บันเทิงธิปไตย

Published on 6 ต.ค. 2026

และกลายสภาพไปเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง

นักการเมือง พรรคการเมือง

และประเด็นปัญหาทางการเมือง ถูกทำให้เป็นเรื่องบันเทิงมากขึ้น เพื่อสร้างกระแสความสนใจของผู้คน แรกเริ่มเดิมที การเมืองอาจยอมรับความบันเทิงให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ 'เครื่องมือ' เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารทางการเมือง ทำให้ผู้คนสนใจการเมืองหรือติดตามนักการเมืองมากขึ้น

แต่เมื่อใช้ไปใช้มา ใช้มาใช้ไป 'ความบันเทิง' ก็ยึดครอง 'การเมือง' เข้าไปหมด

ในยุคปัจจุบันที่สื่อสมัยใหม่ สื่อสังคม และเทคโนโลยี กำลังแพร่หลาย

ในยุคปัจจุบันที่ทุนนิยมครอบงำถึงขีดสุด

ในยุคปัจจุบันที่เสรีนิยมใหม่/นีโอลิเบอรัล เบ่งบานไปทั่วทุกวงการ

ทุกสิ่งอย่างถูกทำให้เป็นสินค้า

การเมืองก็เช่นกัน

เมื่อการเมืองเป็นสินค้า อยากให้คนซื้อสินค้า ก็ต้องมีจุดขาย ต้องสนองตอบความต้องการของผู้บริโภค หรือไม่ก็สร้างความต้องการของผู้บริโภคแบบเทียมขึ้นมา...”

ถึงท่อนนี้ยังไม่ทราบครับว่า “ปิยบุตร” ต้องการสื่อไปถึงใคร แต่ที่แน่ๆ คือมุมมองของเขา มีการใช้ความบันเทิงเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับประชาชน

จะว่าดีก็ได้ ถ้าใช้ความบันเทิงมาสื่อสารให้ประชาชนได้เข้าใจเรื่องราวได้ง่ายๆ

ก็เริ่มใช้กันไปพอสมควรในหลายแวดวง

เช่นก่อนนี้กรมอุตุนิยมวิทยาถูกด่าเละเทะครับว่าคำเตือนเป็นภาษาราชการเกินไป ชาวบ้านไม่เข้าใจ ช่วงหลังเพจกรมอุตุฯ มาแนววัยรุ่น

เดิม มาทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ฝนก็มาเป็นร้อยละ สุดท้ายกรมอุตุฯ ก็โดนมรสุมจริงๆ

วันนี้เปลี่ยนแล้วครับ เย็นๆ โพสต์บอก “ทางสะดวกกลับบ้านได้”    

ก็แสดงว่าไม่มีฝน

อันนี้ยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ แต่ไม่ได้ดูเหมือนที่ “ปิยบุตร” สื่อถึงพรรคส้มเสียทีเดียว

มาดูกันต่อ...

“...ในระยะหลัง เริ่มมีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการในสภา ด้วยเจตนารมณ์ต้องการให้โปร่งใส ประชาชนได้มีส่วนร่วม

แต่พอเสริมเติม 'ความบันเทิง' เข้าไปมากเข้า การประชุมคณะกรรมาธิการ ก็กลายสภาพเป็น 'เรียลลิตี้ โชว์'  ที่ประธาน หรือ กมธ. ต้องแสดงออกเพื่อให้ผู้ชมทางบ้านถูกอกถูกใจ

นานวันเข้า จากสาระสำคัญอยู่ที่ผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมหรือผลสำเร็จของงาน ก็กลายเป็นว่า ความสำคัญไปอยู่ที่การไล่บี้เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการที่มาชี้แจงได้อย่างสะใจผู้ชมทางบ้าน หรือการโต้เถียงเอาชนะกันในที่ประชุมแทน

เช่นเดียวกัน เมื่อประชาชนอยากเห็นนักการเมืองแบบเข้าถึงง่ายๆ มีสถานะหรือใช้ชีวิตใกล้เคียงกับตนเอง

นักการเมืองก็ต้องทำตัวสบายๆ เหมือนคนทั่วไป ต้องร้องเพลง ต้องเต้น ต้องเป็นทั้ง 'อินฟลู' 'ยูทู้บเบอร์' 'ติ๊กตอกเกอร์'...”

“...เมื่อความปรากฏ สื่อมวลชนก็จะเอาสิ่งที่นักการเมือง/นักแสดงคนนั้นโพส ไปขยายต่อเป็นข่าว กระจายไปทั่ว ประชาชนก็ให้ความสนใจ เพราะ เรื่องดราม่า ด่ากัน ทะเลาะกัน ในโลกออนไลน์ยั่วยวนให้ติดตาม กองเชียร์ผู้สนับสนุนแต่ละฝ่ายก็เข้ามาโรมรันพันตูกันในโลกออนไลน์ สื่อกระแสหลักนำไปพูดในรายการต่อ

ผลสุดท้าย เนื้อหาสาระที่พรรคหรือหัวหน้าพรรคต้องการสื่อสาร ก็มลายหายไป จังหวะก้าวของเนื้อหาสาระที่กองยุทธศาสตร์การสื่อสารของพรรคกำหนดไว้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

มีเสียงวิจารณ์ต่อพรรคประชาชนกันมากว่า พรรคไม่ทำงานทางความคิด พรรคไม่นำเสนอประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็อาจถูกต้องบางส่วน แต่หากให้ความเป็นธรรมแก่พรรค คณะนำ และทีมงานรณรงค์และการสื่อสารของพรรคบ้าง

ผมคิดว่า พวกเขาพยายามทำอยู่เสมอ แต่หลายครั้ง ไม่เข้าเป้า เพราะถูกประเด็น 'บันเทิงธิปไตย' ของนักการเมืองของพรรค กลบไปหมด...”

“...นานวันเข้า ผู้คนย่อมเข้าใจไปว่า สิ่งที่นักการเมือง/นักแสดง คนนี้พูด ย่อมเท่ากับ พรรคพูด ความคิดและการกระทำของเขา ก็คือความคิดและการกระทำของพรรค

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ อัตลักษณ์และตัวตนของคนก็ขึ้นมาครอบงำเหนืออัตลักษณ์พรรค เป้าหมายของนักการเมือง/นักแสดง กลายเป็นเป้าหมายของพรรค พรรคไม่ได้ชี้นำนักการเมืองของตน ไม่ได้ชี้นำสังคม

แต่กลายเป็นนักการเมืองที่ลากจูงให้พรรคเดินตามตนเอง

เมื่อพรรค คณะนำ ตลอดจนเพื่อนนักการเมืองในพรรคด้วยกัน ไม่กล้าทักท้วงทัดทาน เพราะด้านหนึ่งต้องใช้บริการคะแนนนิยมส่วนบุคคลของนักการเมือง/นักแสดง เหล่านั้น และการทักท้วงทัดทานก็อาจทำให้โดน 'ทัวร์ลง' ได้

นานวันเข้า ก็เกิดเป็นความคิดความเชื่อที่เวียนว่ายอยู่ภายในพรรคว่า สิ่งที่นักการเมือง/นักแสดงทำนั้น ถูกต้องแล้ว พรรคเห็นด้วยแล้ว ก็เกิดลัทธิเอาอย่างเอาตามกันมาว่า หากนักการเมืองคนใดต้องการความนิยม ได้การยอมรับ และมีบทบาท ก็ต้องประพฤติตนและแสดงออกตามแนวทางของนักการเมือง/นักแสดง...”

“....ปัญหาทั้งหมดที่ผมว่ามานี้ หากชี้นิ้วโทษสื่อมวลชน โทษตลาด โทษผู้บริโภค ว่านิยมแบบนี้ ชอบเสนอข่าวแต่แบบนี้ ชอบบริโภคข่าวการเมืองแบบบันเทิงแบบนี้ พรรคก็เลยต้องเดินแบบนี้ นี่เป็นคำตอบที่มักง่ายเกินไป

แล้วอย่างไรล่ะ เราเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราก็จะอยู่กับสภาพแบบนี้ ?

เราไม่คิดจะชี้นำความคิดหรือแนวทางแบบใหม่ให้แก่สังคมหรือ?

เราจะไม่เป็นพรรคมวลชน พรรคยุทธศาสตร์ พรรคอุดมการณ์ อีกแล้วหรือ?

เราจะไม่มุ่งทำหน้าที่ชี้นำความคิดให้แก่สังคม เปลี่ยนแปลงความคิดผู้คน อีกแล้วหรือ?

เราจะเป็นพรรคศูนย์รวมการบันเทิงที่ปล่อยให้นักการเมือง/นักแสดง รับบทบาทหลัก จนความบันเทิงครอบงำการเมืองไปเสียหมดอย่างนั้นหรือ?...”

คิดว่า “ปิยบุตร” กล่าวถึงใครบ้าง

แน่นอนว่าพรรคประชาชนเพราะระบุชื่อชัดเจน

ส่วน “คนในพรรค” คงหนีไม่พ้น “ไอซ์ รักชนก”

เพราะพฤติการณ์ครบถ้วนตามที่ “ปิยบุตร” เลกเชอร์มา

 “ปิยบุตร” เห็นอะไรในพรรคประชาชน

เห็นคนอย่าง “ไอซ์-โรม” กำลังทำลายพรรคด้วยการสร้างตัวตนไปทำลายพรรคประชาชน

ทำเหมือน "เท้ง" ไม่มีตัวตนมากขึ้นทุกที

ครับ...การเมืองมีพลวัตตลอดเวลา       มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องไม่หยุดอยู่กับที่ และวันนี้เห็นชัดเจนว่า พรรคส้มกำลังเปลี่ยนไป

กำลังทิ้งอุดมการณ์พรรคเพื่อบันเทิงธิปไตย.