ทางออกอยู่ในพื้นที่ที่สามฯ คำตอบอยู่ที่การร่วมมือกัน

Published on 10 ก.ค. 2026

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมองกิจกรรม ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ ด้วยความสุขใจ สาเหตุหนึ่งเพราะดีใจแทนมิตรสหายในนาม Commons & Bonfire ที่กิจกรรมนี้แมสมากๆ จนเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดกิจกรรมทำนองเดียวกันขึ้นแทบทั่วทุกภูมิภาค อีกสาเหตุหนึ่งเพราะมันชวนให้นึกถึงไอเดียเริ่มแรกของกิจกรรมนี้จากเวิร์คชอปที่เราร่วมกันจัดในหัวข้อ ‘Designing Your Third Space: ออกแบบพื้นที่ที่สามตามใจคุณ’

อ่านไม่ผิดครับ กิจกรรม ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ เป็นแนวคิดจากมิตรสหายท่านหนึ่งในเวิร์คชอปว่าด้วยพื้นที่ที่สาม

ต้องเล่าก่อนว่า เวิร์คชอปนี้มีไอเดียตั้งต้นมาจากบทความชิ้นก่อนที่ผมเสนอว่า สำหรับคนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้อยากจะเข้าไปทำงานในพรรคการเมืองและไม่อยากแค่ฝันลมๆ แล้งๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป การสร้างและสนับสนุนเครือข่ายแนวร่วมของผู้สั่งสมเงื่อนไขแก่ความเปลี่ยนแปลงคือวิธีหนึ่งที่เราทำได้ เพื่อผลักดันให้คุณค่าที่เราเชื่อเริ่มหยั่งรากในสังคม

เครือข่ายแนวร่วมอะไรนี่อาจฟังดูช่างยากแท้หยั่งถึง แต่ผมยกตัวอย่างรูปธรรมไว้ในบทความและเสนอตัวอย่างอื่นๆ ในเวิร์คชอปครั้งนั้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าจริงๆ มันใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ใครๆ ก็เริ่มทำได้ แค่ต้องอาศัยจินตนาการ อาศัยตัวอย่างความสำเร็จเป็นแรงบันดาลใจ ที่สำคัญคือต้องเข้าใจด้วยว่า เครือข่ายแห่งความเปลี่ยนแปลงพวกนี้ไม่ได้ถือกำเนิดจากพุทธิปัญญาของอัจฉริยบุคคล แต่มักก่อตัวจากการร่วมมือกันของคนธรรมดาๆ ทั้งหลาย ขีดเส้นใต้สามเส้น

เครือข่ายแห่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกี่ยวอะไรกับ ‘พื้นที่ที่สาม’ (Third Space)

ผมคิดว่าการสร้างเครือข่ายแห่งความเปลี่ยนแปลงโดยสาระสำคัญก็คือการสร้าง ‘พื้นที่ที่สาม’ ในความหมายเฉพาะ ซึ่งผมนิยามว่าเป็นพื้นที่ที่ 1) เกิดจากการรวมตัวกันโดยสมัครใจ 2) บนฐานของความสัมพันธ์ทางสังคม 3) เพื่อทดลองทำบางอย่างร่วมกัน 4) เพื่อสร้าง-รักษา-ส่งเสริม ‘สิ่งล้ำค่า’ ที่รัฐและตลาดให้ไม่ได้หรือไม่อยากให้

ลองสังเกตคำภาษาอังกฤษนะครับ แต่ไหนแต่ไรมา คำว่า ‘พื้นที่ที่สาม’ ที่เราคุ้นกันมาจากแนวคิดเรื่อง ‘Third Place’ ซึ่งแปลให้ถูกกว่าคือ ‘สถานที่ที่สาม’

สถานที่ที่หนึ่งคือบ้าน สถานที่ที่สองคือที่ทำงาน ส่วนสถานที่ที่สามก็มักหมายถึงพื้นที่ทางสังคมอื่นๆ ที่ยึดโยงคนไว้ด้วยกัน ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ข้ามชนชั้น เพศสภาพ อาชีพ ช่วงวัย ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่ถูกกล่อมเกลาให้เร่งการผลิตไปวันๆ จนไม่ทันได้หยุดคิดว่าความหมายของชีวิตคืออะไร

อย่างไรก็ตาม คำว่า ‘พื้นที่ที่สาม’ ที่เราใช้ในเวิร์คชอปพูดถึงอะไรที่ยืดหยุ่นกว่านั้น จาก ‘Place’ จึงกลายเป็น ‘Space’ จาก ‘สถานที่’ จึงกลายเป็น ‘พื้นที่’

หมายความว่า เราไม่ได้กำลังคิดถึงสถานที่ทางกายภาพที่เอื้อให้เกิดสายสัมพันธ์ทางสังคม เช่น ร้านชา-กาแฟ ห้องสมุด-ร้านหนังสือ สวนสาธารณะ ยิม-ฟิตเนส โรงหนัง-ลานโบว์ลิ่ง-คาราโอเกะ ไปจนถึงลานกิจกรรมชุมชน ซึ่งโดยมากสังเกตดีๆ อีกเช่นกัน เรามักเป็นได้แค่ ‘ผู้ใช้บริการ’

ในทางกลับกัน เราชวนคิดว่ามีพื้นที่บางอย่างที่อาจผูกโยงกับความเป็นหลักเป็นแหล่งน้อยกว่า เปิดโอกาสให้เรามีบทบาทได้มากกว่า ทั้งยังสำคัญเหลือเกินต่อชีวิตทางสังคมของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่งถูกถาโถมด้วยคลื่นความเปลี่ยวเหงา เหนื่อยล้า หมดไฟ ทั้งยังถูกบั่นทอนให้กลายเป็นนุษย์มิติเดียว (One-Dimensional Man) คือสูญเสียความสามารถในการเห็นโลกที่แตกต่างออกไปจนหมดหวังหมดพลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลง

พื้นที่ที่เรามองหาคือพื้นที่ที่คนธรรมดาๆ สามารถเป็น ‘ผู้ร่วมสร้าง-ร่วมดูแล’ ได้ เป็นพื้นที่ที่มีนัยของการ “ทดลองร่วมกัน” เพื่อเสนอความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เป็นพื้นที่ของการแสดงออกร่วมกันว่า ในโลกนี้ยังมี “สิ่งล้ำค่า” มากมายที่รัฐและตลาดให้ไม่ได้ หรือจริงๆ ให้ได้แต่มักไม่เห็นว่ามันสำคัญหรือคุ้มค่าพอที่จะให้ เป็นพื้นที่ที่เมื่อเข้าร่วมแล้วย่อมชุบชูพลังใจว่าคนธรรมดาๆ อย่างเรายังทำอะไรได้อีกมากเพื่อออกแบบชีวิตที่น่าใช้และสังคมที่น่าอาศัยอยู่

ตัวอย่างเช่นอะไรบ้าง

ในเวิร์คชอป พวกเราชวนคิดถึงพื้นที่ที่สาม 3 ประเภทที่เข้าข่ายนิยามที่ว่ามา บางประเภทมีอยู่แล้วในสังคมไทย แต่มักไม่ค่อยถูกมองว่ามีความสำคัญต่อชีวิตทางสังคมอย่างที่ควรจะเป็น บางประเภทหยั่งรากในประวัติศาสตร์บ้านเรายาวนานพอตัว แต่ปัจจุบันกลับไม่ค่อยสะท้อนคุณค่าของการเป็นพื้นที่ที่สาม บางประเภทห่างไกลจากจินตนาการในโลกภาษาไทย แต่เพราะฉะนั้นจึงท้าทายจินตนาการของเราเป็นอย่างยิ่ง

พื้นที่ที่สามประเภทแรกที่ผมอยากพูดถึง คือการรวมกลุ่มบนฐานความสนใจร่วม หรือที่เรียกหลวมๆ ว่า ‘คอลเลคทีฟ’ (collective)

การรวมกลุ่มประเภทนี้สร้างได้ง่ายที่สุด เพราะไม่ต้องเป็นทางการนัก ไม่ต้องจัดตั้งอะไรให้ซับซ้อน เน้นการรวมตัวระหว่างคนที่มีความสนใจหรือความเชื่อร่วมกันและมองเห็นว่าการทำงานร่วมกันจะช่วยหนุนเสริมและผลักดัน ‘สิ่งล้ำค่า’ ที่พวกเราเชื่อได้ด้วยตัวของพวกเราเอง ขีดเส้นใต้อีกสามเส้น

การรวมกลุ่มลักษณะนี้แพร่หลายมากในหมู่คนทำงานทางศิลปวัฒนธรรม และจริงๆ ก็อาจครอบคลุมกลุ่มก้อนมากมายที่มีอยู่แล้วในสังคมไทย โดยเฉพาะในรูปของประชาสังคม แต่ตัวอย่างที่ผมอยากพูดถึงมากกว่าคือกลุ่มที่ผมมีโอกาสได้รู้จักโดยตรงในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เป็นกลุ่มซึ่งไม่ได้มีความเป็นสถาบันหรือองค์กรมากนัก ยืดหยุ่น ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายอาสาสมัคร แต่มีพลังในแง่ของการทดลองและการรักษาสิ่งล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง

กลุ่มแรกคือ Food Not Bomb (FNB) เครือข่ายอาสาสมัครนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1980 ปัจจุบันกระจายตัวออกเป็นกลุ่มย่อยๆ นับพันกลุ่มใน 60 ประเทศทั่วโลก เรื่องหลักๆ ที่ FNB สนใจคือการต่อต้านสงครามและปัญหาความยากจน

FNB เริ่มต้นจากการพยายามชี้ให้เห็นความย้อนแย้งในสังคมอเมริกัน เมื่องบประมาณรัฐจำนวนมากทุ่มให้กับการทำสงคราม แต่ประชาชนไม่น้อยกลับไร้ที่อยู่อาศัยและอดอยาก มิหนำซ้ำธุรกิจอาหารยังสร้างอาหารเหลือทิ้งปริมาณมหาศาลต่อวัน แต่แทนที่จะออกไปประท้วงบนท้องถนน พวกเขาเลือกระดมทรัพยากรส่วนเกินมาสร้างเป็นสวัสดิการชุมชน

FNB เปิดรับอาสาสมัครไปรับบริจาคอาหารที่ขายไม่หมดในแต่ละวันจากร้านค้า เบเกอรี่ และตลาด แล้วเชิญชวนผู้คนในชุมชนนั่นแหละมาทำกับข้าวร่วมกัน กินข้าวร่วมกัน แจกจ่ายอาหารให้กับคนที่ต้องการ แล้วก็ตั้งโต๊ะนั่งคุยเรื่องปัญหาการเมือง ปากท้อง และสงครามไปพร้อมกันด้วย

FNB ทำงานแบบกระจายศูนย์ ไม่มีองค์กรหรือแกนนำตายตัว นอกจากนั้น กลุ่มก่อตั้งยังเขียนแนวทางให้คนที่สนใจเอาไปใช้ตั้งกลุ่มแบบเดียวกันในพื้นที่ของตัวเองได้ พวกเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นองค์กรการกุศล แต่เป็นปฏิบัติการซึ่งหน้าเพื่อให้คนในชุมชนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (mutual aid) ช่วยกันแก้ปัญหาความหิวโหย ความยากจน และต่อต้านสงครามเท่าที่พอจะมีกำลัง

กลุ่มที่สองคือ Casino for Social Medicine (CSM) ในเบอร์ลิน คำว่า ‘Casino’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบ่อนการพนัน แต่ตั้งตามความหมายเดิมที่หมายถึงห้องเล็กๆ ภายในบ้านที่เต็มไปด้วยความบันเทิง

CSM เป็นลูกผสมระหว่างบาร์ คาเฟ่ พื้นที่ทดลองทางศิลปะ และคลินิกเพื่อการดูแลกันทางสังคม กิจกรรมแทบทั้งหมดดำเนินงานโดยกลุ่มอาสาสมัครที่เห็นปัญหาว่า โรคภัยไข้เจ็บทางสังคมทั้งหลายย่อมต้องการยารักษาในทางสังคม (social medicine)

แนวคิดนี้นำไปสู่การจัดกิจกรรมที่หลากหลายและต่อเนื่องโดยเปิดให้เข้าร่วมได้ฟรี ตั้งแต่ศิลปะบำบัด นวด ฝังเข็ม สอนภาษา ดูดวง เล่นหมากรุก เวิร์คชอปการเขียน บุ๊คคลับ เสวนาวิชาการ กลุ่มทำซีน กลุ่มระดมทุนช่วยเหลือผู้อพยพหรือคนที่ใช้ชีวิตในสงคราม ไปจนถึงกิจกรรมของแรงงานข้ามชาติในเยอรมนีที่มารวมตัวช่วยเหลือกัน

เท่าที่ผมเข้าใจ เป้าหมายของกิจกรรมเหล่านี้คือทำให้คนที่ถูกมองว่าเป็น ‘ผู้ป่วย’ ‘ผู้แพ้’ หรือ ‘กลุ่มเปราะบาง’ ในนิยามของสังคมกระแสหลักกลายมาเป็น ‘สมาชิกของชุมชน’ กล่าวคือพวกเขาได้รับการเยียวยาโดยไม่ถูกตีตรา ได้สร้างมิตรภาพบนฐานของการร่วมมือกับคนอื่น ได้พบปะพูดคุยใช้เวลากับมนุษย์ที่แตกต่างหลากหลาย ได้หล่อหลอมความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทั้งนี้โดยไม่ต้องรอรัฐหรือตลาดเป็นผู้จัดหา

พื้นที่ที่สามประเภทต่อมาคือการรวมตัวบนฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งสังคมไทยอาจคุ้นๆ กันอยู่แล้ว นั่นคือ ‘สหกรณ์’ (co-operative)

หัวใจหลักๆ ของสหกรณ์คือความร่วมมือกันโดยสมัครใจและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ข้อแรกตรงไปตรงมา คือสหกรณ์ที่รัฐบังคับให้คนเข้าร่วมย่อมเป็นสหกรณ์แค่ชื่อ ส่วนข้อหลังหมายความว่าสมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของสหกรณ์เท่าๆ กัน มีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเสมอกัน และร่วมกันบริหารจัดการสหกรณ์ด้วยตัวเอง

ผมคิดว่า ‘สหกรณ์’ ที่ซื่อตรงต่อหลักการสากลทั้งหลายย่อมนับว่าเป็นพื้นที่ที่สามในความหมายของเราได้ ตราบเท่าที่มันมีนัยของการทดลองและการสร้าง-รักษา-ส่งเสริมสิ่งล้ำค่า ผมอยากยกตัวอย่างสหกรณ์สองแห่งที่สะท้อนคุณค่าดังกล่าวได้ดี

แห่งแรกคือสหกรณ์ที่ว่ากันว่าประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่สุดในโลก มีรายได้ราว 1.1 หมื่นล้านยูโรต่อปี มีสมาชิก 70,000 คน นั่นคือ ‘มอนดราก้อน’ (Mondragon) ในแคว้นบาสก์ ประเทศสเปน

ถ้าใครติดตามวงการสหกรณ์คงพอรู้ว่ามอนดราก้อนอาจไม่ใช่ตัวอย่างในอุดมคติของชาวสหกรณ์นัก เพราะความสำเร็จทางเศรษฐกิจเหล่านั้นแลกมากับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ทำให้มอนดราก้อนดูคลับคล้ายกับบริษัททุนนิยมทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตาม มอนดราก้อนเองมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ยังสะท้อนถึงความเป็นไปได้อื่นๆ ในการประกอบธุรกิจ นอกเหนือจากโมเดลแบบทุนนิยมที่ถ้าเราไม่เป็นเจ้าของ-ผู้ถือหุ้น-ผู้ประกอบการ ก็ต้องเป็นลูกจ้าง-คนงาน-แรงงานเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้สมาชิกสหกรณ์มอนดราก้อนหลายหมื่นคนยังอยู่ในสถานะคนทำงาน-เจ้าของ (worker-owner) เสมอกัน แปลว่าในทางปฏิบัติ แต่ละคนยังมีสิทธิ์ออกเสียงในกิจกรรมสำคัญๆ ขององค์กรเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือคนทำงานบรรจุใหม่ ที่สำคัญ มอนดราก้อนยังพยายามรักษาความเสมอภาคระหว่างสมาชิกไว้ด้วยการกำหนดให้ช่องว่างรายได้ภายในองค์กรห่างกันไม่เกิน 6 เท่า ในขณะที่บริษัททั่วๆ ไป รายได้ของผู้บริหารอาจต่างจากลูกจ้างถึงร้อยสองร้อยเท่า

สหกรณ์แห่งที่สองเล็กกว่ามาก เป็นสหกรณ์นักแปลชื่อว่า Guerrilla Media Collective (GMC)

ไอเดียของสหกรณ์นี้น่าจะโดนใจคนทำงานแปล เพราะแทนที่นักแปลจะทำงานหัวเดียวกระเทียมลีบ ไร้อำนาจต่อรอง ไม่รู้ว่าจะได้ค่าจ้างเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าค่าจ้างที่ได้ใกล้เคียงกับราคาตลาดหรือไม่ นักแปลกลุ่มนี้เลือกจะรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ รับงานร่วมกัน ช่วยกันทำงาน ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ทำงานได้มีคุณภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือทำให้พวกเขารักษาสิ่งล้ำค่าบางอย่างที่ถ้าไม่เป็นสหกรณ์ก็คงรักษาได้ยาก

GMC มีรายละเอียดหลายอย่างที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือโมเดลการกระจายรายได้

พวกเขาแยกงานในสหกรณ์ออกเป็นสามประเภท คืองานเลี้ยงปากท้อง (Livelihood work) งานที่ทำด้วยความรัก (Lovework) และงานดูแล (Carework)

รายได้ของสหกรณ์ส่วนใหญ่มาจากงานประเภทแรก แต่สมาชิกตระหนักว่ามีงานแปลบางประเภทที่พวกเขาอยากทำ เป็นงานที่มีคุณค่าทางจิตใจหรือทางสังคม แต่งานพวกนี้มักไม่มีคนจ้าง ทำนองเดียวกัน พวกเขาตระหนักด้วยว่ามีงานประเภทอื่นที่มักไม่ถูกให้ค่าหรือไม่ถูกนับว่าเป็นงาน แต่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการหารายได้ เช่น งานหาลูกค้า งานประสานงาน งานดูแลความสัมพันธ์ รวมถึงการช่วยกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอื่นๆ

เมื่อเห็นว่างานเหล่านี้สำคัญไม่แพ้งานที่สร้างรายได้ GMC จึงออกแบบโมเดลเพื่อให้รายได้จากงานประเภทแรกกระจายไปสู่สองประเภทหลัง โดยกำหนดกติการ่วมกันที่ทำให้รายได้ถูกกระจายอย่างเป็นธรรมและภาระของงานประเภทหนึ่งๆ ไม่ตกอยู่กับสมาชิกคนใดคนหนึ่งมากเกินไป

ในแง่นี้ มอนดราก้อนและ GMC จึงเป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่สามที่ทดลองเสนอความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำธุรกิจหรือการจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเขาทำแบบนั้นไปทำไม ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็เพราะมันมี ‘สิ่งล้ำค่า’ บางอย่างที่คนเหล่านี้อยากรักษาไว้ สิ่งล้ำค่าที่ไม่ใช่แค่เงินเดือน โบนัส ผลประกอบการ และอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ

พื้นที่ที่สามประเภทสุดท้ายต้องอาศัยจินตนาการมากขึ้นหน่อย เพราะเป็นการวมตัวกันเพื่อร่วมเป็นเจ้าของและร่วมดูแลทรัพยากร หรือที่เรียกว่า ‘คอมมอนส์’ (commons)

แนวคิดนี้โด่งดังในวงวิชาการจากงานศึกษาของเอลินอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลผู้แสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการทรัพยากรในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องดำเนินการโดยรัฐหรือตลาดเสมอไป ในบางกรณี ชุมชนสามารถรวมตัวกันสร้างกฎกติกามากำกับดูแลและบริหารทรัพยากรที่ชุมชนนั้นๆ เป็นเจ้าของร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ตัวอย่างคลาสสิกของคอมมอนส์มักเป็นการรวมกลุ่มเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างที่ดินหรือป่าไม้ เราอาจนึกถึงป่าชุมชนในไทยว่าเป็นตัวอย่างคอมมอนส์ได้ในระดับหนึ่ง แม้ในทางกฎหมาย ชุมชนจะไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผืนป่าเหล่านั้นโดยเด็ดขาดก็ตาม

ในปัจจุบัน การรวมตัวเพื่อร่วมดูแลทรัพยากรในลักษณะนี้ขยายตัวไปสู่พื้นที่เมือง (urban commons) และกระทั่งพื้นที่ของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น องค์ความรู้ (knowledge commons)

คอมมอนส์ในเมืองมีอยู่มากมายทั่วโลก ตัวอย่างทั่วไปก็คือบรรดาสวนหรือแปลงเกษตรชุมชนกลางเมืองใหญ่ ตัวอย่างที่ท้าทายกว่านั้นหน่อยก็เช่น Hasting Commons ในอังกฤษ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนในชุมชนเพื่อระดมทุนไปซื้ออาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้าง และเปลี่ยนอาคารพวกนี้ให้กลายเป็นพื้นที่นั่งทำงาน คาเฟ่ พื้นที่จัดกิจกรรม ยิม รวมถึงที่อยู่อาศัยที่คนในพื้นที่บริหารจัดการกันเอง

อีกตัวอย่างที่ผมเพิ่งมีโอกาสไปเยือนคือ Overtoom301 พื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมในอัมสเตอร์ดัม เดิมทีพื้นที่นี้เกิดจากการรวมกลุ่มเข้าไปยึดอาศัยอาคารร้าง (squat) ก่อนจะลงเอยด้วยการระดมทุนมาซื้ออาคารหลังนี้จากเทศบาล กลุ่มผู้ร่วมใช้พื้นที่เปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าของร่วม มีการกำหนดระบบสมาชิกและเงื่อนไขการใช้งานเพื่อกำกับดูแลพื้นที่ทางวัฒนธรรมแห่งนี้ให้ตอบโจทย์ชุมชน

คอมมอนส์ประเภทองค์ความรู้ก็มีหลายรูปแบบ รู้จักกันดีหน่อยก็เช่น ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สแบบเสรีทั้งหลาย สารานุกรมที่คนทั่วโลกร่วมเขียนร่วมแก้ร่วมตรวจสอบความถูกต้องอย่างวิกิพีเดีย หรือโครงการ OpenCourseWare ที่เปิดให้คนภายนอกเข้าถึงความรู้ในมหาวิทยาลัยได้ภายใต้สัญญาอนุญาตแบบ Creative Commons

ตัวอย่างที่ดังน้อยกว่าแต่สำคัญยิ่งก็เช่น โครงการ Open Source Seed Initiative ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักปรับปรุงพันธุ์พืชและบริษัทเมล็ดพันธุ์เพื่อ ‘ปลดปล่อยเมล็ดพันธุ์’ (Free the Seed) จากการผูกขาดโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่

หัวใจของการรวมกลุ่มประเภทนี้คือการยืนยันถึงความสามารถของมนุษย์ปุถุชนที่จะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อพวกเขาร่วมกันได้ภายใต้กฎกติกาบางอย่าง แทนที่จะปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นบริหารจัดการโดยระบบราชการ หรือตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มคนที่ใช้งานทรัพยากรใดๆ ในโลกเป็นแค่แบบเดียว

แน่นอนครับว่าไม่มีอะไรง่ายและไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ยังมีข้อถกเถียงและความท้าทายมากมายที่คงพูดคุยกันได้ไม่จบ เช่น ในทางปฏิบัติ พื้นที่ที่สามจำนวนมากมักเผชิญปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่น้อยจึงล้มหายตายจาก อีกมากจึงตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงเงินทุนจากรัฐหรือแหล่งทุนที่มีข้อผูกมัด จนสุดท้ายมักสูญเสียลักษณะของการเป็นพื้นที่ทดลองและหันเหออกจากเป้าหมายเดิมในการสร้าง-รักษา-ส่งเสริมสิ่งล้ำค่าหนึ่งๆ ไป

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผมอยากชี้ให้เห็นมากกว่า คือพื้นที่เหล่านี้เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มร่วมมือกันของคนธรรมดาๆ ทั้งสิ้น และเพราะมันเป็นพื้นที่แห่งการทดลองและให้ความสำคัญกับคุณค่าที่รัฐและตลาดมักไม่สนใจ พื้นที่เหล่านี้จึงล้วนแต่อุดมไปด้วยวัตถุดิบแห่งความหวัง เชื้อไฟแห่งความเป็นไปได้ และแน่นอนที่สุด เงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง

พื้นที่ที่สาม หรือที่มิตรสหายอีกท่านเรียกได้ถูกต้องกว่าว่าเป็น ‘พื้นที่ที่สามสี่ห้าหกเจ็ดแปดฯ’ ในความหมายว่ามันเต็มไปด้วยการทดลองและหน้าตาของมันช่างหลากหลายไม่สิ้นสุด คงไม่ใช่ทางออกของทุกๆ ปัญหา

แต่ถ้าเราเชื่อจริงๆ ว่าสังคมไทยจะดีขึ้นได้เมื่อเราท้าทายอำนาจอุปถัมภ์ เมื่อเรากระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง เมื่อผู้คนมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เมื่อคนธรรมดาๆ ร่วมด้วยช่วยกันเพื่อปกป้องดูแลและผลักดันคุณค่าที่เราเชื่อโดยไม่จำเป็นต้องรออำนาจรัฐหรืออำนาจทุน(ใหญ่) เมื่อเราตระหนักว่า “ตัวเราไม่เพียงมีอำนาจในตัว (autonomy) แต่ยังมีอำนาจในการลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นได้เมื่อร่วมสร้างสรรค์กับผู้อื่น (shared agency)”

ผมคิดว่าหนึ่งในเส้นทางไปสู่เป้าหมายนั้นก็คือการร่วมกันสร้างพื้นที่ที่สามสี่ห้าหกเจ็ดแปดฯ เหล่านี้ขึ้น พื้นที่ที่เกิดจากการรวมตัวกันโดยสมัครใจ บนฐานของความสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อทดลองทำบางอย่างร่วมกัน เพื่อสร้าง-รักษา-ส่งเสริมสิ่งล้ำค่าบางอย่างที่รัฐและตลาดให้ไม่ได้หรือไม่อยากให้

คำถามสนุกๆ ทิ้งท้ายก็คือ แล้วกิจกรรม ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ นี่มันเป็นพื้นที่ที่สามสี่ห้าหกเจ็ดแปดฯ นี้อย่างไร ในเมื่อไม่เห็นมีใครทำเหี้ยอะไรเลย แถมมันยังมาไวไปไว จบไปแล้วภายในหนึ่งวัน

ผมใบ้ให้ก็ได้ว่า ในเวิร์คชอป กิจกรรมนี้เรียกเสียงหัวเราะจากวงสนทนาได้มากที่สุดเพราะฟังดูเพี้ยนสุดๆ แต่คิดไปคิดมาก็สอดคล้องกับนิยามของพวกเราอย่างประหลาด

มันเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันโดยสมัครใจของคนธรรมดาๆ บนฐานความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ต้องสงสัย แต่กิจกรรมนี้ทดลองอะไร และอะไรคือ ‘สิ่งล้ำค่า’ ที่พวกเราช่วยกันสร้าง-รักษา-ส่งเสริม ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ผมใบ้ให้อีกก็ได้ว่า คำตอบอยู่ที่การร่วมมือกัน

read-o-sapiens การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงสังคม ความเปลี่ยนแปลง ภาคิน นิมมานนรวงศ์