึงเงินและทรัพย์สิน หรือแม้แต่บริการสาธารณะของผู้คนล้วนแตกต่างกันตามโครงสร้างทางสังคม
ดังนั้น แม้ผู้หญิง ผู้ชาย ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้สูงอายุ เยาวชนและเด็กจะอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่ภัยพิบัติหนึ่งครั้งก็อาจสร้างผลกระทบต่อพวกเขาไม่เหมือนกัน
ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ผู้หญิงยังมีรายได้และทรัพย์สินน้อยกว่า มีสัดส่วนอยู่ในงานที่ไม่มั่นคงมากกว่า และรับผิดชอบงานดูแลสมาชิกในครอบครัวอย่างไม่สมส่วน
ดังนั้น เมื่อภัยพิบัติทำลายบ้าน แหล่งรายได้ โรงเรียน ระบบขนส่ง หรือบริการสาธารณะ ความไม่เท่าเทียมที่มีอยู่เดิมจึงไม่ได้หายไปพร้อมกับน้ำ แต่มันสามารถถูกขยายให้ชัดขึ้นกว่าเดิม
UN Women ระบุว่า ผู้หญิงและเด็กหญิงมักเผชิญการสูญเสียทั้งชีวิตและรายได้มากกว่า ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า และได้รับผลกระทบในมิติสุขภาพ ความปลอดภัย ที่อยู่อาศัย และความมั่นคงทางอาหารอย่างไม่สมส่วน
นอกจากนี้ UNFPA ระบุว่า ในช่วงน้ำท่วมและการพลัดถิ่น ผู้หญิงและเด็กหญิงจำนวนมาก ต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงผ้าอนามัย น้ำสะอาด พื้นที่เปลี่ยนผ้าอนามัย และห้องน้ำที่มีความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย ประเด็นเหล่านี้อาจดูเล็ก เมื่อเทียบกับภาพถนนที่กลายเป็นคลอง แต่สำหรับคนที่กำลังมีประจำเดือน มันคือเรื่องของสุขภาพ ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่เพิ่งคลอดบุตร เพราะภัยพิบัติสามารถตัดขาดการเข้าถึงการฝากครรภ์ การคลอดโดยบุคลากรที่มีทักษะ การดูแลหลังคลอด ยาคุมกำเนิด และบริการฉุกเฉินทางสูติกรรมได้
ภัยพิบัติยังสามารถสร้างผลกระทบที่เลยออกไปจากวันที่น้ำลดได้เช่นกัน จากการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่เผชิญภัยพิบัติ ต้องเผชิญกับความเครียดจากภัยพิบัติระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงความแตกต่างของระบบฮอร์โมนความเครียด
ไปจนถึง ‘ความรุนแรง’ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว ที่มองไม่เห็นจากการถูกตัดขาดเพราะภัยพิบัติ
เพราะเมื่อครอบครัวสูญเสียรายได้ และต้องอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่จำกัด ในขณะที่ระบบคุ้มครองหยุดชะงัก พื้นที่ส่วนตัวหายไป และความเครียดเพิ่มขึ้น จึงนำไปสู่ความเสี่ยงต่อความรุนแรงบนฐานเพศ (Gender-Based Violence: GBV) ที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง และผลกระทบอาจครอบคลุมตั้งแต่บาดเจ็บ การตั้งครรภ์ไม่พร้อม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงภาวะซึมเศร้า และภาวะเครียดจากเหตุการณ์รุนแรง (PTSD)
หากมองออกไปไกลกว่าน้ำท่วมครั้งนี้ ปัญหาในระยะยาวต่อไปก็คือ ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ’
เนื่องด้วยในปี 2025 มีการรวบรวมหลักฐานว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถเพิ่มความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิงผ่านหลายกลไก เช่น ความยากจน การพลัดถิ่น ความขัดแย้ง และความตึงเครียดทางทรัพยากร
โดยพบว่าการฆาตกรรมผู้หญิงโดยคู่รักหรืออดีตคู่รัก (Intimate Partner Femicide) เพิ่มขึ้นถึง 28% ในช่วงคลื่นความร้อน และคาดการณ์ว่า หากไม่มีการดำเนินการเร่งด่วน ภายในปลายศตวรรษนี้ อาจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในระดับที่มีนัยสำคัญทั่วโลก
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในวันนี้จะทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น 28% เพราะข้อมูลดังกล่าวมาจากบริบทอื่นและภัยอีกประเภทหนึ่ง แต่มันกำลังบอกเรามากกว่านั้นว่า ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ’ และ ‘ความไม่เท่าเทียมทางเพศ’ ไม่ได้แยกออกจากกัน
เช่นเดียวกับการที่ ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่หญิงชาย
เนื่องด้วยผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก็มีความเสี่ยงเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติ จากการศึกษาพบว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศมักเผชิญกับการกีดกันจากระบบช่วยเหลือ การถูกเลือกปฏิบัติในศูนย์พักพิง ตลอดจนการถูกคุกคาม และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากอคติเดิมในสังคม
UN Women Asia-Pacific ระบุว่า ผู้หญิงข้ามเพศอาจถูกกีดกันออกจากความช่วยเหลือ เพราะอคติ การเลือกปฏิบัติ และช่องว่างทางกฎหมาย รวมถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่ระบุเพศตนเองว่าเป็นเพศอื่นๆ หรือเลือกที่จะไม่ระบุเพศ เนื่องจากพบว่ามีระดับอาการทางสุขภาพจิต และอัตราความเสี่ยงว่ามีปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย ซึ่งอาจเป็นผลมาจากบทบาทของครอบครัวและสังคมในช่วงระหว่างและหลังภัยพิบัติ ที่ไม่ยอมรับในตัวตนของพวกเขา
เพราะฉะนั้น การถามว่า ‘น้ำลดหรือยัง?’ อาจไม่เพียงพอสำหรับการวัดว่าภัยพิบัติสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่
แต่ต้องถามต่อด้วยว่า คนที่เสียรายได้กลับไปทำงานได้หรือยัง หญิงตั้งครรภ์สามารถไปโรงพยาบาลได้หรือไม่ ผู้ที่มีประจำเดือนมีน้ำสะอาดและห้องน้ำที่ปลอดภัยหรือเปล่า ผู้ประสบความรุนแรงยังสามารถเข้าถึงสายด่วน ที่พักฉุกเฉิน และกระบวนการช่วยเหลือได้หรือไม่?
ศูนย์พักพิงปลอดภัยสำหรับผู้หญิง เด็ก และคนหลากหลายทางเพศหรือเปล่า และคนที่ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนหรือหลายปีในการหาเงินมาซ่อมบ้าน จะได้รับการเยียวยาอย่างไร
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากน้ำท่วมอาจไม่ได้มีเพียงคำถามว่า กรุงเทพมหานครสามารถระบายน้ำออกจากถนนได้เร็วเพียงใด แต่คือ ‘เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ประชาชนทุกคนถูกมองเห็นแล้วหรือยัง’
เพราะน้ำท่วมไม่ได้เลือกว่า
ใครเป็นเพศอะไร
ใครมีรายได้เท่าไร
ใครกำลังตั้งครรภ์
ใครกำลังมีประจำเดือน
หรือใครกำลังหนีจากความรุนแรงในครอบครัว
ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เงื่อนไขเหล่านี้จะหายไปเมื่อน้ำไหลเข้าบ้าน แต่ภัยพิบัติอาจเป็นช่วงเวลาที่ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเคยถูกน้ำกลบไว้ กลับลอยขึ้นมาให้เห็นชัดที่สุด ดังนั้นเมื่อน้ำลด รัฐก็ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาหายเฉยๆ
เพราะเมืองที่ ‘รับมือภัยพิบัติได้ดี’ อาจไม่ได้วัดเพียงว่าน้ำลดจากถนนเร็วแค่ไหน แต่ต้องวัดด้วยว่ามีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังไหมในภัยพิบัติที่ผ่านมา
ดังนั้นรัฐควรให้ความสำคัญกับการออกแบบนโยบาย ที่ควบรวมประเด็นเรื่องเพศสภาวะด้วย เช่น การจัดสรรงบประมาณสำหรับบริการด้านสุขภาพหรือบริการทางสังคมที่จำเพาะต่อเพศสภาพ การยอมรับความเหลื่อมล้ำของค่าตอบแทนระหว่างหญิงและชาย หรือการขาดแคลนงบประมาณสนับสนุนบริการดูแลเด็ก ที่ล้วนส่งผลกระทบที่แตกต่างกันต่อทั้งชาย หญิง และบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ตลอดจน การกำหนดลำดับความสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉินอีกด้วย
เมื่อมองประเด็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมผ่านเลนส์ของเพศสภาวะ ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศ โดยเฉพาะต่อผู้หญิงและเด็กหญิง ก็จะช่วยให้เข้าใจผลกระทบเชิงลบที่ซับซ้อนและหลากหลายของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และวิกฤตฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น และเมื่อเข้าใจผลกระทบเหล่านี้มากเท่าไร ทางออกด้านสภาพภูมิอากาศก็จะยิ่งแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น จากการนับรวมมิติเชิงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ
ที่มา:
– Muñoz-Nieves, C., Greaves, L., Huber, E., Brabete, A. C., Wolfson, L., & Poole, N. (2025). Sex and Gender Influences on the Impacts of Disasters: A Rapid Review of Evidence. International journal of environmental research and public health, 22(9), 1417. https://doi.org/10.3390/ijerph22091417
– https://asro.unfpa.org/en/news/dignity-every-crisis-rethinking-menstrual-health-asia-pacific
– https://asro.unfpa.org/en/menstrual-health
– https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-217
– https://www.nationthailand.com/thailand/bangkok/40071586
– https://www.thaigov.go.th/th/news/169370
– https://www.undrr.org/publication/policy-brief-gender-responsive-disaster-risk-reduction
– hhttps://www.undrr.org/implementing-sendai-framework/sendai-framework-action/gender
– https://www.unwomen.org/en/what-we-do/humanitarian-action/disaster-risk-reduction
– https://asiapacific.unwomen.org/en/focus-areas/resilience/humanitarian-action-and-drr
Tags: ความหลากหลายทางเพศ, เพศสภาวะ, น้ำท่วมกรุงเทพ, Gender, เพศ, เพศสภาพ, น้ำท่วม