รูปพระตาย วัดกาลหว่าร์ สมบัติล้ำค่าที่ปรากฏเพียงคืนเดียวในรอบปี

Published on 27 ก.ค. 2026

รูปพระตาย ประติมากรรมพระเยซูบนไม้กางเขนของ วัดกาลหว่าร์ หรือวัดแม่พระลูกประคำ กรุงเทพฯ คือสมบัติที่ชาวคริสตังตลาดน้อยรักษามาร่วม 200 ปี และในรอบ 1 ปีจะมีเพียงคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่รูปพระตายจะปรากฏให้สายตาผู้คนได้เห็น

มีสมบัติบางอย่างที่ยิ่งหายากยิ่งมีคุณค่า

รูปพระตาย ของวัดกาลหว่าร์คือสมบัติแบบนั้น ไม่ใช่เพราะหายากในแง่วัสดุ แต่เพราะมันปรากฏให้เห็นได้แค่คืนเดียวในรอบ 365 วัน

รูปพระตาย คืออะไร

รูปพระตาย1

รูปพระตาย คือประติมากรรมพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แสดงถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อไถ่บาปมนุษย์

ในประเทศไทย รูปพระตาย ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือ รูปพระตายของวัดกาลหว่าร์ หรือวัดแม่พระลูกประคำ (Holy Rosary Church) ซอยวานิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

รูปพระตาย นี้อยู่คู่กับวัดมาอย่างยาวนาน และตลอด 365 วันใน 1 ปี จะมีเพียงคืนเดียวที่ รูปพระตาย จะถูกนำออกมาปรากฏสู่สายตาของผู้คน นั่นคือ “คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์” หรือ Good Friday ของทุกปี

วัดกาลหว่าร์ — บ้านของ รูปพระตาย

ก่อนจะเข้าใจความสำคัญของ รูปพระตาย ต้องเข้าใจวัดที่เก็บรักษามันไว้

วัดกาลหว่าร์หรือโบสถ์กาลหว่าร์ (Kalawar Church มาจากภาษาโปรตุเกส “Calvario” ซึ่งหมายถึงภูเขากัลวารีโอ สถานที่ตรึงกางเขนพระเยซู) มีประวัติย้อนไปถึงปี พ.ศ. 2312 เมื่อชาวคาทอลิกโปรตุเกสตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ตลาดน้อยฝั่งพระนครหลังอยุธยาล่มสลาย

อาคารปัจจุบันเป็นหลังที่สาม สร้างขึ้นในสไตล์กอทิกรีไวเวิล (Gothic Revival) โดยบาทหลวง Father Desalles ระหว่างปี พ.ศ. 2434-2440 ด้วยงบประมาณ 77,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากมายในยุคนั้น

ความลับที่ช่างฝรั่งเศสค้นพบ

รูปพระตาย2

สิ่งที่ทำให้ รูปพระตาย วัดกาลหว่าร์พิเศษกว่ารูปพระตายของวัดอื่นในกรุงเทพฯ คือความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวประติมากรรม

ช่างฝรั่งเศสที่เข้ามาบูรณะ รูปพระตาย ค้นพบว่างานแกะสลักไม้ชิ้นนี้มีรายละเอียดทางฝีมือและวัสดุที่ไม่ธรรมดา รายละเอียดที่ชาวชุมชนวัดกาลหว่าร์ใช้ชีวิตอยู่กับ รูปพระตาย มานานกว่า 232 ปีโดยไม่เคยรู้มาก่อน ว่าประติมากรรมที่พวกเขาเคารพนับถือนั้นมีความประณีตและคุณค่าทางศิลปะในระดับที่สูงกว่าที่เคยตระหนัก

พิธีแห่รูปพระตาย — ประเพณีที่มีแค่คืนเดียว

รูปพระตาย ของวัดกาลหว่าร์จะถูกนำออกมาในพิธี “แห่รูปพระตาย” ซึ่งจัดขึ้นเฉพาะในคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนวันอีสเตอร์ 3 วัน

ในคืนนั้น บาทหลวงผู้ประกอบพิธีจะร่วมกับผู้อ่านพระวรสารเล่าเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูให้กับผู้คนที่มาร่วมพิธีได้ฟัง จากนั้น รูปพระตาย จะถูกเชิญออกมาในขบวนแห่ที่ผู้คนกว่าพันคนจากชุมชนตลาดน้อยและย่านใกล้เคียงร่วมเดินตาม ทั้งชาวไทยและชาวจีนที่มีบรรพบุรุษเป็นคริสตชนโปรตุเกส

บรรยากาศในคืนนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นชุมชนที่หาได้ยากมากในกรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน

รูปพระตาย กับประเพณีที่สืบทอดจากโปรตุเกส

ประเพณีการมี รูปพระตาย และการแห่ในคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์มีต้นกำเนิดจากวัฒนธรรมคริสต์สเปน-โปรตุเกสในยุคกลาง ที่ชาวคริสต์ให้ความสำคัญกับการรับทรมานของพระเยซูในฐานะสัญลักษณ์แห่งการไถ่บาปและการฟื้นคืนชีพ

ในประเทศไทย มีเพียงไม่กี่วัดที่สืบทอดประเพณี รูปพระตาย มาได้ถึงปัจจุบัน เดิมมีสามวัดคือวัดซางตาครู้ส วัดกาลหว่าร์ และวัดคอนเซ็ปชัญ ซึ่งทั้งสามวัดล้วนมีบรรพบุรุษชุมชนเป็นชาวโปรตุเกส ซึ่งตั้งถิ่นฐานในสยามตั้งแต่สมัยอยุธยา

วัดกาลหว่าร์ — สถาปัตยกรรมที่งดงาม

นอกจาก รูปพระตาย ตัววัดกาลหว่าร์เองก็คุ้มค่าแก่การแวะชม

โบสถ์สไตล์กอทิกรีไวเวิลหลังนี้มีความสูงและโอ่อ่า มีระฆังหอคอยและกระจกสีที่งดงาม ภายในมีรูปนักบุญและงานศิลปะทางศาสนาที่สะสมมากว่าร้อยปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระนคร ท่ามกลางย่านตลาดน้อยที่ยังมีกลิ่นอายชุมชนจีน-คาทอลิกผสมผสานอย่างเป็นเอกลักษณ์

วัดกาลหว่าร์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ส่วนพิธีมิสซาจัดในวันธรรมดาและวันอาทิตย์ ผู้ที่ต้องการมาเห็น รูปพระตาย ต้องวางแผนให้ตรงกับคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) ซึ่งวันที่จะเปลี่ยนทุกปีตามปฏิทินจันทรคติ

วิธีเดินทางไปวัดกาลหว่าร์

ที่อยู่วัดกาลหว่าร์ คือ ซอยวานิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เดินทางด้วยเรือโดยสารเจ้าพระยา ลงท่าราชวงษ์ เดินไม่ไกล หรือขึ้นรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานีสามยอด แล้วต่อรถหรือเดินมาตามถนนเจริญกรุงเข้าซอยวานิช

คืนเดียวที่ประวัติศาสตร์กลับมา

รูปพระตาย วัดกาลหว่าร์คือสัญลักษณ์ที่สรุปเรื่องราว 500 ปีของความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกสได้ดีที่สุด

ในคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ รูปพระตาย ถูกเชิญออกมาในขบวนแห่ท่ามกลางแสงเทียนในย่านตลาดน้อย ทุกอย่างในวันนั้นคือการย้อนเวลากลับไปสู่ชุมชนโปรตุเกสที่มาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ และยังคงรักษาความเชื่อและประเพณีเอาไว้ผ่านคืนศักดิ์สิทธิ์นั้นมาทุกปี