
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
[email protected]
“วัดท่าพระ” แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ มีความสำคัญ เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อเกษร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวฝั่งธนฯ
นอกจากนี้ ยังมีพระเครื่องที่โด่งดังในสมัยอดีต เป็นพระปิดตา ที่มักจะเรียกกันว่า “พระปิดตาคลุมโปง”
สำหรับ วัดท่าพระเป็นวัดเก่าแก่ ไม่มีบันทึกว่าเป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่เมื่อใด เท่าที่หลงเหลือหลักฐานที่พอจะสันนิษฐานถึงความเก่าแก่ คือ หลวงพ่อเกษรและวิหารแกลบ (วิหารเดิมที่ครอบองค์หลวงพ่อเกษร)
เดิมเรียกว่า วัดเกาะท่าพระ ต่อมาชาวบ้านมักเรียกกันสั้นๆ ว่า “วัดท่าพระ”
และเป็นที่รู้จักกันในนามนี้ตลอดมา
มูลเหตุของชื่อวัดสันนิษฐานว่า แต่เดิมบริเวณแห่งนี้คงเป็นที่ชุมนุมจอดพักเรือแพ จึงมีคำว่าท่านำหน้า และพื้นที่ของวัดคงจะมีลักษณะเป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ ปัจจุบันมีการถมคลองเล็กๆ ด้านหนึ่งที่เข้ามาจากถนนจรัญสนิทวงศ์แล้ว จึงมองดูไม่เป็นสภาพเกาะ ที่ท่าน้ำแห่งนี้มีการสร้างองค์พระและเป็นวัดที่มีพระสงฆ์มาจำพรรษา
สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เนื่องจากหลวงพ่อเกษรเป็นพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาที่งดงาม และองค์หลวงพ่อประดิษฐานอยู่ในวิหารจัตุรมุขเดิม
ลักษณะสถาปัตยกรรมของวิหารจัตุรมุขเดิมนั้น ทางโบราณคดีเรียกว่า “วิหารแกลบ” ซึ่งเป็นวิหารขนาดเล็กนิยมสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูน ซึ่งเป็นการก่ออิฐแบบตามยาวและตามขวางสลับกันไป มีการย่อมุมทั้งสี่ด้าน รูปแบบทางศิลปกรรมสามารถบ่งบอกถึงยุคสมัยของวิหารได้ว่าเป็นสมัยอยุธยาตอนปลาย วิหารจัตุรมุขที่เห็นในปัจจุบันเป็นการสร้างครอบวิหารเดิมไว้อีกทีหนึ่งเพื่อเป็นการอนุรักษ์
เมื่อเข้าไปภายในเพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อเกษร จะเห็นวิหารจัตุรมุขเดิมอยู่ภายใน

หลวงพ่อเกษร เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลาย ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ประดิษฐานบนฐานสิงห์ 3 ชั้น บัวหงาย 5 ชั้น วัสดุโลหะลงรักปิดทอง ขนาดหน้าตักกว้าง 100 เซนติเมตร สูงจากพระบาทถึงพระเกตุมาลา 156 เซนติเมตร ลงรักปิดทอง
วงพักตร์กลมมน มีเค้าที่เรียกว่า หน้าเจ้าพรหม พระเมาลีเป็นแบบโอคว่ำ พระรัศมีเปลว แบบสุโขทัย มีพระอุณาโลม ที่หน้าพระรัศมี พระขนงโค้งคม พระเนตรแบบเนตรเนื้อ เม็ดพระศกแบบหนามขนุน พระกรรณทั้งสองข้างห้อยยาวเกือบจดพระอังสา ลำพระศอกลมมน ปรากฏสร้อยพระศอชัดเจน พระอุระนูนถันปรากฏชัด
พระอังสาทั้งสองข้างกว้างสมส่วน ตั้งตรงไม่ลู่ลง รูปองค์สะสวยโปร่งงาม ซึ่งเป็นพระปฏิมากรศักดิ์สิทธิ์ ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายผสมศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นมิ่งขวัญ และเป็นที่เคารพ สักการระนับถือยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวท่าพระฝั่งธนบุรีและใกล้เคียง
มีการหล่อเหรียญออกมาเผยแพร่เป็นที่นับถือ มีจารึกอยู่ที่องค์พระซึ่งได้ลอกเนื้อทองที่ปิดองค์พระออก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2544
พบข้อความว่า “หลวงมหานากวัดปราสาด ศักราชได้ 2269 พระวะสาปีมะเมีย อัฎ 3 เดือน 4 วัน 5”
มีตำนานเรื่องเล่าถึงประวัติหลวงพ่อเกษร 2 ประการ คือ
เรื่องแรก เล่าสืบกันมาว่า เป็นพระพี่พระน้องกับหลวงพ่อโสธร และหลวงพ่อบ้านแหลม เรียงลำดับดังนี้ 1. หลวงพ่อวัดบ้านแหลม 2. หลวงพ่อเกษร และ 3. หลวงพ่อโสธร
เล่าสืบต่อกันว่า เดิมที่บริเวณวัดท่าพระนี้ เป็นเกาะใหญ่ทางด้านทิศตะวันตก และทิศใต้เป็นลำคลองใหญ่มาก ปัจจุบันเรียกคลองวัดท่าพระ หลวงพ่อเกษรได้ลอยน้ำมาขึ้นที่น้ำ (ปัจจุบันที่บริเวณนี้ถมแล้วอยู่ตรงกุฏิสามัคคี 1)
ชาวบ้านได้ช่วยกันอาราธนาขึ้นจากน้ำแล้วแห่ไปประดิษฐานที่วิหาร เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 5 พ.ศ.ใดไม่ปรากฏ ซึ่งถือเป็นประเพณีแห่ผ้าไตรแห่พระมาจนถึงปัจจุบันนี้
เรื่องที่สอง เล่ากันมาอีกนัยหนึ่งว่า บริเวณนี้เดิมเป็นเกาะใหญ่ มีน้ำล้อมรอบ เป็นที่พักร้อน พักเหนื่อยของชาวบ้าน ชาวเรือทั้งหลาย ต่อมีชาวพุทธเห็นว่าเป็นที่พักรวมของชาวบ้าน จึงมีศรัทธาเกิดขึ้น จึงได้ชักชวนกันร่วมกันสร้างวัดขึ้นและหล่อรูปหลวงพ่อเกษรขึ้นเป็นพระประธาน ณ สถานที่นี้เพื่อเป็นการสักการบูชา และบำเพ็ญศาสนกิจของชาวพุทธทั้งหลาย ตามคตินิยมของคนในสมัยนั้น
ครั้นเมื่อการหล่อรูปตกแต่งขัดเกลาเรียบร้อยแล้ว ได้ช่วยกันจัดสร้างวิหาร (เข้าใจว่าเป็นพระอุโบสถ) ประดิษฐานรูปหลวงพ่อเกษรไว้เป็นที่เคารพสักการะ เป็นมิ่งมงคลในถิ่นนี้มาจนถึงปัจจุบัน
เป็นพระพุทธปฏิมากรที่คนแถบถิ่นนี้เคารพนับถือมาช้านาน จนมีงานประเพณีแห่ผ้าไตรถวายทุกปีตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 5

วัดท่าพระแห่งนี้ มีพระเกจิอาจารย์อยู่รูปหนึ่ง ที่ชาวบ้านมักจะเรียกท่านว่า “ขรัวคลุมโปง”
ประวัติไม่มีผู้ใดบันทึกไว้แต่อย่างใด เป็นพระลูกวัดผู้เคร่งในวิปัสสนาธุระ พูดน้อย กล่าวกันว่าสามารถรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ และมีชาวบ้านชอบไปขอหวยด้วย เมื่อมีคนถูกบ่อยเข้าก็มีการกล่าวขวัญกันไปทั่ว จนมีผู้คนมาขออีกจำนวนมาก ก็เลยไม่ยอมบอกใครอีก
ใครไปกราบ ก็จะเอาจีวรคลุมหัวแบบคลุมโปง และไม่บอกหวยอีกเลย
ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงมักเรียกท่านว่า “ขรัวคลุมโปง”
ลูกศิษย์ไปขออนุญาตสร้างพระเครื่อง และอนุญาตและให้สร้างเป็นรูปพระปิดตา ลักษณะคล้ายกับคนนั่งคลุมโปง ในสมัยนั้น จึงเรียกกันว่า “พระปิดตาขรัวคลุมโปง” จนกลายมาเป็น “พระปิดตาคลุมโปง”
เนื้อขององค์พระเป็นพระเนื้อตะกั่วผสมปรอท เวลาส่องดูเนื้อพระจะเห็นเม็ดปรอทปะปนอยู่ในเนื้อพระ
โดดเด่นสุดยอดอยู่ยงคงกระพันและแคล้วคลาด เรื่องราวประสบการณ์ของพระปิดตาคลุมโปงเล่าขานกันว่า ใครมีพระปิดตาคลุมโปง แมลงวันไม่ได้กินเลือด แต่หายากตั้งแต่ครั้งอดีต
ใครๆ ล้วนแต่เสาะแสวงหา ของปลอมก็มีมานานแล้วเช่นกัน