- หน้าหลัก
- การเมือง
- ข่าวประชาสังคม
"ทนายตั้ม" แฉสัมพันธ์ลึก "บิ๊กโจ๊ก" รัก "ส้ม" มาก ปฐมบทสั่งแฉ "ตั๋วช้าง" เตือน "โรม" โดนหลอกใช้
เผยแพร่: 25 ต.ค. 2569 12:26 ปรับปรุง: 25 ต.ค. 2569 12:26 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายษิทรา เบี้ยบังเกิดหรือทนายตั้ม ไลฟ์สดในรายการ Sittha Talk ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ “หลายคนทั้งอยากฟังและไม่อยากฟัง คือเป็นเรื่องบิ๊กโจ๊กกับคู่จิ้น(พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร.และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน)
โดยนายษิทรา ระบุว่า ฟังให้ดีแล้วกันว่า ตนมาเพื่อปกป้องโรม (นายรังสิมันต์) หรือต้องการมาแซะกัน ตนไม่ต้องการไปเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.เลื่อนไปแล้ว อย่ากล่าวหาว่าตนช่วยฝั่งสีน้ำเงิน สีน้ำเงินไม่เคยมาจ้าง ไม่เคยเป็นสปอนเซอร์ ตนทำวันนี้เพราะนายรังสิมันต์ไปเกี่ยวกับพี่โจ๊ก ตนจะเล่าให้ฟังว่าบิ๊กโจ๊กมาเกี่ยวข้องกับนายรังสิมันต์ได้อย่างไรตอนนี้ตำรวจทักมาเยอะมาก อยากรู้ว่าบิ๊กโจ๊กทำอะไร
นายษิทรา กล่าวว่า ตนเล่าประวัติของทั้งคู่ก่อน บิ๊กโจ๊กรู้จักกับโรมช่วงปี 2562 ตอนนั้นบิ๊กโจ๊กไปอยู่ที่สำนักนายกฯ เรื่องนี้ตนมาเกี่ยวข้องด้วย เพราะบิ๊กโจ๊กเคยขอให้ตนทำงานชิ้นหนึ่ง โดยส่งตั๋วมาให้ตน 1 ใบ ทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าตั๋วอะไร บิ๊กโจ๊กขอให้ตนช่วยเปิดเรื่องนี้ หลังจากตนเปิดเรื่องไบโอแมทริกซ์เเละโดนฟ้องหกคดี
”บิ๊กโจ๊กอยากให้เปิด เพราะในเอกสารมีชื่อลูกชายผบ.ตร.(พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา)ในขณะนั้นรวมอยู่ด้วย บิ๊กโจ๊กต้องการเล่นเพียงแต่ส่งข้อมูลให้คนอื่นไปจัดการแทนแล้วตัวเองยู่อยู่เฉยๆ ผมบอกว่า ขอเล่นแค่เรื่องเดียวพอ และเมื่อผมปฏิเสธ บิ๊กโจ๊กขอให้เพื่อนทนายความของผมจัดการแทนแต่ติดต่อใครไป ไม่มีใครกล้ายุ่ง“
นายษิทรา กล่าวว่า แต่มีผู้กล้าอยู่หนึ่งคน คือบิ๊กโจ๊กพยายามติดต่อนายรังสิมันต์ เพราะตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน (ช่วงนายรังสิมันต์เป็นสส.พรรคอนาคตใหม่และะต่อมานายรังสิมันต์ดำเนินการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯกรณีตั๋วช้างของสตช.) และปรากฏว่ามีการนัดพบกัน แต่วันนั้นนายรังสิมันต์ไม่มา โดยส่ง สส.พรรคส้ม 4-5 คนมาแทนและคุยกัน วันนั้นตกลงกันว่าจะให้เปิดอะไร สส.พรรคส้มจึงเอาข้อมูลไปให้นายรังสิมันต์
"เมื่อโรมเห็นเอกสารก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องเกิด ได้ทำเพื่อชาติ จึงนัดคุยกับบิ๊กโจ๊กหลายครั้ง ตอนนั้นบิ๊กโจ๊กรักส้มมาก ทั้งที่ตอนนั้นต้องขอให้ลุงตู่(พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา)ช่วยให้กลับสตข. แต่บิ๊กโจ๊กอาศัยด้อมส้มเปิดเผยเรื่องต่างๆ เพื่อให้ฝั่งตรงข้ามเสียหาย จริงๆเเล้ว ตั๋วใบนั้นมันเป็นเรื่องของบิ๊กโจ๊ก ไม่เกี่ยวกับเราว่าใครจะเอาใครไปทำงาน แต่นักการเมืองอาจมองอีกมุมหนึ่ง คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้บิ๊กโจ๊กรู้จักกับนายรังสิมันต์ที่ไม่ได้ผิดเลย"
นายษิทรา กล่าวว่า แต่เท่าที่ตนรู้ บิ๊กโจ๊กเคยบอกตนว่า มีอะไรให้ไปหาโรมได้เลยเพราะว่าโรมเป็นลูกน้อง บิ๊กโจ๊กบอกมาแบบนี้หากจะประสานอะไรกับพรรคส้ม โรมต้องรู้แล้วนะว่าบิ๊กโจ๊กมองโรมอย่างไร ทุกคนอาจจะเคยเห็นแล้วว่าเวลาบิ๊กโจ๊กไปร้องเรียนที่รัฐสภา จะมีกมธ. สภาผู้แทนราษฎรหนึ่งชุด ซึ่งบิ๊กโจ๊กจะไปพบบ่อยๆ คือไปร้องเรียนกมธ.ชุดที่นายรังสิมันต์เป็นประธานกมธ.(กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนยุทธศาสตร์ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร )“
"เหมือนกับว่าโรมเป็นเครื่องมือให้กับบิ๊กโจ๊กในการทำลายล้างฝั่งตรงข้าม เช่น สองอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปชี้แจงกมธ.(กรณีมีบุคคลใกล้ชิดอดีตรองผบ.ตร.ลักข้อสอบคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯหลักสูตรปริญญาตรี ภาคบัณฑิต) ผมสงสารอาจารย์มากเลย เพราะโดนบิ๊กโจ๊กหัวเสียใส่ และใช้กรรมาธิการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามบิ๊กโจ๊ก ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้อย่างนั้น"
นายษิทรา ระบุว่า ส่วนในวันนั้น นางสาวพิมพ์วิไล ปล้องอ่อน(ผู้ต้องหาคดีเว็บพนันบีเอ็นเค มาสเตอร์)ไปชี้แจงกมธ.ด้วย นางสาวพิมพ์วิไลให้การว่าเป็นคนรับจ้างกดเงิน แต่มาบอกตอนหลังว่าเป็นแค่คนกดเงิน แต่รู้ว่าเอาไปจ่ายตำรวจเป็นค่าเว็บพนันออนไลน์ ผมจะบอกว่า นางสาวพิมพ์วิไลไม่ใช่แค่คนกดเงินเเต่นางสาวพิมพ์วิไลเป็นบุคคลสำคัญของ“เสี่ยอู๊ด หาดใหญ่” ซึ่งเป็นคนสนิทกับบิ๊กโจ๊ก
นายษิทรา ระบุว่า บิ๊กโจ๊กเคยบอกกับตนว่าไม่เคยกินเงินเว็บพนันกับเงินค้ากาม ส่วนเรื่องอื่นรับเป็นธรรมดา มันมาตามระบบ ตอนเป็นรอง ผบ.ตร. ได้ค่าน้ำมันเดือนละ 2 ล้านบาท บิ๊กโจ๊กบอกผมว่า ไม่ได้คุมกำลังหลัก ถ้าคุมกำลังหลักจะได้เยอะกว่านี้อีก
“หลายคนอาจจะบอกว่า ผมต้องการมาเล่นด้อมส้มหรือไม่ ผมไม่ได้เป็นคนโหวตพรรคสีน้ำเงิน คนที่โหวตพรรคน้ำเงินให้ได้เป็นรัฐบาลในตอนนั้นคือพรรคส้มใช่หรือไม่ สส. 143 คน แล้วทำไมไม่สงสัยพวกนี้ว่ารับเงินสีน้ำเงิน แต่พอผมพูดถึงโรม กลับมาบอกว่าผมรับเงินสีน้ำเงิน งงมากเลย ตอนนั้นตัวผมอยู่ข้างในคุก ไม่ได้เลือกด้วย ฉะนั้นอย่าเข้าใจผิด"
"ผมมีหลักฐานที่จะเล่นด้อมส้มแบบให้พรรคพิการเลย ผมเป็นทนายความ ทุกวันนี้ผมเอ็นดูนะเลยไม่ทำ เพราะผมมีหลักฐาน ถ้าเปิดไปเสียหายหนักมาก ผมถึงไม่เปิด ตอนแรกคิดว่าจะไปเปิดหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจครม. เพราะกลัวจะมีผล แต่ตอนนี้เลื่อนอภิปรายไปแล้ว เดี๋ยวด้อมส้มก็มองผมว่าเก็บข้อมูลไว้ต่อรอง ถ้าเกิดด้อมส้มด่าผมเยอะๆ กูจะไม่เกรงใจแล้วนะ จะเปิดหลักฐานเกี่ยวกับสส. พรรคส้ม กูมีข้อมูลนี้มานานแล้วด้วย ช่วยส่งข้อมูลสีน้ำเงินมาด้วย กูอยากจะเปิดทีเดียว 2 พรรคเลย จะได้ไม่ต้องมาถามว่ากูอยู่สีไหน” ทนายตั้ม กล่าว
นายษิทรา ระบุว่า เรื่องของโรม ผมไม่ได้หวังร้ายอะไรกับโรม เพราะโรม ไม่ได้อยู่ใน”โครงการคุณล้ม เราซ้ำ โรมไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตนเลย ตนเปิดเรื่องนี้ เพราะตนต้องการที่จะเล่นงานบิ๊กโจ๊กแค่คนเดียว แต่ด้อมมาด่าตนก่อนและที่ผ่านมา เวลาท่ีโรมเปิดเรื่องอะไรแต่กลับไม่เคยแจ้งความดำเนินคดี ตนงงว่าสรุปต้องเอาแบบนั้นใช่ไหม ถ้ามึงจะชอบกันแบบนั้น ของกูเอาแบบแจ้งความเลย แบบนี้ไม่ถูกต้องเหรอ ต้องการให้แค่เปิดกระปิดกระปอยแล้วอีก 1 ปีเพื่อให้คนลืมอย่างนั้นเหรอ ของกูต้องเป็นแบบให้เข้าระบบ มีการแจ้งความดำเนินคดีจริง
"ผมแค่อยากจะเตือนโรมว่า อย่าเป็นเครื่องมือของบิ๊กโจ๊กในการที่จะทำร้ายองค์กรตำรวจ คือผมไม่ได้บอกว่าตำรวจดีนะ และผมไม่ได้เข้าข้างใคร ผมไม่สนิทกับใครแล้วด้วย ตอนนี้ผมเป็นนักรบไร้สังกัด เมื่อก่อนผมสนิทกับบิ๊กโจ๊กแค่คนเดียว และหลังจากนี้ผมก็ไม่มีตำรวจคนใดสนิทด้วยแล้ว ผมไม่ได้ออกมาปกป้องแต่ผมเห็นว่าพฤติกรรมที่ผ่านมา ผมเหมือนถูกหลอกใช้ให้มาการทำลายองค์กรตำรวจ ส่วนใครจะไปเกี่ยวกับเว็บพนันหรือไปรับเงินมันเป็นเรื่องของบุคคล ไม่ใช่เรื่องขององค์กร แต่ตอนนั้นมีการพยายามให้ผมพูดในลักษณะขององค์กรตำรวจ“
นายษิทรา กล่าวว่า ส่วนคลิปเสียงที่ทุกคนรอกัน อธิบายก่อนว่า เป็นคลิปเสียงที่มีการแอบอัดซ้อนเเอบอัด แต่ว่ามีเสียงผมด้วย ขอย้อนไปว่า ก่อนหน้านี้ผมสนิทกับบิ๊กโจ๊ก และบิ๊กโจ๊กมีปัญหาภายในครอบครัวและปรากฏว่าตอนนั้นก็มีผู้หญิง ชื่อคุณหนิง ลิกว่ามีคลิปลับเกี่ยวกับครอบครัวของบิ๊กโจ๊ก ต่อมาปรากฏว่ามีนักการเมืองรายหนึ่งติดต่อผม เพราะรู้ว่าผมสนิทกับบิ๊กโจ๊ก เเละคุยกับผมว่า”ถ้ามีคลิป อยากจะเคลียร์ไหม“
"คำว่าอยากจะเคลียร์ในที่นี้คือ ต้องให้บิ๊กโจ๊กเคลียร์ ผมสอบถามบิ๊กโจ๊กว่า "พี่ ทางนั้นขู่เรื่องคลิป พี่จะเอาอย่างไร มีคนประสานผมมา" บิ๊กโจ๊กบอกว่า "เออ ถ้ามีจริง ก็ไปดูว่าจะเอาอะไรอย่างไร เอาง่ายๆครับตอนนั้นมีความการพยายามที่จะติดต่อผมเพื่อที่ตบทรัพย์ก็เหมือนกับพวกที่ชอบบอกว่ามีคลิปเสียงแล้วอยากจะมาเจรจาขอเงินโดยมีนักการเมืองรายหนึ่งประสานผมมาแล้วบอกว่ามีคลิปเเละขอให้ผมไปบอกบิ๊กโจ๊กให้รีบเคลียร์กับนักการเมืองรายนั้น"
นายษิทรา กล่าวว่า ตอนนั้นบิ๊กโจ๊กกลัวว่า จะมีคลิปจริงๆจึงให้ตนไปคุย คือนักการเมืองรายนั้นแอบอัดคลิปที่คุยกับผมสุดท้ายก็ไปโดนเอง นักการเมืองรายนั้นจะมาเอาเงินของบิ๊กโจ๊กในตอนนั้น ถ้าเกิดมีคลิปคงกระจายไปเรียบร้อยแล้ว บอกก่อนเรื่องนี้ตนไม่ได้มุ่งปมในเรื่องส่วนตัวของครอบครัวบิ๊กโจ๊ก แต่ตนต้องการแฉคนที่มาอัดเสียงเพื่อที่จะมาขอเงินค่าเคลียร์คดีจะได้รู้ไว้ว่าพวกที่ชอบประกาศว่ามีหลักฐานแล้ววจะเปิดนั้นเข้าคุกไปหลายรายแล้ว ข้อหากรรโชกทรัพย์ฉะนั้นไม่ต้องมาชวนตน หรือจะให้ตนทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหากกรณีที่ทนายตั้มระบุว่าอดีตรองผบ.ตร.นำข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจไปให้นายรังสิมันค์เป็นความจริง อดีตรองผบ.ตร.เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164: เจ้าพนักงานเปิดเผยความลับของทางราชการ ซึ่งตนได้ล่วงรู้หรือครอบครองเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ โดยมิชอบด้วยหน้าที่ โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)
เเละความผิดทางวินัย (สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ)ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82(6): กำหนดให้ข้าราชการต้องรักษาความลับของทางราชการ คือความผิดวินัยร้ายแรง (มาตรา 85(7)): หากเป็นการเปิดเผยความลับแก่ผู้ไม่มีหน้าที่โดยเจตนา และการเปิดเผยนั้นก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ