รู้จักกับ ‘ธนาคารที่ดิน’ สถาบันที่เกิดจากการผลักดันของประชาชน

Published on 2 ต.ค. 2026

ภายหลังรัฐบาลอนุทินประกาศยุบ ‘ธนาคารที่ดิน’ เหตุมองว่าทำงานซ้ำกับหน่วยงานอื่น การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลต่อเกษตรกรกว่า 1.9 ล้านครอบครัว รวมถึงคนจนเมืองและคนชนชั้นกลางที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ปัญหาการเข้าถึงในที่ดินทำกินจะถูกแก้ไขอย่างไรภายใต้รัฐบาลชุดนี้

ธนาคารที่ดินคืออะไร?

สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน หรือ ‘ธนาคารที่ดิน’ เรียกโดยย่อว่า บจธ. เป็นสถาบันตามกฎหมายที่เกิดจากการผลักดันของภาคประชาชนและเกษตรกรผู้ไร้ที่ทำกิน สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้คนที่ขาดโอกาสเข้าถึงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย 

สิ่งที่ธนาคารที่ดินทำหลักๆ มี 3 เรื่อง คือ

  1. ช่วยให้คนเข้าถึงที่ดิน เช่น รวบรวมที่ดิน แล้วนำมาจัดสรรให้คนที่ไม่มีที่ทำกินหรือมีไม่พอ โดยอาจใช้วิธีเช่า เช่าซื้อ หรือให้ชุมชนถือครองร่วมกัน 
  2. ช่วยไม่ให้คนต้องเสียที่ดิน เช่น หากเกษตรกรเอาที่ดินไปค้ำประกันเงินกู้แล้วกำลังจะเสียสิทธิ ธนาคารที่ดินสามารถเข้ามาช่วยรับซื้อหรือจัดการที่ดินไว้ เพื่อให้เจ้าของเดิมยังมีโอกาสใช้ประโยชน์ในที่ดินต่อ 
  3. ทำให้รัฐรู้ว่าที่ดินถูกใช้จริงแค่ไหน เช่น ใครถือครองที่ดิน ที่ดินแปลงไหนไม่ได้ใช้ประโยชน์ ใครไม่มีที่ทำกิน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายและจัดการที่ดินได้ตรงจุดมากขึ้น

นี่จึงเป็นหน่วยงานที่สำคัญต่อเกษตรกรมาก เพราะปัญหาที่ดินเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงในการทำมาหากิน ธนาคารที่ดินจึงพยายามทำให้ที่ดินไม่ผูกขาดอยู่กับคนบางกลุ่ม และไม่ถูกทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คนที่ไม่มีที่ดินหรือกำลังจะเสียที่ดิน มีทางเลือกในการรักษาสิทธิและมีที่ทำกินอย่างมั่นคงมากขึ้น

หลังก่อตั้งในปี 2558 จนถึงปี 2565 ธนาคารที่ดินได้ช่วยให้เกษตรกรและคนยากจนเข้าถึงที่ดินกว่า 5,000 ไร่ และช่วยรักษาที่ดินที่กำลังหลุดจากการจำนองหรือการขายฝากมากกว่า 3,000 ไร่ ทำให้คนเหล่านี้มีโอกาสรักษาสิทธิและกลับมาใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ และที่สำคัญ ธนาคารที่ดินยังส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการที่ดินร่วมกันในรูปแบบ ‘โฉนดชุมชน’ ได้อีกด้วย

แล้วยุบธนาคารที่ดินทำไม

เหตุผลหนึ่ง รัฐบาลระบุว่าภารกิจการจัดหาที่ดินทำกินให้ประชาชนนั้น มีหน่วยงานอื่น เช่น คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ทำหน้าที่รับไม้ต่อและดูแลแทนได้ 

เมื่อรัฐบาลประกาศยุบแล้ว จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยมีผู้ลงนามคือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้สัญญาและภารกิจทั้งหมดจะถูกโอนย้ายไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เข้ามาดูแลและหาหน่วยงานมารับช่วงต่อภายใน 1 ปี

แต่ถึงอย่างนั้น โครงสร้างของ คทช. ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความเป็นราชการสูง โดยให้หน่วยงานราชการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของรัฐ แล้วอนุญาตให้สิทธิทำกินแก่ประชาชนในลักษณะแปลงรวมโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ และที่สำคัญ คทช. ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตั้งแต่แรกเริ่ม ผิดกับธนาคารที่ดินที่มาจากการผลักดันของกลุ่มเกษตรกรและภาคประชาชน

นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมกลุ่มพี่น้องเกษตรกรถึงออกมารวมตัวคัดค้านการยุบธนาคารที่ดิน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ คทช. เองก็ไม่มีกลไกทางกฎหมายหรือเม็ดเงินในการเข้าไปซื้อหรือยึดคืนที่ดินจากเอกชน/นายทุน ก่อนกระจายให้เกษตรกร

ยุบแล้วเกิดอะไรขึ้น

การยุบธนาคารที่ดินอาจส่งผลต่อปัญหาการเข้าถึงที่ดินของประชาชน โดยข้อมูลจากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ชี้ว่า ปัจจุบันมีคนเพียง 10% ได้ถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์มากกว่า 90% ของประเทศ ขณะที่เกษตรกรและคนยากจนส่วนใหญ่กลับเข้าไม่ถึงที่ดิน โดยถือครองที่ดินรวมกันเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาพีมูฟ ให้สัมภาษณ์ทางสำนักข่าวไทยพีบีเอสว่า การยุบธนาคารที่ดินอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรยากจนกว่า 1.7-1.9 ล้านครอบครัวในประเทศ รวมถึงคนจนเมือง และคนชนชั้นกลางจำนวนมากที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย

ประชาชนยังกังวลว่าโครงการจัดซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ยังค้างอยู่จะหยุดชะงัก หรือเกิดความล่าช้าเนื่องจากต้องย้ายไปอยู่ภายใต้ระบบราชการที่เทอะทะ และไม่มั่นใจว่าในภาวะสุญญากาศที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหน่วยงาน จะมีปัญหาใดตามมากับกรรมสิทธิ์และสัญญาในที่ดินของตนเองหรือไม่

ข้อเสนอของภาคประชาชน

ที่ผ่านมา มีการปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล รวมถึงศาลากลางจังหวัดลำพูนเพื่อคัดค้านการยุบธนาคารที่ดิน โดยข้อเสนอปัจจุบันของพีมูฟและองค์กรภาคประชาชนมีใจความสำคัญว่า แม้หน่วยงานจะสิ้นสุดวาระลง แต่ต้องไม่หยุดภารกิจแก้ปัญหาที่ดินของประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. วันที่ 15 กันยายน 2569 เสียใหม่ และหาทางให้องค์กรด้านที่ดินเดินสานภารกิจต่อไปสักระยะ

แต่ผลการหารือระหว่างเครือข่ายภาคประชาชนร่วมกับรัฐบาลในวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา พบว่า รัฐบาลจะไม่ต่ออายุธนาคารที่ดิน และจะไม่จัดตั้งองค์กรใหม่ด้านการจัดการที่ดินขึ้นมาแทนในช่วงรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างแน่นอน และรัฐบาลจะรับข้อเสนอจากภาคประชาชน เรื่องการถ่ายโอนภารกิจของธนาคารที่ดินไปยังสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. เพื่อนำไปพิจารณาต่อไป

5 ตุลาคมนี้ พีมูฟยืนยันว่าจะเดินหน้าติดตามคำตอบจากรัฐบาล และผลักดันให้เกิดกลไกที่สามารถสานต่อภารกิจด้านที่ดิน เพื่อไม่ให้ประชาชนที่กำลังรอการแก้ไขปัญหาต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

อ้างอิงจาก

www.amnesty.or.th

prachachat.net

prachachat.net

theactive.thaipbs.or.th

.

.

.

#Recap #ธนาคารที่ดิน #โฉนดชุมชน #สิทธิที่ดิน #P-Move #TheMATTER