
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันนี้ ระบุว่า ยุโรปได้ตกลงที่จะระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองแล้ว โดยกระบวนการดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในทันที
“ยุโรปเพิ่งตกลงที่จะระบายน้ำมันดีเซลจำนวนมหาศาลจากคลังสำรองที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมากของพวกเขา”
“กระบวนการดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในทันที”
“ขอบคุณสำหรับความสนใจในเรื่องนี้!”
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ได้หารือกันในวันนี้ (2 ต.ค.) เกี่ยวกับข้อเสนอของฝรั่งเศสในการระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรอง เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐที่ต้องการให้ชาติยุโรปช่วยชะลอการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
แหล่งข่าวระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าว เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ในยุโรประบายน้ำมันดีเซลจำนวน 50 ล้านบาร์เรล และให้ประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบายน้ำมันดิบอีก 50 ล้านบาร์เรล
การหารือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อยุโรป ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการสั่งห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐ เพื่อช่วยลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 3 พฤศจิกายน
รอยเตอร์รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า รัฐบาลทรัมป์ได้แจ้งให้เยอรมนีและฝรั่งเศสระบายน้ำมันดีเซลในคลังสำรองฉุกเฉิน มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซล
แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า สหรัฐเรียกร้องให้ชาติใหญ่ในยุโรป ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศสและเยอรมนี ระบายน้ำมันดีเซลจำนวน 100 ล้านบาร์เรล ภายในกรอบเวลา 20 วัน
นอกจากนี้ ในการประชุมทางโทรศัพท์ในวันนี้ ประเทศสมาชิก EU ได้หารือกันเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขว่า หากมีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับการระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองของยุโรป สหรัฐจะต้องให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้มาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลแต่เพียงฝ่ายเดียว
ในอดีต ยุโรปพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซียและตะวันออกกลางเป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยุโรปพึ่งพาการนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้น
ผู้นำประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 อาจจัดการประชุมทางโทรศัพท์ภายในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับขั้นตอนต่อไป โดยขณะนี้ฝรั่งเศสเป็นประธานกลุ่ม G7
IEA ซึ่งมีสมาชิก 32 ประเทศ ได้ตกลงกันในเดือนมีนาคมที่จะร่วมกันระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
นายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการ IEA กล่าวว่า ประเทศสมาชิกได้ระบายน้ำมันออกมาแล้วประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณทั้งหมดที่ตกลงกันไว้
ทั้งนี้ อุปทานน้ำมันดีเซลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และการที่รัสเซียห้ามส่งออกน้ำมัน หลังจากยูเครนทำการโจมตีและสร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง นอกจากนี้ โรงกลั่นน้ำมันของจีนก็ได้ระงับการส่งออกเชื้อเพลิงในเดือนตุลาคม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ