
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย 2569 ว่า ในปี 2568 และครึ่งปีแรกของปี 2569 ระบบการเงินไทยในภาพรวมยังคงมีเสถียรภาพ
ซึ่งสถาบันการเงิน (สง.) ทั้งธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (NBRLs) และสหกรณ์ออมทรัพย์ (สอ.) มีความมั่นคงในเกณฑ์ดี และตลาดการเงินยังทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจได้ปกติ
ทั้งนี้ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ปัจจุบันคลี่คลายบ้าง แต่ยังมีความไม่แน่นอน เสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงินของโลกต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งไทยได้รับผลกระทบทั้งราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภาคธุรกิจและครัวเรือน ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบชั่วคราว และความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนในตลาดการเงิน
ขณะที่ภาพรวมผลกระทบยังค่อนข้างจำกัด แต่ต้องติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และครัวเรือน อีกทั้งยังต้องติดตามเสถียรภาพการคลังในระยะข้างหน้า เนื่องจากฐานะการคลังด้อยลง ทั้งระดับหนี้สาธารณะและอัตราส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาจกระทบต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งมีนัยโดยตรงต่อเสถียรภาพตลาดการเงิน รวมถึงต้นทุนกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน ส่วนแผนระยะปานกลาง ระดับหนี้สาธารณะของไทยยังคงอยู่ในกรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ที่ 70% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
สำหรับการประเมินความเสี่ยงแบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. ภาคธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินยังคงมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง สะท้อนการปรับลดหนี้ช้ากว่าบริษัทในต่างประเทศนับตั้งแต่ช่วงเกิดโควิด-19 เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง (K-shaped) และบางรายมีความเปราะบางจากผลกระทบสงคราม ซึ่งส่วนใหญ่มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานและปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก
ส่วนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีความเปราะบางมากขึ้น และความสามารถในการรองรับความผันผวนของรายได้มีจำกัด ทำให้ปรับตัวได้ช้าและธุรกิจหยุดชะงัก บวกกับการแข่งขันสูงและการครองตลาดต่ำ
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมาก สะท้อนจากบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่และหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วไทยปี 2568 ลดลง 8% และ 9.1% ตามลำดับ และในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นบ้าง ขยายตัว 21.6% และ 22.9% ตามลำดับ อีกทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบขยายเวลาปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท ถึงกลางปี 2570 น่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ขึ้นมาได้
2. ภาคครัวเรือนที่ยังคงเปราะบาง แม้ฐานะของครัวเรือนจะปรับตัวดีขึ้นบ้างในระยะหนึ่ง แต่ยังคงมีครัวเรือนจำนวนมากที่รายได้ไม่เพียงพอ และมีสภาพคล่องหรือสินทรัพย์สำรองในระดับต่ำและจำกัด ทำให้มีความเสี่ยงประสบปัญหากับภาวะ income shock ได้ แม้ครัวเรือนที่รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายมีสัดส่วนปรับลดลง แต่โดยรวมยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะครัวเรือนที่รายได้เฉลี่ยไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ที่มีสัดส่วนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ต้องพึ่งพาเงินเก็บประมาณ 1 ใน 3 หรือราว 30%
3. ภาคการเงิน โดยระบบธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากลูกหนี้บางกลุ่ม โดยเฉพาะ SMEs มีความสามารถชำระหนี้ที่ด้อยลง ส่งผลให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.84% ในสิ้นปี 2568 จากปีก่อน 2.76% ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ภาพรวมมีฐานะการเงินอยู่ในระดับดี ซึ่ง ณ ไตรมาส 1/2569 ทุนเรือนหุ้นและทุนสำรองอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
ด้านผู้ให้บริการ NBRLs ยังมีความระมัดระวังในการให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น ทำให้ในช่วงไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา สินเชื่อโดยรวมหดตัวลง 0.1% ซึ่ง NBRLs ภาพรวมมีฐานะการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี บริหารจัดการได้ และมีกำไรสะสมรองรับผลขาดทุนค่อนข้างสูง 17.5% ขณะที่ธุรกิจประกันภัยยังขยายตัวต่ำ และมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากความเสี่ยงภาระเคลมที่เพิ่มขึ้น แต่โดยรวมมีฐานะการเงินเข้มแข็ง และกองทุนเปิดตราสารหนี้ยังมีกระแสเงินสุทธิไหลเข้า (net flow) ต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนโดยรวมสามารถทำหน้าที่สนับสนุนการระดมทุนของภาคธุรกิจได้ โดยนักลงทุนยังคงมีความเชื่อมั่นในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพในระดับ Investment Grade (IG) ทำให้ความเสี่ยงการต่ออายุสินเชื่อ (rollover risk) กลุ่มนี้อยู่ในระดับต่ำ ส่วนกองทุนรวมในช่วงปี 2568 อุตสาหกรรมยังมี net flow เข้าต่อเนื่องเช่นกัน ทั้ง FIF และ DFI จากการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง
ดังนั้น ภาครัฐต้องดำเนินมาตรการเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาหนี้เดิมของกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และรายย่อย เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ ซึ่งเมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มาตรการต่าง ๆ ที่ออกไปมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ธปท. และภาครัฐยังได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจโดยรวม และมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ เช่น
1. มาตรการบรรเทาภาระทางการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาต่อเนื่อง 6 ครั้ง รวม 1.5% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาอยู่ที่ 1% ต่อปี ในช่วงเดือนเมษายน 2569 เพื่อหนุนการฟื้นตัวของธุรกิจและบรรเทาภาระหนี้ธุรกิจ SMEs และครัวเรือน
2. การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน
3. การปรับลดและกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมทางการเงิน
4. การช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้เสียผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”
5. การขยายระยะเวลาการใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืนภายใต้โครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้”
6. มาตรการค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อใหม่ SMEs Credit Boost
7. ขอความร่วมมือภายใต้กรอบหลักการเพิ่มเติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)
8. ขยายระยะเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ออกไป 1 ปีเป็นการชั่วคราว
9. โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 100,000 ล้านบาท เป็นต้น