ในบทความสองครั้งหลังที่ผ่านมาผมได้พูดถึงการขับเคี่ยวของ อาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอลลา (Abelardo de la Espriella) ผู้สมัครฝ่ายขวาและ อีวาน เซเปดา (Iván Cepeda) ผู้สมัครฝ่ายซ้ายในสนามเลือกตั้งประธานาธิบดีของสาธารณรัฐโคลอมเบียซึ่งท้ายที่สุดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในรอบสอง (Runoff) ในวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า เด ลา เอสปรีเอลลาได้คะแนนไป 12.96 ล้านคะแนน คิดเป็นร้อยละ 49.66 เหนือกว่าเซเปดาไปเพียง 250,830 คะแนน โดยเซเปดาได้คะแนนเสียง 12.70 ล้านคะแนน คิดเป็นร้อยละ 48.70 ขณะที่มีผู้ประสงค์ไม่ลงคะแนนเสียงร้อยละ 1.64 ซี่งผลชนะที่ เด ลา เอสปรีเอลลาได้ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้น้อยกว่าคะแนนที่เขาชนะเซเปดาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในรอบแรกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม เพราะในครั้งนั้นคะแนนเสียงชนะมีถึง 673,000 คะแนน
เด ลา เอสปรีเอลลา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการปราบปรามทางทหารต่อกลุ่มติดอาวุธผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติดและอาชญากรรมอย่างเข้มงวด โดยชัยชนะของเด ลา เอสปรีเอลลาถือเป็นการหวนกลับไปสู่แนวทางการเมืองฝ่ายขวาอย่างชัดเจน หลังจากโคลอมเบียอยู่ภายใต้การบริหารของ กุสตาโว เปโตร (Gustravo Petro) ประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายคนแรกและคนเดียวของประเทศเป็นเวลาสี่ปี โดยเปโตรไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดห้ามไว้ เป็นเหตุให้เปโตรสนับสนุนเซเปดาในฐานะผู้สืบทอดทางการเมืองของตน โดยเด ลา เอสปรีเอลลาได้ออกมากล่าวฉลองชัยชนะของเขาต่อหน้าผู้สนับสนุนที่เมืองบารังกิญญา (Barranquilla) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ชายฝั่งทะเลแคริบเบียนของโคลอมเบียและเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตมาว่า “วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่สำหรับประเทศของเรา ยุคสมัยที่ตั้งอยู่บนเจตจำนงเสรีและเป็นประชาธิปไตยของประชาชนหลายล้านคน ซึ่งเลือกที่จะเชื่อมั่นในโคลอมเบียที่ยิ่งใหญ่ ปลอดภัย มั่งคั่ง และเปี่ยมด้วยโอกาส” นอกจากนี้เขายังกล่าวเสริมด้วยว่าเขาจะเป็นตัวแทนของคนโคลอมเบียทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เลือกหรือไม่เลือกเขาก็ตาม พร้อมทั้งสัญญาที่จะปฏิบัติและรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของประเทศซึ่งร่างขึ้นในปี 1991 อีกด้วย
ผู้สนับสนุนเด ลา เอสปรีเอลลา สวมเสื้อฟุตบอลทีมชาติโคลอมเบียสีเหลืองและโบกธงชาติโคลอมเบีย พร้อมทั้งร่วมกันร้องเพลงและเต้นรำตามเสียงดนตรีจากเวทีที่ประดับด้วยภาพใบหน้าของเด ลา เอสปรีเอลลา ท่ามกลางเสียงตะโกนว่า “ยืนหยัดเพื่อมาตุภูมิ” และ “เปโตรออกไป” ก่อนที่งานเฉลิมฉลองจะปิดท้ายด้วยการแสดงดอกไม้ไฟที่ตระการตา ผู้สนับสนุนบางส่วนสวมหมวกที่มีลักษณะคล้ายกับหมวกของผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เปลี่ยนข้อความเป็น “Make Colombia Great Again!” หรือ “ทำให้โคลอมเบียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ขณะที่ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “เขา (เด ลา เอสปรีเอลลา) ชนะแล้ว ชนะแบบถล่มทลายเสียด้วย”
สำหรับเสียงสะท้อนของผู้สนับสนุนเด ลา เอสปรีเอลลานั้น พวกเขาเบื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศ และหน่ายกับความเชื่องช้าในการจัดการปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลเปโตร พวกเขาหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในประเทศ พวกเขาต้องการมีงานทำไปพร้อมๆ กับความปลอดภัยในการดำรงชีวิต ขณะที่ผู้สนับสนุนเซเปดาเป็นห่วงว่าการที่ผู้สมัครทั้งสองฝั่งได้คะแนนเสียงที่ใกล้เคียงกันสะท้อนให้เห็นว่าสังคมโคลอมเบียมีการแบ่งแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน และนโยบายของเด ลา เอสปรีเอลลานั้นจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการสันติภาพ รวมถึงสิทธิมนุษยชนของคนในประเทศ นอกจากนั้นความแตกต่างทางจุดยืนระหว่างผู้สมัครทั้งสองซึ่งแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน ได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นว่า อาจเกิดความไม่สงบภายในประเทศหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหากผู้วิพากษ์วิจารณ์บางส่วนไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งดังกล่าว
ความขัดแย้งและความรุนแรงภายในประเทศโคลอมเบียดำเนินมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ แต่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยจำนวนสมาชิกของกลุ่มกองกำลังกบฏติดอาวุธและเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมถึงกลุ่มอดีตสมาชิกกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย (FARC) ที่แยกตัวออกมา กลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ (ELN) และกลุ่มแคลน เดล โกลโฟ (Clan del Golfo) ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ความรุนแรงได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการที่กลุ่มเหล่านี้ต่อสู้แย่งชิงเส้นทางลำเลียงโคเคนที่สร้างผลประโยชน์มหาศาลรวมถึงพื้นที่ทำเหมืองผิดกฎหมาย เมื่อปีที่ผ่านมา การเปิดปฏิบัติการทางทหารอย่างรุนแรงตามแนวชายแดนระหว่างโคลอมเบียกับเวเนซุเอลา ส่งผลให้ประชาชนหลายหมื่นคนต้องพลัดถิ่น ขณะที่การผลิตโคเคนของโคลอมเบียซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันนั้น พวกเขาเห็นว่านโยบาย “สันติภาพโดยสมบูรณ์” (Total Peace) ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญแก่การเจรจากับกลุ่มติดอาวุธนั้นประสบความล้มเหลว โดยพวกเขามองว่ากลุ่มติดอาวุธอาศัยช่วงการหยุดยิงเพื่อขยายอิทธิพลและพื้นที่ควบคุมของตนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่เด ลา เอสปรีเอลลา ได้ให้คำมั่นว่าจะยุติการเจรจาใดๆ กับกลุ่มติดอาวุธผิดกฎหมาย และจะดำเนินมาตรการปราบปรามทางทหารที่เข้มงวดมากขึ้นต่อกลุ่มติดอาวุธเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย รวมถึงการประสานความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด และเขายังได้ให้คำมั่นว่าจะก่อสร้างเรือนจำขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าของโคลอมเบีย รวมถึงจะลดขนาดและบทบาทของรัฐ พร้อมทั้งปฏิรูประบบสาธารณสุขอีกด้วย
ในด้านความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกานั้น เด ลา เอสปรีเอลลาได้รับสัญชาติสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2023 หลังจากพำนักและทำงานอยู่ในเมืองไมอามีเป็นเวลาหลายปี โดยเขาได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ ซึ่งกล่าวว่าเด ลา เอสปรีเอลลาจะ “ยุติการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด และฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยและหลักนิติธรรมอย่างเข้มแข็ง” ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ทรัมป์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เด ลา เอสปรีเอลลาจะได้รับการสนับสนุนและแรงเชียร์อย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ในวิดีโอที่มาเรีย เอลวีรา ซาลาซาร์ (María Elvira Salazar) สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกันเผยแพร่หลังการประกาศผลการเลือกตั้ง เด ลา เอสปรีเอลลาได้ระบุว่า เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โคลอมเบียจำเป็นต้องสร้างพันธมิตรที่ใกล้ชิดอย่างยิ่งกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่เพียงเป็นคู่ค้าหลักของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโคลอมเบียในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ
โคลอมเบียถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ตึงเครียดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการโต้ตอบที่รุนแรงบ่อยครั้งระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ซึ่งมีความขัดแย้งกันในประเด็นนโยบายการย้ายถิ่นฐานของสหรัฐฯ ภาษีศุลกากร และการแทรกแซงทางทหารในลาตินอเมริกา
ผลการเลือกตั้งในโคลอมเบียดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นการตอกย้ำการกลับมาของกระแสผู้สมัครฝ่ายขวาจัดที่กำลังกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีทั่วลาตินอเมริกา หลังจากชัยชนะล่าสุดของ นัสรี อัสฟูรา (Nasry Asfura) ในฮอนดูรัส, โฆเซ อันโตนิโอ กัสต์ (José Antonio Kast) ในชิลี รวมถึง เคโกะ ฟูจิโมริ (Keiko Fujimori) ในเปรู โดยผู้นำในลาตินอเมริกาที่ได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์รายอื่นๆ ได้แสดงความยินดีกับเด ลา เอสปรีเอลลาต่อชัยชนะของเขา ซึ่งรวมถึง ฆาเบียร์ มิเลอี (Javier Milei) แห่งอาร์เจนตินา, ดาเนียล โนบัว (Daniel Noboa) แห่งเอกวาดอร์ กัสต์แห่งชิลี และ ซานติเอียโก เปญา (Santiago Peña) แห่งปารากวัย ตลอดจนเคโกะ ฟูจิโมริแห่งเปรู โดยประธานาธิบดีมิเลอีของอาร์เจตินาได้กล่าวว่า ชาวโคลอมเบียได้เลือกเส้นทางของเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ความเจริญรุ่งเรือง ความมั่นคงที่มั่นคงแน่วแน่ รวมถึงการส่งเสียงไปยังกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่มีการจัดตั้งและการค้ายาเสพติดว่า “พอได้แล้ว” ขณะที่ประธานาธิบดีกัสต์แห่งชิลีได้กล่าวว่า ยุคสมัยใหม่แห่งเสรีภาพได้เริ่มต้นขึ้นสำหรับโคลอมเบีย ซึ่งจะช่วยให้โคลอมเบียสามารถฟื้นฟูความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองได้ในไม่ช้า เมื่อเด ลา เอสปรีเอลลาเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึง จะเหลือเพียงเม็กซิโก บราซิล (ซึ่งจะจัดการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม) อุรุกวัย และกัวเตมาลา ที่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลฝ่ายซ้ายในภูมิภาคลาตินอเมริกานี้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากซ้ายเป็นขวาเกิดขึ้นในลาตินอเมริกาในปัจจุบัน แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ยังอยู่ในครรลองของประชาธิปไตยไม่แตกต่างจากที่ลาตินอเมริกาเกือบทั้งภูมิภาคยกเว้นโคลอมเบียที่เปลี่ยนจากขวามาเป็นซ้ายในต้นคริสต์ทศวรรษที่ 2000 จะเห็นได้ว่าประเทศในลาตินอเมริกาหาได้โหยหา “ทางลัด” หรือ “มือที่มองไม่เห็น” ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ แตกต่างจากสังคมการเมืองไทยที่มีคนจำนวนไม่น้อยเรียกร้อง “อำนาจมืด” เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจมาเป็นของตนและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงเสียงข้างมากของคนในสังคม บทเรียนของกระบวนการประชาธิปไตยในลาตินอเมริกานั้นน่าเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งไม่ต่างจากฟุตบอลและนางงาม ด้วยประการฉะนี้
เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ โคลอมเบีย
เรื่อง: เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
นักวิชาการด้านลาตินอเมริกาศึกษา ผันตัวเองจากนักเศรษฐศาสตร์กลายเป็นลาตินอเมริกันนิสต้า เพราะหลงรักในกาแฟของโคลอมเบีย ปัจจุบันทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเมืองสมัยใหม่ของลาตินอเมริกา รวมถึงความรุนแรงและประชานิยมที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคนั้น พร้อมๆ ไปกับการเลี้ยงหมาคอร์กี้และปักกิ่งอีก 6 ตัว