และยังไม่มีทีท่าจะหยุด
ยกตัวอย่าง เพจ Japan is full of everything ทางฝั่งญี่ปุ่น โพสต์ไว้น่าชื่นชมมาก ในบริบท ของความกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด
“...A Queen Who Dares to Fly!
Strength, courage, and determination know no limits. Women can break barriers and achieve extraordinary things when passion meets determination. Her image inspires us to believe that with confidence and courage, women can reach new heights...”
“...ราชินีผู้กล้าที่จะโบยบิน!
ความเข้มแข็ง ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นไม่มีขีดจำกัด ผู้หญิงสามารถทำลายอุปสรรคและบรรลุสิ่งพิเศษได้เมื่อความหลงใหลพบกับความมุ่งมั่น ภาพลักษณ์ของพระองค์เป็นแรงบันดาลใจให้เราเชื่อว่าผู้หญิงสามารถก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งได้ด้วยความมั่นใจและความกล้าหาญ...”
อีกงานที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ครับ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๘ ตุลาคม
แต่อย่างว่าครับ เห็นออกมาด่ากันแล้ว คนไทยจะได้อะไรนอกจากวันหยุด
ประชุมแล้วเศรษฐกิจมันจะดีขึ้นหรือ
คนมองแบบนี้มองลบครับ ชีวิตหาความสุขไม่ได้ ไม่งั้นก็เลิกประชุมไปไม่ต้องมีอีกไม่ว่าในประเทศไหน เพราะไม่มีใครได้อะไร
ไม่ต้องเจอใคร ไม่ต้องคุยกับใคร
ในข้อเท็จจริงคือ การที่ผู้นำต่างประเทศ นักธุรกิจระดับโลกเดินทางมาไทย ไม่มีใครมานั่งฟังอย่างเดียวหรอกครับ มีเรื่องของลู่ทางด้วย ก็อยู่ที่การพูดคุยว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว
อ่านโพสต์ของคุณปฐม อินทราโดม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ดูครับ
“...ต่างชาติกำลังมองประเทศไทยเป็นโอกาส แต่คนไทยบางส่วนกลับมองประเทศตัวเองเป็นปัญหา!
แปลกดีครับ… ทำไมคนที่อยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร ถึงมองเห็นอนาคตของประเทศไทยชัดกว่าคนที่อยู่ที่นี่?
ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังปรากฏอยู่บนหน้าสื่อระดับโลกหลายสำนัก และหลายเรื่องก็เป็นข่าวดีที่คนไทยน่าจะได้ภูมิใจกันบ้าง
เริ่มจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF และธนาคารโลก ที่ผู้นำด้านเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลกกำลังเดินทางมาประชุมที่กรุงเทพฯ ลองคิดดูครับ เมื่อเกือบ ๓๐ ปีก่อน ไทยเคยต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF ในวิกฤตต้มยำกุ้ง วันนี้เรากลับมาเป็นเจ้าภาพต้อนรับโลกการเงินอีกครั้ง แม้เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหา แต่ก็นับเป็นภาพที่น่าจดจำไม่น้อย
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ นักลงทุนต่างชาติกำลังมองประเทศไทยด้วยเม็ดเงินระดับล้านล้านบาท!
ครึ่งแรกของปี ๒๐๒๖ ไทยมีคำขอส่งเสริมการลงทุนถึง ๑.๔๗ ล้านล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลกว่า 1.12 ล้านล้านบาท แม้ยังไม่ใช่เงินลงทุนจริงทั้งหมด แต่ก็สะท้อนความสนใจที่มีต่อประเทศไทย ขณะที่ Reuters รายงานถึงความพยายามของไทยในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI, Data Center, Semiconductor และ EV
บริษัทระดับโลกอย่าง Microsoft, Google และ AWS ต่างประกาศแผนลงทุนในไทย ส่วนอุตสาหกรรมชิป รัฐบาลก็ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนถึง ๒.๕ ล้านล้านบาทในระยะยาว
ผมมีโอกาสเดินทางไปพบผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนระดับโลกอยู่บ่อยครั้ง หลายคนยังมองเห็นศักยภาพของประเทศไทย ทั้งทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน ฐานอุตสาหกรรม และความสามารถของคนไทย แม้เราจะต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามอย่างหนักก็ตาม
พูดง่ายๆ คือ ขณะที่คนไทยบางส่วนกำลังถกเถียงกันว่าประเทศนี้จะไปรอดหรือไม่ นักลงทุนต่างชาติกำลังวางแผนว่าจะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างไร
ด้านความมั่นคง เรือบรรทุกเครื่องบิน USS George H.W. Bush ของสหรัฐฯ พร้อมกำลังพลหลายพันนาย ก็เพิ่งเดินทางมาเยือนภูเก็ต สะท้อนความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ไทยยังมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค
และล่าสุด พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระราชินีสุทิดาในการทรงขับเครื่องบินขับไล่ Gripen ก็ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศ ทั้งสื่อข่าวทั่วไป สื่อราชวงศ์ และสื่อด้านการบิน เป็นอีกภาพหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจในเวทีโลก
ลองคิดดูครับ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ประเทศไทยเป็นข่าวระดับโลกทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี ความมั่นคง และราชวงศ์
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าต่างชาติมองเราในแง่ดีทุกเรื่อง หรือประเทศไทยไม่มีปัญหา เรายังมีเรื่องต้องแก้ไขอีกมาก ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา ความเหลื่อมล้ำ และระบบราชการ
ผมไม่ได้บอกให้คนไทยหยุดวิจารณ์ประเทศนะครับ เพราะการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น และคนที่วิจารณ์จำนวนมากก็รักประเทศไม่ต่างจากใคร
แต่การมองเห็นปัญหา กับการมองไม่เห็นอนาคต มันเป็นคนละเรื่องกัน
สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ ในวันที่โอกาสใหม่ๆ กำลังเข้ามา เราจะมัวแต่ทะเลาะกันจนลืมเตรียมตัวรับโอกาสเหล่านั้นหรือเปล่า?
เพราะต่างชาติไม่ได้เข้ามาลงทุนเพราะรักประเทศไทย แต่เพราะเขามองเห็นโอกาสและผลตอบแทน และถ้าคนไทยไม่เตรียมตัวให้พร้อม เราอาจกลายเป็นเพียงสถานที่ตั้งธุรกิจของคนอื่น โดยไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากโอกาสที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินของเราเอง
ประเทศไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่บางครั้งเราอาจขาดความเชื่อมั่นในโอกาสของตัวเอง
วิจารณ์ประเทศได้ครับ แต่อย่าหมดศรัทธาในประเทศ เพราะคนที่รักประเทศไทยจริงๆ ไม่ใช่คนที่มองไม่เห็นปัญหา แต่คือคนที่มองเห็นปัญหาแล้ว ยังเชื่อว่าเราจะช่วยกันแก้ไขมันได้
โลกอาจกำลังมองประเทศไทยด้วยมุมมองใหม่… ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยจะลองมองประเทศตัวเองด้วยกรอบความคิดใหม่ๆ บ้าง?...”
ครับ...หลายๆ คนไม่ชอบรัฐบาลอนุทิน ก็ไม่ถึงขั้นต้องชังชาติ
เห็นสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ก็ดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า
คนพวกนี้ยิ่งกว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
พวกนี้พยายามเจาะเรือ คว่ำเรือ โดยหารู้ไม่ว่า....
ตัวเองนั่นแหละจะจมน้ำตาย.