ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ตอบทุกข้อสงสัยประเด็นเรื่องภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร (Departure Tax) กับ THE STANDARD WEALTH
โดยระบุว่า หนึ่งในเหตุผลเบื้องหลังการพิจารณาเก็บภาษีดังกล่าว มาจากความต้องการหารายได้สำหรับนำมาใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและส่งเสริมโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศ หลังจากปัจจุบันมีคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศ จึงจำเป็นต้องมีงบประมาณมาปรับปรุงและกระตุ้นการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ดร.วินิจ ยังกล่าวต่อว่า การจัดหาแหล่งรายได้ใหม่ทางภาษียังเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความมุ่งมั่นในการรักษาวินัยการคลัง และการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ปรับมุมมองต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศไทยไปในทางที่ดีขึ้นจากเดิมที่เป็นลบ
พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ในการปรับปรุงนโยบายภาษี กระทรวงการคลังไม่ได้เพียงต้องการเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่จะพิจารณาอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ความเสนอภาคเท่าเทียม และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เป็นต้น
เปิดบทสัมภาษณ์ ‘ฉบับเต็ม’ แบบคำต่อคำ ดังนี้
คำถาม: กระทรวงการคลังประเมินรายได้จากภาษีเดินทางออกนอกประเทศไว้อย่างไร?
ดร.วินิจตอบ: ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร (Departure Tax) ยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของกรมสรรพากร และเป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ที่ระบุไว้ว่าจะมีการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ
ส่วนประมาณการรายได้ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง หากได้ตัวเลขที่ชัดเจนแล้ว จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป
ทั้งนี้ ในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570 – 2573 ประมาณการไว้ว่า กรมสรรพากรจะมีการจัดเก็บ Departure Tax จำนวน 28,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2569 และจัดเก็บได้อีกจำนวน 12,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570
คำถาม: ทำไมกระทรวงการคลังจึงตัดสินใจนำภาษีเดินทางกลับมาใช้?
ดร.วินิจตอบ: Departure Tax เป็นภาษีที่มีอยู่เดิมในอดีต แต่ถูกยกเว้นไว้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาครัฐจำเป็นต้องมีงบประมาณรองรับมากขึ้น สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการส่งเสริมให้คนไทยหันมาเที่ยวไทยมากขึ้น
เนื่องจากในทุกวันนี้ คนไทยมีการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เดินทางเข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศไทย ดังนั้น การมีงบประมาณเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวในประเทศ จึงเป็นสิ่งจำเป็น
คำถาม: ขณะนี้ภาคเอกชนมีเสียงคัดค้านค่อนข้างมาก กระทรวงการคลังจะสร้างสมดุลระหว่างการจัดเก็บรายได้กับผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างไร?
ดร.วินิจตอบ: การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ทางภาษีถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวินัยทางการเงินการคลัง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงการคลังกำหนดรายละเอียดไว้แล้วว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร
กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็น และหลังจากกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้น จะมีการนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร
คำถาม: กฎหมายกำหนดเพดานภาษีไว้สูงสุด 5,000 บาท มีโอกาสหรือไม่ที่จะจัดเก็บมากกว่า 1,000 บาท?
ดร.วินิจตอบ: ในอดีต อัตราสูงสุดที่ไทยเคยจัดเก็บอยู่ที่ 1,000 บาท ดังนั้น ในปัจจุบันคงไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก ส่วนเพดานที่กำหนดไว้สูงสุดที่ 5,000 บาทนั้น ก็ลักษณะคล้ายกับเพดานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)ที่ในอดีตมีการกำหนดตัวเลขเผื่อไว้
คำถาม: IMF มีข้อเสนอให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) มากขึ้น กระทรวงการคลังไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน?
ดร.วินิจตอบ: แผนการคลังระยะปานกลางสะท้อนให้เห็นแล้วว่าไทยมีความตั้งใจที่จะลดการขาดดุลและรักษาวินัยทางการคลังอย่างชัดเจน
แม้หลายฝ่ายอาจกังวลเกี่ยวกับงบลงทุนโดยตรงของภาครัฐที่ลดลง แต่ในส่วนนี้ยังมีกลไกของรัฐวิสาหกิจ การลงทุนของภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการลงทุน
ดังนั้น ปีนี้จึงเป็นปีสำคัญที่จะมีการใช้กลไกของท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจร่วมกัน เพื่อสร้างเม็ดเงินลงทุนให้เพิ่มขึ้น
คำถาม: ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังจัดทำ MTFF ฉบับใหม่หรือไม่ และกระบวนการเป็นอย่างไร?
ดร.วินิจตอบ: โดยปกติช่วงเวลาที่จะมีการทบทวนแผนจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ดังนั้น กระบวนการจะยังเป็นไปตามแผนเดิม
คำถาม: MTFF ฉบับใหม่จะเข้มงวดขึ้นหรือมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง?
ดร.วินิจตอบ: คงต้องพิจารณาตามความจำเป็น แต่ในการกำหนดแผน กระทรวงการคลังมีกรอบที่ค่อนข้างมีวินัยอยู่แล้ว สะท้อนได้จากสถาบันจัดอันดับ (Credit Rating Agency) ที่มีการปรับมุมมองความเชื่อมั่นของประเทศไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากเดิมที่เคยมีมุมมองเป็น ‘Negative’ ก็เปลี่ยนมาเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ โดยส่วนสำคัญที่กระทรวงการคลังชี้แจงมาโดยตลอดคือความตั้งใจในการรักษาวินัยทางการเงินการคลังของไทย
คำถาม: การที่รัฐบาลต้องการปรับสมดุลทางการคลัง ถือเป็นสัญญาณหรือไม่ว่า จะมีการปรับขึ้นภาษีตามแผนทุกตัว?
ดร.วินิจตอบ: เรามีความตั้งใจที่จะเพิ่มรายได้ แต่การปรับขึ้นภาษี กระทรวงการคลังก็จะคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขัน ความเสมอภาค และความเท่าเทียม รวมถึงความพร้อมของระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่จะดำเนินการด้วยอย่างแน่นอน
“แน่นอนว่ารัฐบาลต้องการรายได้เพิ่มขึ้น แต่การหารายได้จะต้องคิดอย่างเป็นระบบ บางส่วนอาจมีการปรับเพิ่ม ขณะที่บางส่วนต้องดูแลกลุ่มเปราะบาง รวมถึงต้องรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และพิจารณาความพร้อมของระบบเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย”
คำถาม: หลังจากรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับภาษีเดินทางออกนอกประเทศเสร็จแล้ว จะมีการนำข้อเสนอ เช่น การจัดเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน มาทบทวนหรือไม่?
ดร.วินิจตอบ: การรับฟังความคิดเห็นเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งกระทรวงการคลังเองก็เปิดกว้างต่อความคิดเห็น โดยเฉพาะกรมสรรพากรที่กำลังดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ดังนั้น ข้อคิดเห็นที่ได้รับจะถูกนำมาพิจารณาในทุกขั้นตอนอย่างแน่นอน
คำถาม: หลังสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็น จะเริ่มเห็นความชัดเจนเรื่องการจัดเก็บภาษีเดินทางเมื่อใด และมีกรอบเวลาในไตรมาสใดหรือไม่?
ดร.วินิจตอบ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีรายละเอียดและแผนการดำเนินงานอยู่แล้ว โดยหลังสิ้นสุดระยะเวลาการรับฟังความคิดเห็น กระทรวงการคลังจะประสานกรมสรรพากรเพื่อชี้แจงรายละเอียดและแผนการดำเนินงานต่อไป
ABOUT THE PHOTOGRAPHER
ฐานิส สุดโต
บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD