ลองเปลี่ยนเลนส์แว่น?

Published on 11 ต.ค. 2026

แน่นอน..เศรษฐกิจไทยไม่ได้สมบูรณ์แบบ ยังมีโจทย์ยากเรื่องหนี้ครัวเรือนและการปรับโครงสร้างรายได้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่จริงและต้องได้รับการแก้ไข

แต่มันช่างน่าขันที่คนบางกลุ่ม หรือพวก “อมทุกข์ประจำชาติ” พยายาม “ด้อยค่า” บ้านเกิดตัวเองในทุกเช้าค่ำ ประหนึ่งว่าการเห็นประเทศชาติพังทลายลงไปต่อหน้าคือชัยชนะส่วนตน..

วันๆ เอาแต่ก้มหน้ากดแป้นพิมพ์คร่ำครวญว่า “ยากจน” สลับกับการกดสั่ง “ชานมไข่มุกพรีเมียม” ถอยโทรศัพท์รุ่นใหม่ หรือวางแพลนไปเที่ยวต่างประเทศช่วงวันหยุดยาว!

ก็หวังว่า เมื่อสำนักข่าวระดับโลกเขายังมองเห็นศักยภาพและให้ราคากับความแกร่งของไทย พวกแช่งประเทศก็น่าจะเลิกทำตัวเป็นนักพยากรณ์วันสิ้นโลกเสียทีเถอะนะ!

เออ..แล้วนั่นก็ดูเหมือนจะยังชัง-ยังโกรธ-ยังแค้นฝังหุ่น ผมหมายถึงคุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์น่ะ!

เห็นออกโรง (โพสต์) ฉะพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลเรื่องการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ด้วยการสาดคำว่า “บ้าอำนาจ” ใส่แบบจัดเต็ม-สะใจ!

ซึ่งผมก็ไม่อยากจะขัดคอให้เคืองอารมณ์ แต่จากที่ได้ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของคุณนิพิฏฐ์ตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งในพื้นที่ จ.พัทลุงให้กับพรรคภูมิใจไทยมา..

ไม่ว่าจะนโยบายใด โครงการอะไร หากมาจากฝั่งภูมิใจไทย คุณนิพิฏฐ์จะกระโดดขวางและตราหน้าว่าเลวร้ายไว้ก่อนเสมอ!

การที่คุณศุภชัย ใจสมุทร และคณะเสนอให้ดึงเงินบำรุงของไทยพีบีเอสจาก “ภาษีบาป” ปีละ 2,000 ล้าน กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินผ่านกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา

เท่าที่สดับฟัง ผู้คนในสังคมเริ่มตั้งคำถามและเห็นด้วยกับแนวทางของคุณศุภชัยขึ้นอย่างกว้างขวางในประเด็นที่คุณนิพิฏฐ์อาจทำเป็นแกล้งมองไม่เห็น

อย่างแรก..ประเด็น “เป็นอิสระ” ไม่ได้แปลว่า “ห้ามตรวจสอบ” ในเมื่อองค์กรอิสระอื่นๆ อย่างศาล หรือ ป.ป.ช. ยังต้องรับงบประมาณผ่านสภา..

แล้วทำไมไทยพีบีเอสถึงจะใช้มาตรฐานวินัยการเงินเดียวกันไม่ได้ การรับงบตามระบบ ก็ไม่ได้แปลว่าต้องสูญเสียอุดมการณ์ความเป็นสื่อแต่อย่างใดนิ!

อย่างที่สอง..เงิน 2,000 ล้านบาทต่อปีที่ได้ไปเฉยๆ โดยไม่ต้องผ่านการคัดกรองจัดสรรอย่างคุ้มค่าในแต่ละปีนั้น

ต้องยอมรับ วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว สื่อค่ายอื่นต้องดิ้นรนแทบตาย แต่สื่อสาธารณะกลับมีเงินถุงเงินถังไหลมาเทมาโดยขาดกลไกตรวจสอบเม็ดเงินมหาศาล..

การทบทวนระบบรับเงินจึงไม่เห็นจะต้องดิ้นทุรนทุรายไปทำไม และคุณนิพิฏฐ์ก็ไม่จำเป็นต้องออกตัว (แรง) ปกป้องถึงกับเกรี้ยวกราด ผรุสวาท “บ้าอำนาจ” ให้เสียบุคลิก!

สุดท้าย..กฎหมายนี้ใช้มาเกือบสองทศวรรษตั้งแต่ปี 2551 เวลานี้พฤติกรรมการเสพสื่อของคนเปลี่ยนไปหมดแล้ว การกล้าทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับปัจจุบันคือสิ่งที่ควรทำ..

ไม่ใช่เอะอะก็โวยวายว่ารัฐบาลจะแทรกแซง ควบคุมสื่อ!

ต้องขอประทานโทษคุณนิพิฏฐ์ ผมว่าท่านควรจะพักหรือเพลาๆ ความโกรธ ความแค้น ความอคติต่อพรรคภูมิใจไทยลงเสียบ้าง

การทำหน้าที่ของนักการเมืองรุ่นใหญ่ แม้จะบอกว่า “ผมเป็นคนนอกสังคมการเมืองไปนานแล้ว” ก็ตาม คุณนิพิฏฐ์ควรจะวิจารณ์บนฐานของข้อมูลและเหตุผล

การเอาความช้ำใจเรื่องฐานเสียงที่พัทลุงมาปะปนกับประเด็นสาธารณะ แล้วเที่ยวชี้หน้าว่าคนอื่น “บ้าอำนาจ” รังแต่จะทำให้ราคาและความน่าเชื่อถือของตัวเองลดน้อยถอยลง!

คุณนิพิฏฐ์ลองถอดเลนส์แว่นตาสีน้ำเงินที่เคลือบด้วยความโกรธแค้นและอคติส่วนตัวออกไป แล้วเปลี่ยนมาใช้ “เลนส์แห่งผลประโยชน์ของประชาชน” ดูหน่อยปะไร

เผื่อจะได้มองเห็นภาพชัดว่า สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเสนอนั้น มันไม่ใช่เรื่องของการบ้าอำนาจ แต่เป็นเรื่องของความโปร่งใสที่สังคมเขารับได้และเห็นด้วย..

ลองแลตะ!.

สันต์ สะตอแมน