บาดแผลโลกรวนที่กระทบอนาคตของชาติ: ถอดรหัสความเปราะบาง สู่การประกอบร่างนโยบายคุ้มครองเด็กและเยาวชนยุคใหม่

Published on 30 ก.ย. 2026

ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมานี้ สิ่งแวดล้อมถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่โลกเร่งผลักดัน ทั้งเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก การตั้งเป้าหมาย net zero หรือการรับมือกับสภาวะอากาศแปรปรวน ทั้งหมดล้วนกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ถูกพูดถึงในเวทีนานาชาติไปจนถึงระดับประเทศอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ดี กลุ่มหนึ่งที่เหมือนจะถูกละเลยและตกหล่นไปจากสมการนโยบายระดับชาติอย่าง ‘เด็กและเยาวชน’ กลับกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนมากที่สุด เพราะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นไม่ได้ทำลายแค่ระบบนิเวศ แต่คล้ายจะละลายทุนมนุษย์ของชาติ ผ่านวงจรความยากจนข้ามรุ่นที่แฝงอยู่ในผลกระทบของภัยพิบัติ

ซ้ำร้าย ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากภาวะโลกรวนเป็นอันดับต้นๆ ทว่าคำถามสำคัญคือ โครงสร้างนโยบาย การจัดสรรงบประมาณ ไปจนถึงกฎระเบียบของรัฐไทย เพียงพอหรือไม่ที่จะคุ้มครองเด็กและเยาวชน หรือถ้ามองไปไกลกว่านั้น เรามีช่องทางใดหรือไม่ที่จะสามารถผลักดันและเปลี่ยนเด็กและเยาวชนจากผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ที่รอความช่วยเหลือให้กลายเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

วันโอวันชวนอ่านเก็บความจากงานเสวนาสาธารณะ ‘Research Roundup 2026: เด็กเปลี่ยน บ้านป่วน โลกป่วย’ ในส่วนของการนำเสนอโครงการวิจัย ‘ความท้าทายของเด็กและเยาวชนไทยที่เติบโตในท่ามกลางวิกฤตโลกรวน’ และการอภิปรายแลกเปลี่ยน – วิกฤตโลกรวนเกี่ยวพันกับหนี้ครัวเรือนและความยากจนข้ามรุ่นอย่างไร อะไรคือคอขวดเชิงนโยบาย และแนวทางการสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้สร้างอนาคตของตนเองอย่างแท้จริง

ถอดรหัสวงจรเปราะบางด้านภูมิอากาศ สู่การผลักดันเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง – รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

“เด็กและเยาวชนคือกลุ่มประชากรที่ต้องแบกรับต้นทุนเรื่องโลกรวนมากที่สุด”

ข้างต้นคือประโยคเกริ่นนำจาก รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) พร้อมทั้งชี้ให้เห็นความย้อนแย้งว่า แม้ต้นทุนจะตกไปอยู่ที่เด็กและเยาวชนเป็นส่วนใหญ่ ทว่ารัฐไทยในปัจจุบันกลับยังไม่มีนโยบายเฉพาะที่จะช่วยรับมือประเด็นดังกล่าว

ทั้งนี้ แม้เรื่องโลกรวนจะฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวและนามธรรม ทว่ารพีพัฒน์ชวนผู้ฟังลองถอดหมวกวิชาชีพออก แทนที่ด้วยหมวกของคนธรรมดาที่มีสมาชิกในครอบครัว ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง และลูกหลาน พร้อมตั้งคำถามชวนฉุกคิดว่า ‘เรากำลังส่งมอบโลกแบบไหนให้ลูกหลานของเรา?’

รพีพัฒน์ขยายความเพิ่มเติมว่า หากเรายังปล่อยให้โลกร้อนเพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียสอยู่เช่นนี้ เด็กในวันนี้อาจจะต้องเจอกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงมากกว่าเดิมถึง 30 เท่า และยังมีไฟป่า พายุ หรืออุทกภัยที่เกิดขึ้นมากกว่าเดิมอีก 3-4 เท่าตัว

“ตัวเลข 3 องศาเซลเซียสอาจจะฟังดูน้อย แต่มันส่งผลให้โลกเกิดวิกฤตได้เลย และที่น่าตกใจคือตอนนี้โลกร้อนขึ้นมา 1.5 องศาเซลเซียสหรือว่าเกินครึ่งทางแล้ว ถ้าเรายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป คนที่ต้องแบกรับต้นทุนคือลูกหลานของเราเอง”

ความจริงที่น่าตกใจข้อหนึ่งคือ แม้ไทยจะดูเป็นประเทศเล็กๆ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงประมาณร้อยละ 1 แต่กลับถูกจัดให้อยู่ลำดับที่ 18 ในแง่ของประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งรพีพัฒน์มองว่า เป็นลำดับที่ค่อนข้างสูงและสวนทางกับความสามารถในการรับมือวิกฤตโลกรวนที่ไทยอยู่ระดับกลางๆ ก่อให้เกิดเป็นช่องว่างทางนโยบายขนาดใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องนำไปขบคิดต่อไป

เมื่อขยับลงมาที่ระดับของเด็กและเยาวชน รพีพัฒน์อ้างอิงรายงานจากกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เด็กไทยมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะต้องเจอภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ อาทิ อุทกภัย พายุไซโคลน คลื่นความร้อน การขาดแคลนน้ำ ไปจนถึงมลภาวะทางน้ำและอากาศ แต่ถ้าเป็นในแง่ของความเปราะบาง รพีพัฒน์ชี้ว่าเด็กไทยมีระดับความเปราะบางค่อนข้างต่ำ เนื่องจากมีตาข่ายความคุ้มครองทางสังคม โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและการศึกษา

อย่างไรก็ดี แม้เด็กไทยจะถูกปกป้องและโอบอุ้มด้วยโครงสร้างที่ค่อนข้างแข็งแรง ทว่ารพีพัฒน์ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกันคือ เราจะใช้โครงสร้างที่มีอยู่แล้วมาเชื่อมกับภาวะโลกรวนที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไร

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงปัญหาโลกรวนกับเด็กและเยาวชน คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาพผลกระทบแบบตรงไปตรงมา เช่น การที่เด็กได้รับผลกระทบทางลบจากภัยธรรมชาติต่างๆ ทว่ารพีพัฒน์ชวนให้คิดถึงอีกปัญหาหนึ่งที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงกว่านั้น คือปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับครัวเรือนที่เด็กคนหนึ่งอยู่อาศัย

“ลองนึกภาพว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ครัวเรือนย่อมเสียรายได้ ทำงานไม่ได้ ผลิตผลและทรัพย์สินเสียหายหมด ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นจนบางทีต้องพลัดถิ่นหรืออพยพย้ายถิ่นฐานไป” รพีพัฒน์กล่าว “คำถามต่อมาคือครัวเรือนต้องปรับตัวอย่างไร บางครัวเรือนก็อาจจะลดปริมาณหรือคุณภาพอาหารลงเป็นลำดับแรก ลำดับต่อมาก็เป็นการนำเด็กออกจากโรงเรียน เพราะเด็กชายต้องไปใช้แรงงานหาเงิน ส่วนเด็กหญิงก็อาจจะถูกบังคับให้แต่งงาน หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มขึ้น”

การที่ครัวเรือนต้องปรับตัวให้อยู่รอดจากภัยพิบัติย่อมก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งปัญหาระยะสั้น อาทิ ผลกระทบทางโภชนาการ ซึ่งทำให้เด็กมีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ผอมแห้ง และขาดสารอาหาร ผลกระทบทางสุขภาพ เนื่องจากครัวเรือนไม่มีเงินพาเด็กไปฉีดวัคซีนหรือพบแพทย์ตามกำหนด และการเสียโอกาสทางการศึกษาในกรณีที่เด็กต้องถูกนำออกจากระบบการศึกษาก่อนวัยอันควร

จากผลกระทบดังกล่าวสามารถนำไปสู่ผลกระทบทางจิตใจ ทั้งความเครียด วิตกกังวล ไปจนถึงความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ทั้งหมดนี้นำไปสู่ผลกระทบระยะยาวที่สุด คือ ผลกระทบต่อทุนมนุษย์ เพราะเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจน้อยลงเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเมื่อเด็กกลุ่มนี้มีครอบครัว พวกเขาก็มีแนวโน้มจะส่งต่อความยากจนต่อไปให้ลูกหลาน สร้างเป็นวงจรแห่งความเปราะบางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งวงจรนี้จะวนกลับมาอีกครั้งเมื่อลูกหลานรุ่นถัดไปเจอกับวิกฤตภูมิอากาศในอนาคต

อย่างไรก็ดี รพีพัฒน์ตั้งประเด็นชวนคิดว่า เด็กและเยาวชนไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน แต่มีความแตกต่างหลากหลาย และแต่ละครัวเรือนก็มีความสามารถในการรับมือได้ไม่เท่ากัน กล่าวคือครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวย มีเงินออม และสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ก็อาจจะได้รับผลกระทบไม่เท่ากลุ่มเด็กเปราะบาง เด็กที่อยู่ในเมืองอาจจะเผชิญปัญหาที่แตกต่างจากเด็กต่างจังหวัด และเด็กคนหนึ่งอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนหลายปัญหาพร้อมกัน อาทิ เด็กที่ยากจนอาจจะต้องเผชิญความพิการ หรือเป็นกลุ่มเดียวกับเด็กไร้สัญชาติด้วย ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางมากที่สุด ทั้งจากปัญหาที่ทับซ้อนกันและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ เพศสภาพก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ รพีพัฒน์อธิบายว่า เด็กชายกับเด็กหญิงมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน กล่าวคือเด็กหญิง โดยเฉพาะในฝั่งภูมิภาคเอเชียใต้หรือประเทศที่ไม่ได้มีความเท่าเทียมทางเพศมาก มีแนวโน้มจะถูกบังคับให้แต่งงานหรือถูกนำออกจากระบบการศึกษามากกว่าเด็กชาย

เมื่อขยับออกมามองในภาพใหญ่สุด คือระดับประเทศ มีข้อค้นพบว่าเด็กในประเทศกำลังพัฒนาย่อมมีความเปราะบางมากกว่าเด็กในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะรัฐในประเทศกำลังพัฒนามีทรัพยากรในการปรับตัวน้อยกว่า

จากที่กล่าวมาทั้งหมด แม้เด็กจะฟังดูเหมือนเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกรวน ทว่ารพีพัฒน์ชี้ให้เห็นอีกหนึ่งกระแสที่ไม่ได้มองว่าเด็กเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบทางลบ แต่สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) ได้ด้วย เช่น กรณีของเกรตา ทุนเบิร์ก (Greta Thunberg) ที่เป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทว่าเมื่อหันกลับมาดูที่ประเทศไทย การสำรวจจาก UNICEF ฉายภาพว่า เด็กและเยาวชนถึงร้อยละ 90 อยากมีส่วนร่วมเรื่องโลกร้อน ทว่ามีเพียงร้อยละ 34 เท่านั้นที่เข้าถึงโอกาสได้ รพีพัฒน์จึงเน้นย้ำว่าสิ่งที่ขาดหายไปไม่ใช่ความมุ่งมั่นตั้งใจของเด็กและเยาวชนในการมีส่วนร่วม แต่เป็นการขาดสถาบัน กลไก หรือช่องทางในการร่วมขับเคลื่อนมากกว่า

“เมื่อไปดูแผนแม่บทหรือนโยบายเพื่อรับมือเรื่องโลกรวนของไทย ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan: NAP) หรือแผน NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution) ต่างไม่ได้พูดถึงเด็กและเยาวชนเลย หรือถ้าจะกล่าวถึงก็เป็นในฐานะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น

“เรื่องหนึ่งที่เราต้องคำนึงถึงด้วยคือ กลุ่มเปราะบางแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนพิการ หรือผู้สูงอายุ ล้วนมีความต้องการที่แตกต่างกัน เราลองนึกภาพว่า สมมติเกิดคลื่นความร้อนขึ้นมา ผู้สูงอายุกับเด็กควรจะต้องมีวิธีการรับมือที่แตกต่างกัน เพราะพวกเขาได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน นั่นจึงหมายถึงการมีเป้าหมาย นโยบาย และมาตรการที่แตกต่างกันด้วย

“การรวมกลุ่มเปราะบางเป็นเนื้อเดียวกันจึงทำให้เราไม่เห็นอะไรเลย” รพีพัฒน์เน้นย้ำ

ประเด็นที่น่าขบคิดต่อไปคือ มีหลายประเทศที่รวมเด็กและเยาวชนเข้าไปในกระบวนการมีส่วนร่วมในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย ถ้าพูดในอีกแง่หนึ่ง ประเทศไทยถือว่าเป็นส่วนน้อยที่ยังไม่เปิดให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม นี่จึงนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายของรพีพัฒน์ในสามระยะ

ข้อเสนอในระยะที่เร่งด่วนที่สุดคือการเพิ่มเด็กและเยาวชนเข้าไปในกฎหมายเพื่อเอื้อให้เกิดการขับเคลื่อนจริง รวมถึงการเพิ่มหลักสูตรรับมือโลกรวนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ทุกโรงเรียนยังมีควรมีแผนที่ชัดเจนในการรับมือคลื่นความร้อน ซึ่งรพีพัฒน์เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการด้วย

ในระยะกลางรพีพัฒน์เสนอให้มีกรอบหรือกลไกบางอย่างรองรับ เช่น การดำเนินการให้มีกลไกประเมินผลกระทบต่อสิทธิเด็กในกรณีที่มีนโยบายเรื่องโลกร้อนในประเทศไทย รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริงผ่านการมีกลไกทางกฎหมาย เช่น ในต่างประเทศที่มีสภาเยาวชนที่คอยดูแลเรื่องสภาพภูมิอากาศโดยตรง อีกประเด็นคือการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ตามที่เหมาะสม รวมถึงมีเงินช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติและกลไกจ่ายเงินอัตโนมัติที่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีด้วย

และในระยะยาว รพีพัฒน์เสนอให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา กล่าวคือการปรับปรุงโรงเรียนให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติ ฝุ่น PM 2.5 และรับมือกับอุณหภูมิได้ รวมถึงมีกลไกสนับสนุนการย้ายถิ่นฐานระยะยาวด้วย

ในตอนท้าย รพีพัฒน์กล่าวว่า “เวลาเราพูดถึงภัยพิบัติ เราจะมองเหมือนมันเป็นกิจกรรมหนึ่ง คือน้ำท่วมมา จ่ายเงินให้แล้วจบ แต่จริงๆ มันไม่จบ มันเป็นวงจรที่ต่อเนื่องกัน ดังนั้นเวลาเกิดภัยพิบัติขึ้น เราต้องมองผลกระทบที่สืบเนื่องต่อกันไปด้วย และแก้ให้ครบทั้งวงจร นอกจากนี้ ถ้าเราจะสร้างกระบวนการที่น่าเชื่อถือและมีความหมายอย่างแท้จริง ผมมองว่าเราต้องมีสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน รวมถึงมีกฎหมายรองรับด้วย เพื่อทำให้เกิดขั้นตอนกระบวนการต่างๆ นั่นแหละจึงจะเริ่มนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

“อย่างไรก็ดี กระบวนการทั้งหมดที่เราคุยกันไปก็ต้องเกิดพร้อมกับการเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนด้วย เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลกร้อน ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องเปิดโอกาส และเด็กก็ต้องทำการบ้านแบบเข้มข้นมาด้วยเช่นกัน กระบวนการจึงจะเดินต่อไปได้” รพีพัฒน์ปิดท้าย

เมื่อความสูญเสียคือตัวเงินที่เสียไป มองระบบงบประมาณใหม่เพื่อเตรียมรับมือวิกฤต – กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์

หนึ่งในมายาคติเมื่อพูดถึงวิกฤตภูมิอากาศคือการปรับตัวจากภาวะโลกรวนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องเดียวกัน จึงต้องใช้วิธีการรับมือที่คล้ายกัน ทว่า ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนว่า การปรับตัวต่อภาวะโลกรวนจะเป็นการอิงตามภาคส่วน (sector-based) และเจาะจงเฉพาะพื้นที่ (area specific) ค่อนข้างมาก ดังนั้น การออกแบบกลไกหรือนโยบายเพื่อปรับตัวจึงต้องเริ่มจากคำถามว่า เราควรจะเริ่มที่ไหน

“สมมติเราบอกว่า เริ่มที่โรงเรียน ก็จะพบว่าพื้นที่นำร่องแต่ละแห่งเจอภัยพิบัติไม่เหมือนกัน” กรรณิการ์กล่าว “นอกจากนี้ เรายังควรมีมาตรการต่างๆ เช่น ระบบการเตือนภัยล่วงหน้า (early warning system) ที่จะช่วยเตือนให้คนที่อยู่บริเวณนั้นสามารถเอาตัวรอดได้ด้วย”

เมื่อขยับไปที่ประเด็นเด็กและเยาวชน กรรณิการ์ชี้ให้เห็นช่องโหว่ของตัวบทกฎหมายว่า ยังไม่ได้มีการเขียนเปิดช่องให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงกลุ่มเปราะบางอื่นๆ นั่นจึงนำมาสู่ข้อเสนอสามข้อ

ข้อเสนอแรก กรรณิการ์เท้าความว่า ผู้กำหนดนโยบายมักจะมองหาหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จะนำมาสนับสนุนเหตุผลในการดำเนินการต่างๆ จึงนำมาสู่ข้อเสนอให้มีการประเมินผลกระทบด้านภูมิอากาศในเด็ก กล่าวคือ ทำการประเมินออกมาในรูปแบบของตัวเงินว่า การไม่ลงทุนในเด็กจนทำให้เกิดผลกระทบระยะยาวจะก่อให้เกิดความสูญเสียในผลิตภาพแรงงานไปเท่าไหร่

“ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงตรงนี้เป็นแบบกู้คืนมาไม่ได้ (irreversible) ด้วย เราจึงต้องโยงกลับมาให้ได้ว่า ในระยะยาวแล้ว เรื่องนี้จะสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง เช่น ผลกระทบต่อ GDP ของประเทศ ถ้าเรานำเสนอตรงนี้ได้จะทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนักขึ้นพอสมควร”

อย่างไรก็ดี ต่อให้มีผลการประเมินแล้ว แต่ถ้าไม่มีงบประมาณก็ไปต่อไม่ได้เช่นกัน ดังที่กรรณิการ์ชี้ให้เห็นช่องโหว่ก่อนหน้านี้แล้วว่า งบประมาณแผ่นดินยังไม่ได้เจาะจงไปที่เรื่องเด็กและเยาวชน หรือเมื่อพูดถึงการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในภาพใหญ่ของประเทศ เงินร้อยละ 90 ยังมาจากงบประมาณของภาครัฐ แตกต่างจากการดำเนินการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกที่จะมีภาคเอกชนจำนวนมากมาร่วมด้วย

“คนมักมองว่าการรับมือภาวะโลกรวนเหมือนกับเรื่องสินค้าสาธารณะ คือต่อให้ฉันไม่ทำ แต่คนอื่นทำ ฉันก็ยังได้ประโยชน์ นอกจากนี้ กลุ่มสถาบันการเงินก็อาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการประเมินความเสี่ยงในเรื่องการปรับตัว (adaptation) ด้วย ยิ่งพอเพิ่มเรื่องเด็กและเยาวชนเข้าไปก็กลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ทำให้เม็ดเงินที่จะมาสนับสนุนตรงนี้พลอยเหือดแห้งลงไปด้วย”

นี่จึงนำมาสู่ข้อเสนอข้อที่สองของกรรณิการ์ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะเริ่มพิจารณาจากการจัดสรรงบประมาณ จากเดิมที่เคยมีการเสนอการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ (climate sensitive budgeting) อาจจะต้องเพิ่มมิติเรื่องการสนับสนุนเงินไปสู่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน เพิ่มขึ้นด้วย

และข้อเสนอสุดท้ายคือ ด้วยภาวะโลกรวนก่อให้เกิดผลกระทบหลายมิติ ทั้งในแง่การศึกษา การสาธารณสุข ไปจนถึงการตั้งถิ่นฐาน สถาบันต่างๆ จึงควรจะมีมาตรการขั้นต่ำเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น อาทิ แผนการรับมือภัยพิบัติของสถานศึกษา ไปจนถึงการคาดการณ์ระยะเวลาที่เด็กนักเรียนจะสามารถกลับเข้ามาเรียนได้ หลังจากเกิดภัยพิบัติแล้ว

เมื่อถึงตรงนี้ กรรณิการ์ขยายภาพจากสถานศึกษาไปสู่อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ การปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมของโรงพยาบาลหลายแห่ง อาทิ การนำรถบรรทุกขนาดใหญ่มาใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วย แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นเรื่องของการรับมือภัยแล้ง โดยเฉพาะภัยแล้งที่เกิดขึ้นยาวนานมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ กรรณิการ์ชี้ว่าโรงพยาบาลจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดเล็ก จะใช้วิธีไปซื้อน้ำหรือได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งอาจรับมือได้ไม่นานนัก

นี่จึงนำมาสู่การปิดท้ายถึงความสำคัญของการคุ้มครองทางสังคม คือการมีแผนซักซ้อมเพื่อรองรับเรื่องภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยอาจกำหนดเป็นมาตรฐานขั้นต่ำในแต่ละชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยง และมีการขยายผลโมเดลเหล่านี้ไปสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป

ทลายคอขวดนโยบายเด็กและเยาวชน สู่การยกระดับผลิตภาพของชาติ – ภาวิญญ์ เถลิงศรี

แม้รายงานของรพีพัฒน์จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มปรับกระบวนทัศน์ความคิด การมองปัญหา และการออกแบบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ทว่าสำหรับ ดร.ภาวิญญ์ เถลิงศรี นักวิชาการอิสระ เขามองว่าการปรับกระบวนการคิดหรือการดำเนินนโยบายอาจจะยังเป็นไปได้ยากด้วยเหตุผลสามข้อ

ข้อแรก ภาวิญญ์ชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายยังคงมองว่า ‘คน’ เหมือนกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละคน อาทิ เรื่องเพศสภาพ ที่ยังมองเป็นแค่เรื่องของกายภาพ มากกว่าจะลองพิจารณาไปถึงเศรษฐสถานะของบุคคลแต่ละคน อาทิ สถานะทางสังคม อาชีพ

ข้อที่สอง ภาวิญญ์เสนอให้เชื่อมเด็กเข้ากับเรื่องผลิตภาพ (productivity) ของประเทศโดยตรง โดยสะท้อนว่าเด็กคือกับดักของการพัฒนา ดังนั้น หากเราไม่รีบแก้ไขปัญหาเรื่องเด็กและเยาวชน ไทยก็ยังจะติดอยู่ในกับดักนี้อีกนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปัญหาโลกร้อนทำให้ผลิตภาพเสื่อมถอยลง

“เรามักมองว่า การลงทุนในเด็กเป็นเหมือนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่จริงๆ แล้ว เราต้องทำให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นว่า มันเป็นเรื่องของการลงทุนเพื่อผลิตภาพในระยะยาว คือเป็นเรื่องของนวัตกรรมและการเรียนรู้มากกว่า”

และข้อสุดท้าย คือเรื่องของงบประมาณ ภาวิญญ์ฉายภาพว่า ประเทศไทยมีความพยายามจะทำแผนบูรณาการต่างๆ ที่เชื่อมหลายภาคส่วนเข้าไว้ด้วยกัน แต่การจัดสรรงบประมาณของไทยกลับเป็นแบบจัดสรรตามภาคส่วนเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้มีงบประมาณที่อิงตามโครงการที่ทำร่วมกัน

“แม้ล่าสุดจะมีเรื่องของการให้งบแบบบูรณาการออกมาแล้ว แต่ก็อาจจะยังแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้ทั้งหมด เพราะมันควรจะต้องล้อไปกับระบบงบประมาณที่ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วย”

ในตอนท้าย ภาวิญญ์ทิ้งท้ายเรื่องของการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ซึ่งเขามองว่าเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก กล่าวคือฝั่งเด็กเองจำเป็นจะต้องมีความพร้อมในการสื่อสารพูดคุยกับเครือข่ายหรือสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็จำเป็นจะต้องเข้าใจว่า ทำไมต้องให้เด็กต้องเข้ามามีส่วนร่วม และเมื่อเด็กเข้ามามีส่วนร่วมแล้วจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้มากขึ้นหรือสนับสนุนการดำเนินการต่างๆ อย่างไร

“ถ้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถจูนกันติดได้ หรือแม้แต่มีคนกลางที่สามารถเข้ามาเชื่อมประสานระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ได้ โอกาสที่จะเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้น เพราะกฎหมายเปิดโอกาสอยู่แล้ว เหลือแค่การปฏิบัติจริงที่ต้องมีการทลายข้อจำกัดต่างๆ” ภาวิญญ์ปิดท้าย


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ The101.world

Research Roundup 2026 กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายเด็ก นโยบายเด็ก เยาวชน และครอบครัว ภาวิญญ์ เถลิงศรี รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ เด็กไทย เยาวชนไทย โลกรวน