อดีตนายกฯ 2 สมัย นายทักษิณ ชินวัตร ผู้มากบารมีการเมืองทั้งในและนอกประเทศ เป็นนักธุรกิจที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "อัศวินคลื่นลูกที่ 3" ประสบความสำเร็จล้นเหลือ สร้างอาณาจักรชินคอร์ป มีทรัพย์สินถือครองหลายหมื่นล้านบาทกำลังจะมาถึงจุดที่กรมสรรพากรไล่บี้ ฟ้องล้มละลาย เพราะหนี้สิน โดยเฉพาะยื้อไม่ยอมจ่ายภาษีหุ้นชินคอร์ป
ล่าสุด นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือให้อัยการสูงสุด เร่งฟ้องล้มละลายนายทักษิณ ก่อนคดีจะหมดอายุความ 10 ปี วันที่ 27 มีนาคม 2570 เป็นคดีที่กรมสรรพากรต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เรื่องยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณ ตามคำพิพากษา ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท
นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า กรมสรรพากรได้ส่งเรื่องดังกล่าวมาที่สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อ 30 ก.ย. 69 จากนั้น นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งให้สำนักงานอัยการคดีล้มละลาย และอธิบดีอัยการสำนักงานคดีล้มละลาย ตั้งคณะทำงาน เพื่อเร่งดำเนินการ
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อปลายเดือนกันยายน 2569 ว่า นายสมควร วงศ์สวัสดิ์ สรรพากรภาค 3 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ได้ทำหนังสือถึงอัยการสูงสุดให้พิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการคดีล้มละลายกับนายทักษิณ หลังค้างชำระภาษีอากร อยู่ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางพลัด กรุงเทพฯ เป็นเงินจำนวน 1.74 หมื่นล้านบาท
หลังจากกรมสรรพากร ไม่พบทรัพย์สินอื่นใดที่จะยึดอายัด เพื่อนำมาชดใช้หนี้ภาษีดังกล่าวได้อีก นอกจากนี้ ยังได้มีหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ภาษีอากรหลายครั้ง แต่นายทักษิณ ไม่ได้ดำเนินการ
ทั้งนี้ เป็นผลจากกรณีซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป โดย บ.แอมเพิ่ล ริช อินเวสเมนท์ ซึ่งจดทะเบียนที่เกาะบริติช เวอร์จิน ปี 2542 โดยคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลภาษีอากรกลาง สรุปได้ว่า นายทักษิณ ได้ให้นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา บุตรชายและบุตรสาว ถือหุ้นไว้แทน หรือเป็นนอมินี
การที่บริษัทแอมเพิล ริช ได้ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ป ให้ทายาททั้ง 2 คน เมื่อเดือนมกราคม 2549 ในราคาพาร์ หุ้นละ 1 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยวันดังกล่าว หุ้นบริษัทชิน คอร์ป มีราคาบนกระดานซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯของไทย ที่หุ้นละ 49.25 บาท มีส่วนต่างของราคาสูง ถึงหุ้นละ 48.25 บาท จากทั้งหมด 329 ล้านหุ้น ตรวจสอบจากการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของนายทักษิณแล้ว กลับไม่พบว่า ได้นำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีแต่อย่างใด
มีการต่อสู้ในหลายศาล คำพิพากษากลับไปกลับมา กระทั่งสุดท้ายศาลฎีกาพิพากษากลับ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ชี้ว่าทายาททั้ง 2 คน เป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน แต่นายทักษิณ เป็นผู้มีเงินได้ที่แท้จริงจากการขายหุ้น ต้องรับผิดชอบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มในวงเงินดังกล่าว
คดีนี้ ล่าสุดนายทักษิณได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ต่อศาลภาษีอากรกลาง ให้ระงับการยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมดังกล่าว โดยโต้แย้งว่า เงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปกว่า 4.6 หมื่นล้านบาทนั้น ได้ถูกศาลสั่งยึดและตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว การที่สรรพากรจะตามเก็บภาษีเพิ่ม จึงเป็นการบังคับคดีที่ซ้ำซ้อน
ถือเป็นกลยุทธ์และเดินหน้าสู้คดีนี้อย่างเต็มที่ของนายทักษิณ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเรื่องเกียรติภูมิ และ ศักดิ์ศรีคนระดับอดีตนายกฯ หลังจากกรมสรรพากรได้ออกเอกสารข่าวเดือนมิถุนายน 2569 ยืนยันเดินหน้าจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ พร้อมเปิดประเด็นจะพิจารณาฟ้องคดีล้มละลาย หากนายทักษิณชำระภาษีไม่ครบถ้วน
สำนักข่าวเน็กซ์นิวส์ รายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้ตรวจสอบทรัพย์สินและสิทธิต่างๆ ของนายทักษิณ พบว่า มีทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งบัญชีเงินฝากธนาคาร ที่ดิน รถยนต์ และหุ้นในนิติบุคคล มีมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท ทั้งบางรายการกรมสรรพากรได้ดำเนินการยึดไว้ อยู่ระหว่างขั้นตอนการขายทอดตลาด
สำนักข่าวดังกล่าว ระบุการติดตามตรวจสอบทรัพย์สิน ยังครอบคลุมไปถึงตรวจสอบข้อมูลเครื่องบินส่วนตัวของนายทักษิณด้วย เนื่องจากมีข้อมูลและภาพยืนยันการมีอยู่ของเครื่องบินส่วนตัวดังกล่าว ทั้งในวันเดินทางกลับประเทศไทยที่สนามบินดอนเมือง เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 วันเดียวกับที่โหวตเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่การตรวจสอบข้อมูลกรรมสิทธิ์ในอากาศยาน กับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ข้อมูลการจดทะเบียนอากาศยานสัญชาติไทย ไม่พบว่านายทักษิณมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในอากาศยานลำใด ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กพท.
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า นายทักษิณไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเครื่องบินส่วนตัวดังกล่าว แต่อาจมีปัจจัย หรือส่วนประกอบอื่น ที่ทำให้ไม่มีข้อมูลหรือความชัดเจนในเรื่องนี้
ที่เป็นประเด็นน่าสนใจนับจากนี้ มีอย่างน้อย 2 เรื่อง คือแนวทางการสู้คดีนี้ของนายทักษิณจะเป็นอย่างไร และ เรื่องอายุความของคดี ที่จะครบ 10 ปีในวันที่ 27 มีนาคม 70 หรือประมาณ 5 เดือน ซึ่งในทางคดีความไม่ถือว่านาน
นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการ คตส.ที่ตรวจสอบโครงการต่างๆ ในรัฐบาลนายทักษิณ ให้ความเห็นเรื่องนี้ผ่านสำนักข่าวเน็กซ์นิวส์ ว่า
อัยการ มีฐานะเป็นแค่ทนายฟ้องบังคับภาษีแผ่นดิน ตามคำประเมินภาษีที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วเท่านั้น เมื่อกรมสรรพากรส่งสำนวนทั้งหมด และใบแต่งทนายให้แล้ว หนี้ภาษีก็เด็ดขาดแล้ว เหลือแต่การบังคับชำระหนี้เท่านั้น สถานการณ์เช่นนี้ อัยการน่าจะยึกยักอะไรไม่ได้
ทั้งย้ำว่า การฟ้องล้มละลายนายทักษิณ ก่อนสิ้นอายุความ เพื่อรวบรวมทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก จึงเป็นหนทางเดียวที่เหลือสำหรับสรรพากร แต่เพราะอายุความของคดีกำลังนับถอยหลัง จึงน่าสนใจว่า ใครจะเข้าวิน หรือ ใครจะหลุด หรืออาจจะหมดอายุความก่อน
อ่านข่าว :
"น้ำเงิน-เขียว" ยังเหนียวแน่น "อนุทิน" ร่วมเบิร์ทเดย์ สส.กล้าธรรม
วิป 3 ฝ่ายไร้ข้อสรุปกรอบวันซักฟอกรัฐบาล นัดถกใหม่ 22 ต.ค.
"ยศชนัน" ลั่นเพื่อไทยไม่หวั่นเกมการเมือง ปมกล้าธรรมจ่อซบภูมิใจไทย