เสมอภาค ≠ เท่าเทียม: เมื่อสตรีนิยมแบบไทยท้าทายแนวคิดสตรีนิยมเชิงวัตถุนิยมประวัติศาสตร์

Published on 27 ก.ค. 2026

เรามักเห็นครอบครัวที่มี ‘ลำดับชั้น’ บีบคั้นสมาชิกทั้งทางจิตใจและร่างกาย บางคนอยู่รอดและปรับตัวได้  แต่บางคนก็แตกสลาย ตัวอย่างมีมากมายและกลายเป็นเรื่องโจษจันบนโซเชียลมีเดีย ครอบครัวเช่นนี้มีลักษณะ ‘พ่อเป็นใหญ่’ หรือ ‘ปิตาธิปไตย’ (patriarchy) ซึ่งเริ่มสาแหรกจากอาวุโสที่ถือครองทรัพย์สิน ผู้ชายกดทับผู้หญิงที่แต่งเข้าครอบครัว พ่อแม่ที่กดดันลูกบังคับเลือกทางเดิน เหยียดเพศสภาพ และคาดหวังให้ลูกเป็นเจ้าคนนายคน ความรุนแรงเกิดขึ้นทั้งต่อร่างกายและจิตใจส่งผลให้เด็กเข้าใจว่าโลกเป็นลำดับชั้น ไม่มีความเสมอภาคแม้แต่กับความรักและคนที่เรารัก ความคิดความเข้าใจเช่นนี้กลายเป็นพิษที่ทำลายความเป็นมนุษย์ตั้งแต่ในครอบครัว

ในทางตรงข้ามกัน มีครอบครัวที่ ‘เสมอภาค’ เลี้ยงบำรุงปัจเจกให้เติบโตตามศักยภาพ พ่อมีหน้าที่ของพ่อ แม่มีหน้าที่ของแม่ ลูกก็เช่นเดียวกัน[2] แม้ครอบครัวเช่นนี้ไม่ ‘เท่าเทียม’ แต่แบ่งงานกันทำอย่างเสมอภาค อันเป็นลักษณะของสังคมแม่เป็นใหญ่ หรือ ‘มาตาธิปไตย’ (matriarchy)

‘เสมอภาคแต่ไม่เท่าเทียม’ ยิ่งทำให้เราต้องทำความเข้าใจทั้งสองคำนี้ลึกลงไป โดย ‘ความเสมอภาค’ นั้นเป็นนามธรรมความคิด เป็นอุดมการณ์ความเข้าใจโลกที่ฝังลึกเป็นรากฐานในสถาบันสังคม ขณะที่ ‘ความเท่าเทียม’ นั้นเป็นนิยามของสภาวะความเป็นจริงซึ่งจับต้องได้ อันเป็นผลลัพธ์ของอุดมการณ์ความคิดที่เสมอภาค เพราะฉะนั้นเราควรทำความเข้าใจว่าทั้งสองสิ่งนั้นต่างกัน การให้เหตุผลเช่นนี้แยกแยะระหว่าง ‘เหตุปัจจัยและภาวะความจริง’ (causality and ontology) ซึ่งเป็นหลักคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ยึดเอาธรรมชาติเป็นสรณะ

บทความนี้[1] จะเล่าเรื่องสตรีนิยมและหลักฐานความเป็นจริงในเมืองไทยเรา อธิบายถึงการที่ความเสมอภาคจะเป็นเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเท่าเทียมซึ่งคือภาวะความจริง โดยไม่จำเป็นต้องถูกกดทับด้วยระบบการผลิตตามกรอบทฤษฎีตะวันตก มุ่งชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยสมัยใหม่เป็นการซ้อนทับกันของสังคมลำดับชั้นกับสังคมเสมอภาค ความเสมอภาคที่สังคมไทยโบราณเคยมีและหลักฐานการมีอยู่ของอุดมการณ์ ‘แม่เป็นใหญ่’ นั้นยังมีร่องรอยในสังคมไทยสมัยใหม่ สะท้อนออกมาในเพศสภาพของสังคมไทยสองขั้ว[3]

‘แม่เป็นใหญ่ไทย ข้อโต้แย้งต่อทฤษฎีตะวันตก

แม้แนวคิดสตรีนิยมตะวันตก และ ‘มาตาธิปไตย’ แบบไทยและอุษาคเนย์ จะเอื้อต่อบทบาทของเพศหญิงและอุดมการณ์เสมอภาค แต่แนวคิดทั้งสองมีรากฐานเชิงทฤษฎีและมิติเวลาที่แตกต่างกัน สตรีนิยมตะวันตกเพิ่งเริ่มไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา แต่มาตาธิปไตยฝังลึกในสังคมไทยมาเนิ่นนาน ทั้งนี้ ก่อนจะกล่าวถึงสตรีนิยมไทย เราต้องทราบสายธารของทฤษฎีตะวันตกเสียก่อน แนวคิดที่ว่านี้คือสตรีนิยมแนววัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้วางรากฐานก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล

ฟรีดริช เองเกลส์ (Friedrich Engels) เป็นที่รู้จักในฐานะเพื่อนสนิทของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) เป็นกัลยาณมิตรแบบอุปถัมภ์ เป็นนายทุนนักธุรกิจ เป็นผู้นำ เป็นนักวางแผนและจัดการองค์กร จนได้รับฉายาในครอบครัวมาร์กซ์ว่า ‘ท่านผู้บังคับการ’ (the General) เองเกลส์เกิดในครอบครัวนักอุตสาหกรรมที่ร่ำรวย เขาถูกพ่อบังคับให้สืบทอดกิจการบริหารโรงงานที่แมนเชสเตอร์ แต่ด้วยความไม่ยึดติดและต่อต้านค่านิยมครอบครัวแบบอภิสิทธิ์นิยมลำดับชั้น[4] เองเกลส์สร้างครอบครัวกับนักกิจกรรมกรรมาชีพ และสนับสนุนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม

ในวัยชรา เองเกลส์เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งซึ่งเป็นรากฐานของสตรีนิยมแนววัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ชื่อว่า The Origin of the Family, Private Property and the State หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงสังคมบุพกาลที่มนุษยชาติยังล่าสัตว์เก็บของป่า ครอบครัวมีความเสมอภาค อยู่กันอย่างครอบครัวใหญ่ ทรัพย์สินกระจายอยู่ในชุมชน เป็นพ่อแม่พี่น้องกันหมด ไม่ว่าจะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เด็กเรียกผู้ใหญ่ทุกคนว่าพ่อแม่ ความสัมพันธ์หญิงชายอาจจะเป็นแบบกลุ่ม ระบบสังคมมีลักษณะเสมอภาคที่แต่ละปัจเจกมีหน้าที่แตกต่างกันไป เรามีหลักฐานจากสังคมบุพกาลเช่นนี้ว่าโดยมากมีเพศหญิงเป็นผู้นำ เป็นผู้บริหารกิจการบ้านเรือนในสังคมที่มีผู้คนหลากหลายอยู่ร่วมกัน

ต่อมา เมื่อสังคมมนุษย์พัฒนาขึ้นมาเป็นสังคมเลี้ยงสัตว์ ก้าวสู่การเกษตรใต้ระบบศักดินา ไปจนถึงระบบการผลิตและการค้าขายในกรอบทุนนิยม เทคโนโลยีการผลิตวัตถุสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ และการสะสมทางวัตถุก็บังคับให้ทรัพย์สินกระจุกอยู่กับผู้เป็นใหญ่ การสะสมเชิงวัตถุนิยมเปลี่ยนโครงสร้างทางอำนาจให้เกิดชนชั้นและทำให้สังคมอยู่ใต้ระบบปิตาธิปไตยจากการใช้อำนาจและความรุนแรงเพื่อการสะสมทรัพย์สิน ท้ายที่สุดแล้ว อุดมการณ์ที่เสมอภาคก็ถดถอยลง

สำหรับเองเกลส์ ‘ระบบการผลิต’ คือ ‘เหตุปัจจัย’ ซึ่งเปลี่ยนความสัมพันธ์ในครอบครัวจากที่เสมอภาคให้กลายเป็นลำดับชั้น

แต่แนวคิดเช่นนี้มองพัฒนาการประวัติศาสตร์ในกรอบแคบ มีลักษณะเป็นเส้นตรงโดยยึดตะวันตกเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) แม้แต่การศึกษาสตรีนิยมในปัจจุบันยังเริ่มจากแนวทางนี้[5] กล่าวคือการที่เพศสภาพถูกกดทับโดยระบบครอบครัวที่มีลำดับชั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อโลกก้าวสู่การผลิตที่ต้องสะสมทุนและความมั่งคั่ง การถือครองทรัพย์สินต้องใช้อำนาจและความรุนแรงบีบบังคับให้มนุษย์อยู่อย่างมีลำดับขั้น ส่งผลรวมไปถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว

เป็นอย่างที่เองเกลส์ว่าไว้จริงหรือ? แม้แนวคิดของเองเกลส์จะก้าวหน้าเพราะมีสมมุติฐานว่ามนุษย์เราไม่ได้อยู่ในระบบชนชั้นตั้งแต่แรก และการเหยียดเพศไม่ได้มีมาตั้งแต่สังคมบุพกาล แต่นักคิดที่ใช้แนวทางนี้อาจให้เหตุผลคลาดเคลื่อนเนื่องจากมองไม่เห็นภาวะความเป็นจริงในมุมกว้าง หนึ่งคือการสะสมทางวัตถุไม่ใช่เหตุปัจจัยที่บีบบังคับให้เกิดชนชั้นและความเหลื่อมล้ำ และสองคือระบบปิตาธิปไตยไม่ใช่ภาวะความจริงหนึ่งเดียวที่เราจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ หากเรายังจะอยู่ในการผลิตแบบทุนนิยม

บทเรียนและสภาวะความเป็นจริงในเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดชนชั้น ความเหลื่อมล้ำ และการเหยียดเพศนั้น แท้จริงมาจากอุดมการณ์ความเข้าใจโลกของแต่ละปัจเจกที่รวมเป็นสังคม นอกจากนี้ ภาวะความเป็นจริงในสังคมไทยยังมีสองขั้วซ้อนทับกัน คือปิตาธิปไตยศักดินาทับซ้อนกับมาตาธิปไตยที่เสมอภาค

สังคมไทยสองขั้ว

หลักฐานในเมืองไทยนั้นมีหลายหลาก ตั้งแต่ข้อมูลสถิติทางเศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี กฎหมาย ไปจนถึงวรรณกรรม และการตีความข้อมูลเหล่านั้นก็ลำบาก มีความเห็นที่แตกต่างกันมากมาย ในทางสถิติมีหลักฐานว่าผู้หญิงไทยมีรายได้โดยเฉลี่ยมากกว่าหรือเท่าๆ กันกับผู้ชาย มีการศึกษาสูงกว่า เพศหญิงทำงานในภาคบริการที่มีผลิตภาพเป็นแรงงานปกขาว (white-collar worker) มีคุณภาพชีวิตดีกว่าผู้ชายไทย หากเราเชื่อรายงานขององค์กรระหว่างประเทศที่นำข้อมูลการสำรวจแรงงานของสำนักงานสถิติมาใช้วิเคราะห์สร้างดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index: HDI) ซึ่งชี้ว่าผู้หญิงไทยมีโอกาสและมีรายได้เท่าๆ กับผู้ชาย แถมยังเป็นประเทศในหยิบมือเดียวจากทั่วโลกที่เพศหญิงมีดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่สูงกว่าเพศชาย

ดูเผินๆ กลายเป็นว่าเมืองไทยเรามีความเสมอภาคทางเพศดีกว่าตะวันตก แต่นี่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว อยู่ที่ว่าใครจะเลือกใช้ข้อมูลจากแหล่งไหน ซ้ำร้ายภาวะความจริงนี้หลายครั้งกลับถูกฉวยมาใช้โดยการเมืองชาตินิยมที่เชื่อในความวิเศษของความเป็นไทย ปัญหาคือสำนักงานสถิตินั้นเก็บได้แต่ข้อมูลของสามัญชน เพราะกลุ่มที่มีรายได้สูงเขาไม่มาตอบแบบสอบถามของสำนักงานสถิติหรอก นักเศรษฐศาสตร์รู้กันว่าภาวะความจริงที่ได้จากสำนักงานสถิตินั้นมีข้อจำกัดและยังต้องสำรวจเจาะลึกอีกมาก[6] เราอาจทำนายได้ว่าระบบพ่อเป็นใหญ่นั้นอยู่ในกลุ่มรายได้สูง ซึ่งเพศสภาพในสังคมชั้นสูงไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างเสมอภาคเช่นในสามัญชน[7]

แม้เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว แต่ภาวะที่เพศหญิงมีความเท่าเทียมกับชายมากกว่าในหมู่สามัญชนไทยเมื่อเทียบกับสังคมอื่นๆ ก็ยังน่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นหลักฐานที่ฉีกออกจากกรอบทฤษฎีตะวันตก ทำให้เรารู้ว่าพัฒนาการสังคมนั้นไม่ได้ถูกตีกรอบไว้เป็นเส้นตรง ความเข้าใจนี้ทำให้เราหลุดออกจากวาทกรรมที่ครอบเราให้ยอมรับสภาพจากระบบที่เป็นอยู่ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกฎหมายของเมืองไทยยิ่งแสดงให้เห็นว่าสตรีนิยมเป็นอุดมการณ์ตั้งแต่แรกเริ่มและคงอยู่โดยไม่ได้ถูกทดแทนทั้งหมดโดยระบบปิตาธิปไตยเช่นในกรอบคิดตะวันตก

นักประวัติศาสตร์ฝั่งก้าวหน้าของไทย มักจะยกหลักฐานทางโบราณคดีที่เพศหญิงเป็นผู้นำชุมชนโดยมีเครื่องประดับแสดงฐานะในหลุมฝังศพ[8] ในเชิงวัฒนธรรมยังพบว่าผู้ชายแต่งเข้าบ้านผู้หญิงเพื่อเป็นบ่าว และการสืบทอดทรัพย์สินทางลูกสาว (matrilineage) มาตาธิปไตยจึงหมายถึงการที่ผู้หญิงเป็นผู้นำและกำหนดทิศทางของชุมชน  ในการแบ่งงานกันทำเพศหญิงได้รับการยกย่องในการบริหารและเป็นผู้นำ ผู้หญิงอาจมีความละเอียดและอ่อนโยนตามธรรมชาติมากกว่า[9] เป็นตัวแทนของการบริหารอย่างเสมอภาคในองค์กรที่เร่งประสิทธิภาพการผลิต

ในทางวรรณกรรมและสังคม เรายังถกเถียงกันเรื่องนางวันทองในขุนช้างขุนแผน ว่าเธอตัดสินใจเลือกผัวของเธอเอง หรือควรประนามเธอเป็นคนสองใจตามที่ละครไทยชอบสร้างภาพ เพราะขุนช้างขุนแผนนั้นมีหลายฉบับ ทั้งฉบับไพร่ ฉบับทางการ ฉบับเจ้านาย ตามแต่ความเข้าใจโลกของผู้จัดพิมพ์[10] นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงเรื่องกฎหมายตราสามดวงซึ่งกำหนดบทบาทของผู้หญิงไว้ในทางที่ต่ำกว่า ว่าครอบคลุมเฉพาะชนชั้นสูงและประชาชนในอยุธยาเท่านั้น แต่ไม่สามารถบังคับใช้กับสามัญชนหรือไม่[11]

มากไปกว่านั้น ประชาคมโลกยังรู้จักเราในฐานะสังคมที่มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงการเปิดกว้างของบริการทางเพศของเมืองไทยซี่งล่อแหลม เราผ่าน พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ และ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม โดยเป็นฉันทมติทางการเมืองได้อย่างน่าประหลาด ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นภาวะความจริงของเพศสภาพและสตรีนิยมในไทย แม้จะครึ่งเดียว ครึ่งค่อน ส่วนน้อย ชายขอบ หรือเลือนราง ก็ยังเป็นภาวะความจริงที่เรามาถกกันได้

เหตุปัจจัยและภาวะความจริง ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?

เองเกลส์ริเริ่มสตรีนิยมแนววัตถุนิยมประวัติศาสตร์ โดยมองว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นเส้นตรง ถูกจำกัดโดยระบบเทคโนโลยีการผลิต เมื่อเราสะสมวัตถุไปเรื่อยๆ จากศักดินาก้าวเข้าสู่ทุนนิยม ความเหลื่อมล้ำและชนชั้นตามธรรมชาติของมนุษย์ยิ่งชัดเจนมากขึ้น จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงและอำนาจในการสะสมทรัพย์สิน ในระดับครอบครัวเพศหญิงจะอยู่ใต้ผู้ชายในที่สุดจากการบีบคั้นของระบบการผลิต แต่นี่ไม่ใช่ประสบการณ์ของเมืองไทยเราที่มีการทับซ้อนของสังคมสองขั้วที่เป็นอภิสิทธิ์ลำดับขั้นกับสามัญชนที่เสมอภาคตามอุดมการณ์แม่เป็นใหญ่ ภาวะของเพศสภาพในอีกขั้วของสังคมจึงไม่ได้เป็นลำดับชั้นเนื่องจากอุดมการณ์เสมอภาค

เมื่อมองผ่านกรอบเหตุปัจจัยและภาวะความจริง บทความนี้แย้งการให้เหตุผลของเองเกลส์ โดยเสนอในทางตรงกันข้าม ความเสมอภาคที่เป็นอุดมการณ์ในมาตาธิปไตยนั้น เป็นเหตุปัจจัยของการยอมรับความหลากหลายทางเพศในหมู่สามัญชนไทย โดยไม่ได้ถูกกำหนดโดยระบบนอกตัวของมนุษย์ (ซึ่งก็คือระบบการผลิต ในมุมของเองเกลส์) ในแง่นี้ ความคิดทางการเมืองที่อ้างความจำเป็นของลำดับชั้นที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ ก็เป็นแค่การเข้าใจโลกผิดๆ โดยมีอคตินั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจากสตรีนิยมไทยแสดงว่าสังคมมนุษย์นั้นวิวัฒน์ตามสติสัมปชัญญะของเรา เลือกลักษณะครอบครัวที่ไม่เป็นพิษบ่มเพาะปัจเจกเข้าสู่สังคม ภาวะความจริงนี้สร้างได้จากเหตุปัจจัยที่เราเลือกจะอยู่ในอุดมการณ์ความเสมอภาค[12]


[1] ผู้เขียนสรุปย่องานวิจัยที่กำลังทำชื่อ Traces of Matriarchal Antagonistic Dichotomy in the Thai Economy: Causality and Ontology in Feminist Economics สนับสนุนโดยทุนวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ผู้เขียนอยากจะเน้นบทเรียนเรื่อง ‘เหตุปัจจัยและภาวะความจริงในสตรีนิยม’ เนื่องจากเข้าใจว่ามีความสับสนอยู่มาก ซึ่งทำให้เราคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง

[2] ที่จริงแล้วเรา romanticize มาตาธิปไตยกันมาก ทั้งๆ ที่เพศหญิงรับหน้าที่ทั้งทำงานในระบบและดูแลบ้าน (care work) ซึ่งเพศหญิงทำมากกว่าชาย โดนกดทับโดยระบบสองขั้วนี้อยู่ดี??? ดู Tantiwiramanond and Pandey (1989)

[3] โปรดดูบทความก่อนของผู้เขียนในเรื่อง ประชาธิปไตยอภิสิทธิ์? เข้าใจชนชั้นกลางจากกมลสันดานสองขั้วในเศรษฐศาสตร์สถาบันและพฤติกรรมของ Thorstein Veblen

[4] เองเกลส์นั้นเท่มาก ใครมีเพื่อนอย่างเองเกลส์คงจะติดค้างเขาไปทั้งชาติ มาร์กซ์ไม่มีงานการที่มีรายได้อย่างเป็นหลักแหล่ง เองเกลส์ซึ่งยังอยู่ในระบบทำงานบริหารในโรงงาน เขาส่งเงินให้มาร์กซ์ใช้ทุกเดือนด้วยศรัทธาในความตั้งใจของมาร์กซ์ มากกว่านั้นมาร์กซ์มีชู้กับคนในบ้านจนท้อง เองเกลส์ก็ช่วยเพื่อนยืดอกรับเป็นลูกตัวเองแทนไม่ให้เมียของมาร์กซ์โกรธจนหย่าขาด ในชีวิตส่วนตัวของเองเกลส์ก็เป็นที่รู้กันว่าเขาไม่ได้อยู่ในกรอบการแต่งงานในแบบชนชั้น เขามีคู่ชีวิตผัวเมียกรรมมาชีพ แถมว่าไม่ได้ exclusive ซะด้วย หากท่านผู้อ่านสนใจแนะนำ Gabriel, Mary. Love and Capital: Karl and Jenny Marx and the Birth of a Revolution. Little, Brown and Company, 2011. สนุกมาก

นอกจากนี้ เองเกลส์ยังเป็นผู้จัดการมรดกเอกสารทั้งหมดของมาร์กซ์ที่ทิ้งไว้เป็นกระบะ โดยนำมารวบรวมพิมพ์เป็นหนังสือได้เป็นโหลๆ ให้ผู้ศึกษามาร์กซิสต์ได้ปวดหัว (ก่อนตายมาร์กซ์ตีพิมพ์ Das Capital แค่เล่มเดียว ที่เหลือชุดหนังสือทุนนิยมนั้นเป็นฝีมือบรรณาธิการรวบรวมโดยเองเกลส์)

[5] โปรดดูหนังสือใหม่ของอาจารย์กุลลินี มุทธากลิน (2569) เศรษฐศาสตร์สตรีนิยม (Feminist Economics) โครงการตำราลำดับที่ 81 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหนังสือของอาจารย์ศศิวิมล วรุณศิริ ปวีณวัฒน์ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยบทบาททางเพศ (Gender Economics) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2569

ทั้งนี้ ขบวนการสตรีนิยมตะวันตกมักถูกอธิบายผ่าน ‘กระแสคลื่นสี่ลูก’ คลื่นลูกแรกเน้นเรื่องสิทธิทางการศึกษาและการเมืองในช่วงทศวรรษ 1850 ตามด้วยลูกที่สองที่เน้นเรื่องทางเพศและความรุนแรงช่วงทศวรรษ 1960 ต่อด้วยลูกที่สามในยุค 1990 ที่เน้นความหลากหลาย และคลื่นลูกที่สี่ในยุคปัจจุบันอย่างการเคลื่อนไหว #MeToo จะเห็นว่าคลื่นแต่ละลูกนั้นแสดงการเปลี่ยนแปลงในแนวเส้นตรงคล้ายกับแนวคิดวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ แตกต่างกับสตรีนิยมไทยที่เป็นอุดมการณ์ซึ่งหยั่งรากมาอยู่แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงและกดทับกับอีกขั้วอยู่ตลอด

[6] ดูงานของ Jenmana & Gethin (2019) ที่ใช้ข้อมูลภาษีมาประกอบกับข้อมูลสำนักงานสถิติเพื่อนำกลุ่มตัวอย่างรายได้สูงมาเพื่อคำนวนรายได้ของคนไทย สำหรับส่วนของการสำรวจและวิเคราะห์ความแตกต่างของรายได้ระหว่างเพศ (gender wage gapฉ ของไทยนั้นมีมากมายและยังเป็นที่ถกเถียง ท่านผู้อ่านควรพิจารณาเพิ่มเติม เช่น Bui, M.-T. T., & Permpoonwiwat, C. K. (2015); Jithitikulchai, T. (2017); Liao, L., & Paweenawat, S. W. (2023)

การถือครองทรัพย์สินก็เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ เรามีหลักฐานในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าผู้หญิงไทยถือครองที่ดินมากกว่าผู้ชาย ซึ่งฝรั่งคงเห็นว่าประหลาดมาก Chankrajang, T. and Vechbanyongratana, J. (2021)

[7] อ่านเรื่อง ฐานะและบทบาทของผู้หญิงไทย ใน Tantiwiramanond and Pandey (1987) งานวิจัยยังอ้างว่าในช่วงทศวรรษ 1980s เมืองไทยมีคนอยู่ในการค้าประเวณีถึง 1 ใน 100 ซึ่งน่าตกใจมาก

[8] ผู้เขียนอยากจะเรียนแย้งคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ว่าเราไม่ควรสรุปว่าเจ้าแม่โคกพนมดีเป็นหลักฐานของสังคมชนชั้น เนื่องจากอาจเป็นการสับสนระหว่างความเสมอภาคที่เป็นอุดมการณ์กับความเท่าเทียมที่เป็นภาวะความจริง เจ้าแม่โคกพนมดีอาจเป็นตัวอย่างของความเสมอภาคแต่ไม่เท่าเทียมก็ได้ เพราะผู้นำก็มีหน้าที่และการได้รับการยกย่องต่างไป แม้ในสังคมที่เสมอภาคก็ตาม

[9] การกล่าวอ้างธรรมชาติในสิ่งที่เป็น หากไม่ระมัดระวังจะกลายเป็นการ ‘เหยียด’ เพราะที่จริงแล้วเราก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่นอนว่าภาวะตามธรรมชาติของแต่ละอย่างคืออะไร เช่น ผู้หญิงขับรถไม่เก่ง ผู้ชายไม่ละเอียด ยังรวมไปถึงการถกเถียงกันถึงเรื่องความหลากหลายของเพศสภาพตามธรรมชาติ sex and gender

[10] ดูงานของอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตรและอาจารย์คริส เบเคอร์ https://www.youtube.com/@chrispasuk

[11] ดู Chaiyajit, N. (2026) และ Huntrakul, P. (2003) และดูเรื่องกฎหมายตราสามดวงเพิ่มเติมในงานของอาจารย์ ชัยอนันต์ สมุทรวนิช (2519) “ศักดินากับพัฒนาการของสังคมไทย”

[12] ตลาดเป็นระบบที่เสมอภาคหรือไม่? ก็อาจจะเป็นได้ทั้งสองทาง แต่เราควรเน้นย้ำว่าตลาดนั้นเป็นตัวกลาง ไม่ใช่เหตุปัจจัย อยากเสนอด้วยซ้ำไปว่าความเสมอภาคสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ไม่เท่าเทียมในทางเศรษฐศาสตร์ ดูทฤษฎีการเติบโตและการกระจายรายได้ที่ต้องมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เป็นกลาง (neutral technological progress) เพราะต้องมีเงื่อนไขเสถียรภาพ (stability conditions)

causality and ontology Feminism Friedrich Engels Matriarchy Patriarchy ความเท่าเทียม ความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาค ความเสมอภาคทางเพศ ปิตาธิปไตย ฟรีดริช เองเกลส์ มาตาธิปไตย วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ สตรีนิยม สตรีนิยมแนววัตถุนิยมประวัติศาสตร์ สตรีนิยมแบบไทย อั๊บ สิร นุกูลกิจ