นายกฯ เผย “ทรัมป์” ส่งจดหมายหวังลงนามสัญญาภาษีกับรัฐบาลไทยช่วงมาเอเชีย สั่ง “ศุภจี” เร่งเครื่องช่วงสุดท้ายการเจรจา ครม.ไฟเขียวปรับแนวทางจัดทำงบปี 71 เปิดฟังเสียงทุกภาคส่วนร่วมกำหนดทิศทาง รัฐบาลดึง "เนเน่ รอยัล" โชว์พลังเสียงต้อนรับ 400 ผู้นำการเงินโลก "เวิลด์แบงก์" ขยับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 เพิ่มเป็น 2.0% รับอานิสงส์ส่งออกสินค้า AI-Data Center หนุนเต็มสูบ
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในที่ประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า มีจดหมายจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่ามีความคาดหวังจะได้ลงนามกับรัฐบาลไทยในเรื่องสัญญาเกี่ยวกับภาษีในเร็ววันนี้ และอยากจะให้มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จในเรื่องข้อตกลงและสามารถลงนามได้ ซึ่งถ้าเป็นไปได้อยากทำในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐมาเยือนเอเชีย ซึ่งนายกฯ มอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเจรจาแล้ว
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. สำนักงบประมาณได้เสนอปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2571 ออกมาแล้ว มีสิ่งที่น่าสนใจและเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ โดยในปลายเดือน ต.ค.69 จะมีกระบวนการการทำงบประมาณที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ใช้ชื่อว่า Pre-budget consultations ซึ่งเป็นการขั้นตอนในการหารือก่อนการจัดทำงบประมาณ เป็นการเปิดให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดทิศทางงบประมาณ มีทั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมถึงมีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน มีนักวิชาการและภาคประชาชนเข้าร่วมด้วย
"ตรงนี้เป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งของระบบงบประมาณประเทศไทย จุดเริ่มต้นมีทุกภาคส่วนเข้าร่วมในการให้ข้อคิดเห็น จากเดิมที่เป็นหน่วยงานราชการดำเนินการทำงบประมาณทำคำขอมาของหน่วยงานขึ้นมาเอง และจากปฏิทินดังกล่าวในปีนี้ได้มีการเพิ่มระยะเวลาให้หน่วยรับงบประมาณมีเวลาในการจัดทำบัญชีรายการงบประมาณมากขึ้น และขยายจากเดิมเพิ่มประมาณ 2-3 เดือน ทำให้การจัดการเรื่องของงบประมาณมีการลงรายละเอียดและมีข้อมูลที่มากขึ้นในการตัดสินใจ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงหน่วยงานต่างๆ ให้ไม่มีความซ้ำซ้อนได้ เและในการจัดทำงบประมาณปี 2571 เราคาดหวังว่าจะรักษา Zero-Based Marketing คือเริ่มต้นจากฐานศูนย์ ไม่ต้องใช้งบประมาณที่ผ่านมาเป็นตัวคิด แต่ใช้สิ่งที่เราจะทำต่อไปข้างหน้าเป็นฐานคิด และมีหลายภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะเป็นงบประมาณที่มีการเปิดเผยรายได้ รายจ่าย ทุกส่วนของภาครัฐจะได้รับการเปิดเผย และประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน" นายเอกภพระบุ
นายเอกภพยังเปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างเป็นทางการ เนื่องในโอกาสการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ว่า งานเลี้ยงต้อนรับจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงค่ำของวันพุธที่ 14 ต.ค.2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรองรับแขกผู้มีเกียรติและผู้นำระดับ VVIP จากทั่วโลกกว่า 400 คน โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างภาพลักษณ์และข่าวเชิงบวก พร้อมนำเสนอเสน่ห์และสีสันทางวัฒนธรรมของไทยสู่สายตาประชาคมโลก
สำหรับไฮไลต์สำคัญที่ถือเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ของการจัดงานครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของแขกรับเชิญพิเศษ เนเน่ รอยัล หรือ น.ส.แพรว-รัตติกานต์ อำลอย ศิลปินสาวร็อกชาวไทยวัย 16 ปี ที่เพิ่งไปสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์จากเวที America's Got Talent (AGT) ซีซัน 21 ให้มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพื่อขึ้นเวทีร้องเพลงสร้างความสุขจำนวน 2-3 เพลง ทันทีที่เดินทางกลับจากการแสดงโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยได้รับการประสานงานจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการร่วมแสดงของศิลปินแห่งชาติเพื่อถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และขับกล่อมด้วยบทเพลงจากวงดนตรีเซราะกราว ซิมโฟนีออเคสตรา
วันเดียวกัน ธนาคารโลก (World Bank) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มาอยู่ที่ 2.0% เพิ่มขึ้น 0.7% จากประมาณการเดิม เนื่องจากการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ยังคงช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมัน จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ที่ 2.2% เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ได้ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าภายในประเทศ โดยเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ที่แท้จริง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง และการลดลงของปัญหาความยากจนเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้จะได้รับแรงหนุนจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสก็ตาม
สำหรับหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง โดยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้น ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตในกลุ่มผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้น 13.5% และสินเชื่อส่วนบุคคลในกลุ่มผู้มีอายุต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้น 11.5% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่นๆ ด้านการส่งออกสินค้าเร่งตัวขึ้นเป็น 17.8% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากสินค้ากลุ่ม AI-อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม แต่ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ประกอบกับการนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าขั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะขาดดุลที่ 2.8%
“ธนาคารโลกมองว่ารัฐบาลไทยได้เร่งอนุมัติมาตรการจูงใจด้านการลงทุน เพื่อรักษาระดับของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยยอดอนุมัติการลงทุน เพิ่มขึ้น 37% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียนการผสมผสานนโยบาย ทั้งมาตรการสนับสนุนทางการคลังแบบเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย มาตรการตรึงราคาชั่วคราว และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งได้ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เศรษฐกิจได้รับจากวิกฤตภายนอก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการกำกับดูแลราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า ได้ช่วยจำกัดการส่งผ่านภาระไปยังผู้บริโภค แต่ได้สร้างภาระทางการคลังอย่างมีนัยสำคัญแก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย" ธนาคารโลกระบุ
ทั้งนี้ แนวโน้มในระยะข้างหน้า ธนาคารโลก มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2570 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.3% โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2570 จะลดลงเหลือ 1.0% เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูง และการส่งผ่านไปยังราคาภายในประเทศเริ่มลดลง พร้อมคาดว่าหนี้สาธารณะในปี 2570 จะอยู่ที่ระดับ 68.4% ต่อจีดีพี สะท้อนถึงการใช้จ่ายนอกงบประมาณ 4 แสนล้านบาท (คิดเป็น 2.0% ของจีดีพี) เพื่อเยียวยาค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ส่วนบททดสอบในระยะใกล้ คือ การใช้จ่ายเพื่อการเยียวยา จะยังคงเป็นมาตรการชั่วคราวและตรงเป้าหมาย หรือจะกลายเป็นภาระผูกพันประจำที่ยากต่อการยกเลิก
อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2571 คาดว่าจะเติบโตได้ 2.4% เนื่องจากแรงกดดันด้านราคาน้ำมันผ่อนคลายลง อีกทั้งมีมาตรการการคลังรอบใหม่ เข้ามาช่วยชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอลง.