ภัยคุกคามไซเบอร์ในสมรภูมิการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อรากปัญหาอยู่ที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

Published on 19 ต.ค. 2026

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ปรากฎข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงไซเบอร์ (Cyber Security) ที่สำคัญอย่างน้อยสามเหตุการณ์ เหตุการณ์แรกคือเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม สื่ออังกฤษได้รายงานว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านสามารถทำให้โรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในอังกฤษหยุดชะงักลงเป็นเวลากว่า 4 วัน[1] เหตุดังกล่าวยังเกิดขึ้นในห้วงเวลาใกล้เคียงกับการโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบประปาของสหรัฐฯ จนบางพื้นที่ต้องมีการแนะนำให้ประชาชนต้มน้ำก่อนดื่ม โดยทางการสหรัฐฯได้ประกาศว่าเหตุดังกล่าวว่ามีความเชื่อมโยงกับอิหร่านเช่นกัน[2] อีกหนึ่งเหตุการณ์คือ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯและ FBI ได้ประกาศดำเนินการทางกฎหมายต่อแพลตฟอร์มที่คาดว่าถูกแฮกเกอร์จีนใช้เพื่อทำปฏิบัติการจารกรรมทางไซเบอร์ต่อองค์กรต่างๆ ในสหรัฐฯ ทั้ง องค์การนาซา ธนาคารกลางสหรัฐฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงยุติธรรม สถาบันุขภาพแห่งชาติ และวุฒิสภาสหรัฐ มานับตั้งแต่ปี 2561[3]

จากสามเหตุการณ์ที่พบ สองเหตุการณ์แรกเป็นเหตุทางไซเบอร์ที่มุ่งให้เกิดการหยุดชะงักของระบบ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าหรือประปาของทั้งประเทศ แต่สะท้อนให้เห็นถึงการที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์สามารถสร้างผลกระทบต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ใกล้ชิดกับชีวิตของประชาชนได้จริง ในขณะที่เหตุที่สามเป็นการลักลอบแฝงตัวเพื่อขโมยข้อมูลเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาในการแสวงหาความได้เปรียบทางข้อมูลของผู้กระทำการ ซึ่งทั้งสามเหตุการณ์เป็นมากกว่าแค่เหตุความบกพร่องเชิงเทคนิค แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับบริบทความตึงเครียดระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้น

บทความนี้จึงขอชวนมองประเด็น ‘ความมั่นคงไซเบอร์’ ให้กว้างไปกว่าเรื่องในเชิงเทคนิค แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการแข่งขันทางอำนาจระหว่างรัฐ โดยจะพาไปสำรวจว่าทำไมรัฐจึงสนใจขีดความสามารถทางไซเบอร์ รัฐใช้ขีดความสามารถนั้นทำอะไรบ้าง เครื่องมือดังกล่าวมีข้อจำกัดอย่างไร และชวนให้คิดว่าประเด็นที่ดูไกลตัวดังกล่าวเกี่ยวข้องอะไรกับประเทศไทยบ้าง

ทำไมรัฐจึงสนใจขีดความสามารถทางไซเบอร์

ในปัจจุบัน พบว่ารัฐต่างๆ ได้ใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์มาใช้ดำเนินนโยบายในลักษณะ ‘ปฏิบัติการในพื้นที่สีเทา’ (grey zone activity) อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพราะเครื่องมือทางไซเบอร์สามารถสร้างผลในการบั่นทอน สร้างความสับสน หรือกดดันประเทศเป้าหมายได้อย่างแนบเนียน ทั้งการตรวจพบเหตุดังกล่าวยังมักจะไม่ยกระดับสถานการณ์ไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารอย่างเปิดเผย โดย อดัม ซีกัล (Adam Segal) นักวิชาการอาวุโสด้านเทคโนโลยีอุบัติใหม่และความมั่นคงแห่งชาติ ได้อธิบายปรากฎการการใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์เพื่อดำเนินนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐนี้ว่าเกิดขึ้นภายใต้ ‘ช่องว่าง’ ระหว่างการทูตกับการใช้กำลัง ซึ่งความน่าสนใจของพื้นที่สีเทาเช่นนี้มาจากสองเงื่อนไขสำคัญ

เงื่อนไขแรก คือการที่ปฏิบัติการทางไซเบอร์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ของการโจมตีด้วยอาวุธ (below the threshold of armed attack) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเมื่อการโจมตีทางไซเบอร์ไม่ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตหรือความเสียหายทางกายภาพเทียบเท่าการใช้กำลัง รัฐเป้าหมายย่อมอ้างสิทธิการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติได้ยาก โดยแม้แต่นาโต ซึ่งยืนยันว่าการป้องกันทางไซเบอร์เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันร่วม ยังจงใจไม่กำหนดกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าเหตุการณ์ระดับใดจะเข้าข่ายตามมาตรา 5 แต่จะเลือกพิจารณาเหตุทางไซเบอร์เป็นกรณีไปตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง[4]

เงื่อนไขที่สอง คือการระบุตัวตนผู้กระทำการ (attribution) ทำได้ยาก โดยผู้โจมตีอาจอาศัยเซิร์ฟเวอร์ตัวกลางในหลายประเทศ ใช้เครื่องมือที่หาได้ทั่วไป หรืออาจจงใจแอบอ้างเป็นกลุ่มอื่น เพื่อสร้างความคลุมเครือ ขณะที่กระบวนการพิสูจน์ทางเทคนิค ข่าวกรอง และทางการเมือง ต้องใช้เวลานานหลายเดือนหรือปี

เงื่อนไขทั้งสองได้ก่อให้เกิดลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า ‘การปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างสมเหตุสมผล’ (plausible deniability) กล่าวคือ รัฐสามารถปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำปฏิบัติการทางไซเบอร์ได้อย่างมีน้ำหนักพอที่จะไม่ถูกลงโทษอย่างหนักจากประชาคมระหว่างประเทศ

รัฐใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์ทำอะไรบ้าง

การก่อวินาศกรรมและการก่อกวน (sabotage and disruption)

รัฐสามารถใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์เพื่อลดทอน ทำลาย หรือขัดขวางระบบสารสนเทศของรัฐคู่ขัดแย้ง ปฏิบัติการลักษณะนี้สามารถสร้างผลกระทบได้โดยตรงผ่านการสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่เป้าหมายต้องพึ่งพา โดยปัจจุบันพบว่าปฏิบัติการทางไซเบอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐกว่าร้อยละ 40 มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ[5] ทั้งนี้ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของการก่อวินาศกรรมและการก่อกวนทางไซเบอร์มีได้หลายรูปแบบ

ประการแรก อาจเป็นการความพยายามบั่นทอนคู่ขัดแย้งและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์อย่างลับๆ โดยผู้อ่านหลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อ ‘สตักซ์เน็ต’ (Stuxnet) ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่ถูกค้นพบในปี 2553 และถือเป็นหมายหมุดสำคัญของการที่โลกค้นพบว่าเครื่องมือทางไซเบอร์อาจถูกใช้เพื่อสร้างความเสียหายแก่รัฐอื่นได้อย่างแยบยล โดยมัลแวร์สตักซ์เน็ตที่ว่าถูกพัฒนาและใช้เพื่อบั่นทอนโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน ด้วยการสั่งให้เครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuge) หมุนด้วยความเร็วผิดปกติจนเสียหาย แต่จะยังส่งข้อมูลปลอมให้ห้องควบคุมเห็นว่าการทำงานทุกอย่างเป็นปกติ เบน บิวแคนัน (Ben Buchanan) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เขียนอธิบายคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ของปฏิบัติการไซเบอร์อย่างสตักซ์เน็ตว่าไม่ได้อยู่ที่การทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องยอมจำนน แต่เป็นการสร้าง ‘อำนาจในการขัดขวาง’ (power to thwart) นั่นคือ การบั่นทอนขีดความสามารถและความเชื่อมั่นของฝ่ายตรงข้ามอย่างเงียบ ๆ จนวิศวกรอิหร่านเริ่มหมดความเชื่อมั่นในอุปกรณ์และฝีมือของตนเอง[6]

ประการที่สอง คือบีบบังคับโดยไม่ก่อส่งคราม (coercion without war) โดยหวังสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้ามในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์การใช้กำลัง เพื่อส่งสัญญานตอบโต้ต่อเหตุบางอย่าง ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ต่อเอสโตเนียในปี 2550 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเอสโตเนียประกาศย้ายอนุสาวรีย์ทหารกองทัพแดงยุคโซเวียตออกจากใจกลางกรุงทาลินน์ โดยหลังจากการกดดันทางการทูตจากรัสเซียและการเกิดจลาจล ได้เกิดเหตุที่เว็บไซต์ของประธานาธิบดี กระทรวงการต่างประเทศ รัฐสภา สื่อมวลชน และบริการธนาคารออนไลน์ของเอสโตเนียได้ถูกโจมตีรูปแบบ Distributed Denial of Service (DDoS)[7] อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาราวสามสัปดาห์ จนเอสโตเนียต้องตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายนอกชั่วคราว โดยหลักฐานแวดล้อมเช่นหมายเลขไอพีได้บ่งชี้ว่าต้อตอของปฏิบัติการณ์มาจากกรุงมอสโก[8] อีกหนึ่งเหตุการณ์คือการที่บริษัท Las Vegas Sands ถูกโจมตีด้วยด้วยมัลแวร์ประเภทลบข้อมูล (wiper) ในปี 2557 ภายหลังเจ้าของกิจการแสดงความเห็นอย่างแข็งกร้าวต่ออิหร่าน[9] หรือการที่บริษัทน้ำมัน Saudi Aramco ถูกโจมตีในปี 2555 โดยกลุ่มผู้กระทำการอ้างว่าเป็นการแก้แค้นต่อเหตุการโจมตีทางไซเบอร์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่านในห้วงก่อนหน้า[10]

ประการที่สาม คือการทำสงครามลูกผสม (hybrid warfare) ซึ่งผสานขีดความสามารถทางไซเบอร์เข้ากับเครื่องมืออื่น เช่น ปฏิบัติการข่าวสาร การกดดันทางเศรษฐกิจ และกำลังทางทหาร เพื่อบั่นทอนเสถียรภาพภายในและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลเป้าหมาย เช่น เหตุการโจมตีต่อยูเครนในเดือนธันวาคม 2566  โดย Kyivstar ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกโจมตีจนโครงสร้างพื้นฐานราวร้อยละ 40 ใช้การไม่ได้ และผู้ใช้บริการราว 24 ล้านรายขาดการติดต่อสื่อสารหลายวัน ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงยูเครนได้ประเมินว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพิ่อสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาต่อสาธารณชนควบคู่กับการเก็บข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับยูเครน[11]

ประการที่สี่ รัฐอาจใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร เช่น ราวหนึ่งชั่วโมงก่อนรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเกิดเหตุการโจมตีเครือข่ายดาวเทียม KA-SAT ของบริษัท Viasat โดยสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่ารัสเซียเป็นผู้สนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าว[12] หรือที่ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯได้กล่าวว่ากองบัญชาการไซเบอร์เป็นหนึ่งใน ‘ผู้เคลื่อนไหวลำดับแรก’ ในการสร้างผลกระทบเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการ Epic Fury ต่ออิหร่าน รวมถึงปฏิบัติการ Absolute Resolve ต่อเวเนซุเอลาในห้วงก่อนหน้า[13]

อีกหนึ่งประการสำคัญคือการเตรียมการล่วงหน้า (pre-positioning) ซึ่งเป็นการแฝงตัวเข้าไปในเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐเป้าหมายโดยยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในทันที แต่คงสถานะการเข้าถึงไว้เพื่อความพร้อมในการก่อวินาศกรรมเมื่อเกิดความขัดแย้งในอนาคต โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 หน่วยงานความมั่นคงสหรัฐฯ และพันธมิตรได้ออกประกาศเตือนว่ากลุ่ม Volt Typhoon ที่มีความเชื่อมโยงกับจีนได้พยายามฝังตัวในเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสหรัฐฯและพันธมิตรเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการชิงโจมตีก่อกวนในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ โดยเฉพาะในบริเวณช่องแคบไต้หวัน[14]

การจารกรรมทางไซเบอร์ (cyber espionage)

การจารกรรมทางไซเบอร์ถือเป็นรูปแบบหลักของปฏิบัติการทางไซเบอร์โดยรัฐ เพราะปฏิบัติการดังกล่าวมีรากฐานมาจากงานข่าวกรองสัญญาน (signal intelligence) ตั้งแต่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสิ่งที่รัฐได้รับจากการจารกรรมทางไซเบอร์คือ การล่วงรู้แนวทางการตัดสินใจ จุดยืนเชิงนโยบาย และศักยภาพของทั้งฝ่ายตรงข้ามและพันธมิตรล่วงหน้า ตัวอย่างสำคัญเช่นกรณีการจารกรรมข้อมูลจากสำนักงานบริหารบุคคล (Office of Personnel Management: OPM) ของสหรัฐฯ ในปี 2558 ที่ส่งผลให้ประวัติและข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้สมัครงานภาครัฐสหรัฐฯ รวมถึงข้อมูลที่ใช้ในการออกใบอนุญาตเข้าถึงชั้นความลับ (security clearance) อันเป็นข้อมูลสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯถูกจารกรรมออกไป[15]

นอกจากผลประโยชน์ด้านข่าวกรองแล้ว การจารกรรมทางไซเบอร์ยังเอื้อให้รัฐได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผ่านการขโมยความลับทางการค้าและผลงานวิจัยไปส่งต่อให้บริษัทภายในประเทศ เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่ต้องลงทุนวิจัยเอง

การแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน

ผลประโยชน์อีกประการหนึ่งที่รัฐอาจแสวงหาจากการใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์คือการหาผลประโยชน์ทางการเงิน (Financial Gain) ซึ่งมักปรากฏในกรณีของรัฐที่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจนยากต่อการเข้าถึงแหล่งทุนระหว่างประเทศผ่านช่องทางปกติ โดยรัฐเหล่านี้อาจใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) เพื่อกรรโชกทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์สินจากสถาบันการเงินและเครือข่ายสกุลเงินดิจิทัล เช่น กรณีของกลุ่ม Lazarus ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์จากแพลตฟอร์ม Bybit เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568[16]

ข้อจำกัดของขีดความสามารถทางไซเบอร์

แม้ภาพข้างต้นจะดูน่ากังวล แต่การใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์ของรัฐกลับมีข้อจำกัดสำคัญในแง่การสร้างผลบีบบังคับ กล่าวคือ แม้การโจมตีทางไซเบอร์อาจทำให้ระบบหยุดทำงานหรือสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ปรากฏกรณีใดที่รัฐยอมเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศ นโยบายความมั่นคง หรือนโยบายเศรษฐกิจ เพราะถูกโจมตีทางไซเบอร์เพียงอย่างเดียว เอสโตเนียยังคงย้ายอนุสาวรีย์ตามเดิม ส่วนอิหร่านก็เดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ต่อไปหลังการซ่อมแซม

ข้อจำกัดนี้มีที่มาจากสองปัจจัย ปัจจัยแรกคือปัญหาการระบุตัวผู้กระทำการ เพราะการบีบบังคับที่ได้ผลต้องอาศัยการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างผู้บีบบังคับกับเป้าหมาย ทั้งในแง่ว่าใครเป็นผู้กระทำและต้องการอะไร หากเป้าหมายไม่อาจทราบได้แน่ชัด ย่อมตอบสนองตามเจตนาของผู้กระทำไม่ได้

ปัจจัยที่สองคือผลกระทบทางไซเบอร์มักเป็นผลชั่วคราวและฟื้นฟูได้ โดยระบบที่ถูกโจมตีจะสามารถกลับมาใช้งานได้ผ่านการกู้คืนข้อมูลหรือตั้งค่าใหม่ แม้ต้องใช้เวลาหรือทรัพยากรก็ตาม ซึ่งต่างจากการใช้กำลังทางทหารเข้ายึดครองพื้นที่หรือทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ อันเปลี่ยนสภาพของเป้าหมายอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้เครื่องมือทางไซเบอร์ยังอาจมักมีลักษณะของการ ‘ใช้ได้ครั้งเดียว’ เพราะเมื่อฝ่ายตรงข้ามทราบช่องโหว่ที่ถูกใช้ก็จะรีบอุดช่องโหว่นั้นทันที

เมื่อรากของปัญหาคือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แล้วไทยต้องทำอย่างไร?

เหตุการณ์ทั้งสามที่หยิบยกไว้ในตอนต้นบทความ ทั้งการก่อกวนโรงไฟฟ้าและระบบประปา และการจารกรรมที่ดำเนินมาต่อเนื่องหลายปี ล้วนชี้ไปสู่ข้อสรุปเดียวกันว่า เหตุทางไซเบอร์จำนวนไม่น้อยไม่ใช่เพียงความบกพร่องเชิงเทคนิค แต่เป็นการเมืองระหว่างประเทศที่แสดงออกผ่านรหัสคอมพิวเตอร์ ดังที่ ดมิทรี อัลเปโรวิช (Dmitri Alperovitch) ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทความมั่นคงไซเบอร์ CrowdStrike ได้เขียนไว้ว่า “การโจมตีทางไซเบอร์เป็นเพียงอาการ ไม่ใช่โรค เพราะรากของปัญหาคือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภาพกว้าง ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ในการแก้ไข” (Cyberattacks are a symptom, not a disease; the underlying conditions are broader geopolitical problems that demand geopolitical solutions)[17]

ตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือกรณีที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัก โอบามา ได้หยิบยกประเด็นการจารกรรมทางไซเบอร์ขึ้นหารือกับประธานาธิบดีจีนอย่าง สี จิ้นผิงอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเดือนกันยายน 2558 จนนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ดำเนินการหรือสนับสนุนการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญาทางไซเบอร์เพื่อความได้เปรียบทางการค้า ซึ่งภายหลังบริษัทด้านความมั่นคงไซเบอร์ได้รายงานว่าปฏิบัติการจารกรรมจากจีนต่อเป้าหมายในสหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในห้วงเวลาต่อมา แม้ผลดังกล่าวจะคงอยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่กิจกรรมจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกในภายหลังตามสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่กรณีดังกล่าวก็สอดรับกับข้อจำกัดของเครื่องมือทางไซเบอร์ที่กล่าวไว้ข้างต้น กล่าวคือ เมื่อลำพังการโจมตีหรือการตอบโต้ในทางเทคนิคไม่เคยทำให้รัฐใดเปลี่ยนนโยบาย สิ่งที่พอจะเปลี่ยนพฤติกรรมของรัฐได้จึงเป็นการนำนโยบายการเมืองและการทูตมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์[18]

เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ ผู้อ่านอาจรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องของมหาอำนาจที่ห่างไกลจากไทย ซึ่งในแง่หนึ่งก็จริง เพราะไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับรัฐที่มีขีดความสามารถทางไซเบอร์ระดับสูง และคงไม่มีใครคาดหมายว่าไทยจะตกเป็นเป้าของปฏิบัติการอย่างสตักซ์เน็ต แต่การไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงไม่ได้หมายความว่าไทยจะปลอดภัยจากการตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการทางไซเบอร์โดยสิ้นเชิง

ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของไทยคือการเป็นเป้าหมายของการจารกรรมทางไซเบอร์ เพราะข้อมูลเกี่ยวกับท่าทีทางการทูตและการทหารของไทยและของอาเซียนมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งต่อประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะเมื่อไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นกลางและยังคงพูดคุยติดต่อกับประเทศทุกฝ่าย ดังนั้นการสามารถลักลอบเข้าถึงข้อมูลทางการทูตของไทยย่อมเปิดโอกาสให้เข้าถึงมุมมอง ท่าที และข้อมูลของประเทศคู่ขัดแย้งที่สนทนากับไทยตามไปด้วย โดยในปี 2567 บริษัท ESET ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับกลุ่ม CeranaKeeper ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับรัฐหนึ่ง ได้ลักลอบนำข้อมูลปริมาณมหาศาลออกจากไทยตั้งแต่ปี 2566

ข้อสังเกตคือเหตุลักษณะนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายที่เห็นได้ชัด จึงมักไม่กลายเป็นข่าวใหญ่และไม่ถูกยกระดับขึ้นเป็นวาระทางนโยบาย ทั้งที่ในเชิงความมั่นคงแล้วอาจร้ายแรงกว่าเหตุการณ์ที่เป็นข่าวเสียอีก โดยหากไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการถูกจารกรรมได้ ผลเสียที่จึงอาจรวมถึงการสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจจากต่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญกับไทย ซึ่งจะบั่นทอนบทบาทและอำนาจต่อรองของไทยในเวทีระหว่างประเทศในระยะยาว

ถามว่าหากไทยเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ขึ้นมาจริง ต้องทำอย่างไร? คำถามแรกที่หน่วยงานต้องตอบย่อมเป็นคำถามเชิงเทคนิคว่าระบบถูกเจาะได้อย่างไรและจะอุดช่องโหว่อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่จำเป็นและต้องตอบให้ได้ แต่กรณีศึกษาทั้งหมดในบทความนี้ชี้ให้เห็นว่าคำถามชุดนั้นตอบโจทย์ได้เพียงครึ่งเดียว เพราะยังมีคำถามอีกชุดหนึ่งรออยู่ว่าเหตุนั้นเกิดขึ้นบนฉากหลังทางการเมืองแบบใด ใครได้ประโยชน์ ไทยมีขีดความสามารถจะระบุตัวผู้กระทำการได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือฝ่ายนโยบายของไทยตระหนักถึงมิติการเมืองระหว่างประเทศที่แฝงอยู่ในภัยคุกคามทางไซเบอร์มากเพียงใด และพร้อมจะใช้เครื่องมือทางการทูตและทางนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยในมิตินี้หรือไม่

ทั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้เสนอว่าไทยควรตื่นตระหนกหรือรีบชี้นิ้วกล่าวโทษรัฐอื่นว่าอยู่เบื้องหลังเหตุทางไซเบอร์ต่าง ๆ แต่คือการยอมรับว่า ‘ความมั่นคงไซเบอร์’ ไม่ใช่งานของฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพียงลำพัง แต่เป็นวาระที่ต้องมีการพิจารณาในเชิงการต่างประเทศและการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติร่วมอยู่ด้วย เพราะการรับมือกับภัยไซเบอร์ที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การมีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่เป็นการเข้าใจการเมืองที่เกี่ยวข้องได้เร็วที่สุด และสามารถกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา


[1]. Tony Diver, Rozina Sabur, and Matt Oliver, “Iranian Hackers Shut Down UK Power Plant,” The Telegraph, August 22, 2026, https://www.telegraph.co.uk/news/2026/08/22/iranian-hackers-shut-down-uk-power-plant/.

[2]. Ibid.

[3] U.S. Department of Justice, “Justice Department and FBI Seize Platforms Operated and Used by China State-Sponsored Hackers to Target U.S. Critical Infrastructure,” press release no. 26-972, August 26, 2026, https://www.justice.gov/opa/pr/justice-department-and-fbi-seize-platforms-operated-and-used-china-state-sponsored-hackers.

[4]. Adam Segal, The Hacked World Order: How Nations Fight, Trade, Maneuver, and Manipulate in the Digital Age (New York: PublicAffairs, 2016).

[5]. UNIDIR Security and Technology Programme, Securing Cyberspace for Peace: Insights into Cyberthreats and International Security in 2025 (Geneva: UNIDIR, 2026), https://unidir.org/publication/securing-cyberspace-for-peace-insights-into-cyberthreats-and-international-security-in-2025/.

[6]. Ben Buchanan, The Hacker and the State: Cyber Attacks and the New Normal of Geopolitics (Cambridge, MA: Harvard University Press, 2020).

[7]. เป็นรูปแบบการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีลักษณะเป็นการรบกวนเว็บไซต์หรือบริการทางอินเทอร์เน็ตด้วยปริมาณที่มากเกินรับไหวจนทำให้ผู้ใช้งานจริงไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์หรือบริการทางอินเทอร์เน็ตได้ชั่วคราว

[8]. “Estonian denial of service incident,” Council on Foreign Relations, accessed August 2026, https://www.cfr.org/cyber-operations/estonian-denial-of-service-incident.

[9]. “Compromise of the Sands Casino,” Council on Foreign Relations, accessed August 2026, https://www.cfr.org/cyber-operations/compromise-of-the-sands-casino.

[10]. “Compromise of Saudi Aramco and RasGas,” Council on Foreign Relations, accessed August 2026, https://www.cfr.org/cyber-operations/compromise-of-saudi-aramco-and-rasgas.

[11]. “Sandworm Hacker Group behind Cyber Attack on Kyivstar—Security Service of Ukraine,” Interfax-Ukraine, January 4, 2024, https://en.interfax.com.ua/news/general/958469.html; Daryna Antoniuk, “Russian Hackers Infiltrated Ukrainian Telecom Giant Months before Cyberattack,” The Record, January 4, 2024, https://therecord.media/russians-infiltrated-kyivstar-months-before.

[12]. Council of the European Union, “Russian Cyber Operations against Ukraine: Declaration by the High Representative on Behalf of the European Union,” press release, May 10, 2022, https://www.consilium.europa.eu/en/press/press-releases/2022/05/10/russian-cyber-operations-against-ukraine-declaration-by-the-high-representative-on-behalf-of-the-european-union/.

[13]. David DiMolfetta, “How Cyber Command Contributed to Operation Epic Fury against Iran,” Nextgov/FCW, March 2, 2026, https://www.nextgov.com/cybersecurity/2026/03/how-cyber-command-contributed-operation-epic-fury-against-iran/411818/.

[14]. Cybersecurity and Infrastructure Security Agency et al., PRC State-Sponsored Actors Compromise and Maintain Persistent Access to U.S. Critical Infrastructure, Joint Cybersecurity Advisory AA24-038A (February 7, 2024), https://www.cisa.gov/news-events/cybersecurity-advisories/aa24-038a.

[15]. U.S. House of Representatives, Committee on Oversight and Government Reform, The OPM Data Breach: How the Government Jeopardized Our National Security for More Than a Generation, 114th Cong., 2d sess., September 7, 2016, https://oversight.house.gov/wp-content/uploads/2016/09/The-OPM-Data-Breach-How-the-Government-Jeopardized-Our-National-Security-for-More-than-a-Generation.pdf.

[16]. “The Bybit Heist: What Happened & What Now?” Wilson Center, 2025, https://www.wilsoncenter.org/article/bybit-heist-what-happened-what-now.

[17] Dmitri Alperovitch, “The Case for Cyber Realism,” Foreign Affairs, December 14, 2021, https://www.foreignaffairs.com/articles/united-states/2021-12-14/case-cyber-realism.

[18] The White House, “FACT SHEET: President Xi Jinping’s State Visit to the United States,” September 25, 2015, https://obamawhitehouse.archives.gov/the-press-office/2015/09/25/fact-sheet-president-xi-jinpings-state-visit-united-states.

การเมืองระหว่างประเทศ การโจมตีไซเบอร์ ความมั่นคงไซเบอร์ ภัยคุกคามไซเบอร์ ภาณุทัต วัชราภรณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์โลก