“ทีแรกเราก็ได้ตัวเลขเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่นอกจากนั้นเราแทบไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอก ไม่มีการพัฒนาคน ไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยี บริษัทข้ามชาติพวกนั้นแค่ต้องการทำเลเหมาะๆ ที่มีทรัพยากรราคาถูกเอาไว้ตั้งเซิร์ฟเวอร์เท่านั้นเอง”
วิศวกรนักธุรกิจในแวดวงอุตสาหกรรมเคมีของมาเลเซียรายหนึ่ง เอ่ยขึ้นเหนือถ้วยกาแฟในร้านโกปี๊เตี่ยม คำตอบแบบไม่กระตือรือร้นนี้สอดคล้องกับความเห็นเรื่องการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล AI ระดับโลกในมาเลเซียของนักธุรกิจท้องถิ่นที่รายงานในบทวิเคราะห์เรื่อง Malaysia’s AI-Only Data Centre Policy – What It Means for Local Businesses That Aren’t Building AI ในเว็บไซต์ aims.com.my เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569
Aims ชี้นักธุรกิจท้องถิ่นที่ไม่อยู่ในอุตสาหกรรม AI หลายรายเห็นว่า การเข้าลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่พิเศษ (Hyperscale AI Data Center) ในมาเลเซีย เป็นการลงทุนเพื่อตอบสนองการประมวลผลระดับมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของพวกเขาผู้เป็นเจ้าของธุรกิจในประเทศ เพราะความต้องการที่แท้จริงคือบริการศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่ที่จับต้องได้ เช่น พื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ที่ปลอดภัย ระบบสำรองและปกป้องข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การกู้คืนระบบในภาวะฉุกเฉิน และการสนับสนุนทางเทคนิคตลอด 24 ชั่วโมง และกังวลว่าการที่รัฐบาลมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ จะทำให้ละเลยการสนับสนุนในแบบที่พวกเขาต้องการหรือเปล่า
แต่ในสายตาของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) โอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะดึงการลงทุนของโลกยุคใหม่เข้าประเทศได้มาถึงแล้ว นับแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มาเลเซียสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษและระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ได้รวมแล้วกว่า 1.44 แสนล้านริงกิต (ประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท) ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงจำเพาะเจาะจงระหว่างปี 2568 ถึงไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของการลงทุนด้านดิจิทัลจากต่างประเทศ เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลหลั่งไหลเข้ามาเลเซียสูงถึง 4.87 แสนล้านริงกิต หรือราว 3.9 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว
ความฝันที่จะผลักดันให้มาเลเซียเป็น ‘ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ติดปีกบินอย่างรวดเร็วในรัฐบาลอันวาร์ ข้อเสนอของรัฐบาลที่จูงใจด้วยที่ดินราคาถูก สิทธิประโยชน์ทางภาษี และแรงงานที่พร้อมขับเคลื่อน สามารถดึงดูดให้ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Microsoft และ ByteDance ให้ทุ่มเงินระดับหมื่นล้านเพื่อปักหมุดฐานบัญชาการที่นี่
ในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์ คลาวด์คอมพิวติ้ง และการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ ข้อมูลมหาศาลถูกจัดเก็บและประมวลผลผ่านเซิร์ฟเวอร์นับล้านเครื่องที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ความอ่อนไหวของอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่ระบบที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง การหยุดชะงักเพียงไม่กี่วินาทีอาจส่งผลให้บริการดิจิทัลทั่วโลกสะดุดลง และอาจนำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจและความโกลาหลในสังคมที่ยากจะจินตนาการ
ในสายตาของนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง ศูนย์ข้อมูลกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในภาวะที่โลกเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลของบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน ทั้ง Google Microsoft และ Amazon Web Services (AWS) ที่รองรับระบบการเงิน การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ได้แปรสภาพเป็นเส้นเลือดใหญ่ของความมั่นคงระดับชาติไปแล้ว
กลุ่มทุนเทคโนโลยีสหรัฐฯ แสวงหาพื้นที่สร้างศูนย์ข้อมูลในต่างประเทศมานาน ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์เป็นจุดยุทธศาสตร์แห่งแรกมาตั้งแต่ปี 2553 แต่หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งทศวรรษ สิงคโปร์เริ่มรู้สึกได้ถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรของตนในฐานะประเทศขนาดเล็กที่ต้องนำเข้าทั้งไฟฟ้าและน้ำ รัฐบาลตัดสินใจประงับการอนุมัติศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในปี 2562 เพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางที่เน้นความยั่งยืน ก่อนจะกลับมาเปิดรับอีกครั้งในปี 2565
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันความต้องการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่นอกประเทศสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น การวิเคราะห์ของ RAND Corporation ในปี 2568 ชี้ว่าเป็นเพราะการสร้างศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ เริ่มเผชิญทางตัน จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ผลิตไม่ทันต่อการขยายตัวในอนาคต ระบบสายส่งที่ไร้เสถียรภาพ กระบวนการขออนุญาตที่ล่าช้า รวมถึงกระแสต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่น
การหยุดชะงักในสิงคโปร์เป็นโอกาสทองของมาเลเซีย รัฐบาลชูข้อได้เปรียบด้านพื้นที่ ทรัพยากร และต้นทุนราคาถูกในการการดำเนินงานเป็นจุดขาย กลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ (Hyperscale Data Center ) ในภูมิภาค รัฐบาลมาเลเซียเดินหน้าอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลและคลาวด์คอมพิวติ้ง กระจายลงสู่ 3 รัฐหลัก ได้แก่ ยะโฮร์ (Johor) สลังงอร์ (Selangor) และเนอเกอรีเซ็มบิลัน (Negeri Sembilan) รวมทั้งสิ้น 101 โครงการ กว่า 72 โครงการกระจุกตัวอยู่ในรัฐยะโฮร์ ซึ่งมีพรมแดนประชิดติดกับสิงคโปร์
ผลงานในปี 2567 ทำให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์มีเรื่องให้คุยไม่น้อย ในการกล่าวสุนทรพจน์เปิดโครงการของ Google เขากล่าวว่าการประกาศลงทุนของ Google ในการสร้างศูนย์ข้อมูลและภูมิภาคบริการคลาวด์ (Google Cloud Region) คือ“ประชามติแห่งความเชื่อมั่น (A vote of confidence) ต่อการบริหารประเทศ” ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานกว่า 26,000 ตำแหน่งภายในปี 2573 เช่นเดียวกับการลงทุนสร้าง AWS Malaysia Region มูลค่า 2.92 หมื่นล้านริงกิตของ Amazon ที่เปรียบเสมือนสัญญาณแจ้งเกิดของมาเลเซียในเวทีดิจิทัลโลก ในปีเดียวกัน เขากล่าวว่า โครงการนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนต่อภาคธุรกิจทั่วโลกว่า มาเลเซียกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของการลงทุนด้านดิจิทัลในภูมิภาค
แต่ท่ามกลางภาพฝันอันรุ่งโรจน์ คำถามสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้มาเลเซียจริงหรือ และคุ้มค่าหรือไม่กับการแลกด้วยทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าของประเทศ เป็นเหมือนการเหยียบเบรคจนแทบหัวคะมำ ชาร์ลส์ ซานดิเอโก (Charles Santiago) อดีต ส.ส.เขตพื้นที่กลัง (Klang) กล่าวว่าการถกเถียงเรื่องศูนย์ข้อมูลควรเลิกพูดเริ่มมูลค่าของเม็ดเงินลงทุนเสียที เพราะในขณะที่รายได้ส่วนหนึ่งตกแก่เจ้าของที่ดิน ผู้รับเหมา และการขายทรัพยากรในประเทศ แต่ผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลจากเทคโนโลยีที่แท้จริงยังคงเป็นของบริษัทต่างชาติ
“คำถามที่แท้จริงมันง่ายมาก ใครเป็นคนที่ได้ผลประโยชน์จริงๆ มีการสร้างงานถาวรกี่งาน.. และมีผลประโยชน์มูลค่ามากแค่ไหนที่ตกแก่มาเลเซีย” ชาร์ลส์กล่าว
ความวิตกเรื่องการใช้ทรัพยากรเป็นประเด็นติติงจากผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งองค์กรของรัฐเอง เป็นที่รู้กันดีในทางวิศวกรรมว่า พลังงานกว่าร้อยละ 45 ของศูนย์ข้อมูลสูญเสียไปกับระบบทำความเย็น เพื่อไม่ให้หน่วยประมวลผลความเร็วสูงเกิดความร้อนสะสมจนระบบพังทลาย ศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่จึงเลือกใช้ ‘ระบบทำความเย็นด้วยน้ำ’ ที่ต้องเติมน้ำจืดเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอ
บทวิเคราะห์ของ Isis Malaysia อ้างตัวเลขจากหน่วยงานด้านน้ำของมาเลเซียชี้ว่าศูนย์ข้อมูลในรัฐทั้งสามต้องใช้น้ำทั้งหมด 808 ล้านลิตรต่อวัน (MLD) แต่เวลานี้โครงสร้างพื้นฐานในการจัดการน้ำในพื้นที่สามรัฐสามารถผลิตน้ำได้เพียง 142 MLD คือเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐยะโฮร์ที่อนุมัติโครงการไปถึง 72 แห่ง แต่มีเพียง 17 แห่งเท่านั้นที่ผ่านการอนุมัติโควตาการใช้น้ำ
รายงานพิเศษในปี 2568 ของสำนักข่าวเบอร์นามา สำนักข่าวแห่งชาติมาเลเซีย ยกตัวอย่างโครงการศูนย์ข้อมูลของ Google ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ราว 318.75 ไร่ ที่สวนอุตสาหกรรมเอลมินา บิสซิเนส (Elmina Business Park) ในรัฐสลังงอร์ ซึ่งแม้ว่าโครงการส่วนแรกสร้างเสร็จและส่งมอบให้ Google ไปเรียบร้อยแล้วในปีนี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลด้านการใช้น้ำและไฟฟ้าต่อสาธารณะ เบอร์นามาอ้างตัวเลขจากงานวิจัยของธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งหนึ่งว่า โครงการส่วนนี้กำหนดให้มีศักยภาพรองรับการใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุดได้ 100 เมกะวัตต์ ในขณะที่ส่วนที่สองที่กำลังก่อสร้างอยู่อาจรองรับได้ 200-250 เมกะวัตต์
ดังนั้นเมื่อทั้งสองส่วนเปิดใช้งานเต็มที่ จะมีศักยภาพในการใช้กำลังไฟฟ้าได้รวมประมาณ 300–350 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงกับกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ใช้เลี้ยงเขตกวนตัน (Kuantan) ที่ตั้งของเมืองเมืองกวนตัน (Kuantan) เมืองหลวงของรัฐปะหัง (Pahang) ที่ชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมาเลเซียซึ่งมีประชากรราว 559,000 คน ซึ่งใกล้เคียงกับประชากรอำเภอเมืองอุดรธานีของประเทศไทย
ศักยภาพในการรองรับกำลังไฟฟ้าระดับนี้ บ่งชี้ว่าโครงการทั้งสองส่วนเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งมีขีดความสามารถในการประมวลผลสูงกว่าศูนย์ข้อมูลทั่วไป และเป็นกลุ่มที่ใช้ทรัพยากรน้ำมากที่สุด นำสู่คำถามว่า แล้วสลังงอร์มีน้ำเพียงพอหรือเปล่า
อดัม ซาฟเฟียน กาซาลี (Adam Saffian Ghazali ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Air Selangor หน่วยงานให้บริการประปาแก่ประชาชนของรัฐสลังงอร์และผู้ออกใบอนุญาตการใช้น้ำประปาในอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเบอร์นามา ว่า ทาง Google ได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้ว และมีการขอใช้น้ำต่อวันในปริมาณมาก แต่ไม่สามารถเปิดเผยปริมาณได้ “เนื่องจากเป็นข้อมูลลับ”
เมื่อไม่สามารถได้ข้อมูลตัวเลขที่แท้จริง เบอร์นามาจึงใช้วิธีเทียบกับการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลในต่างประเทศแทน รายงานปี 2568 ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลที่มีศักยภาพใช้ไฟฟ้าขนาด 100 เมกะวัตต์ในสหรัฐฯ เฉลี่ยใช้น้ำประมาณ 2 MLD (2 ล้านลิตรต่อวัน) ถ้าใช้มาตรฐานนี้เป็นหลัก ศูนย์ข้อมูลของ Google ในสลังงอร์ที่มีศักยภาพรองรับการใช้ไฟฟ้ารวมกันได้ 350 เมกะวัตต์ อาจใช้น้ำจืดราว 7 ล้านลิตรต่อวัน เทียบเท่ากับการใช้น้ำในแต่ละวันของชาวมาเลเซียประมาณ 31,111 คน อ้างอิงจากสถิติประจำปี 2567 ของคณะกรรมการบริการน้ำแห่งชาติของมาเลเซีย (Suruhanjaya Perkhidmatan Air Negara: SPAN) และอาจใช้น้ำรวมประมาณ 2.56 พันล้านลิตรในเวลาหนึ่งปี
นี่เป็นตัวเลขการใช้น้ำที่สวนทางกับแนวทางของกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมมาเลเซีย (MITI) ที่ระบุชัดเจนว่า ผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลควรหลีกเลี่ยงการตั้งศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีค่าดัชนีความตึงตัวของทรัพยากรน้ำ (Water Stress Index: WSI) สูงกว่า 0.8 (หากเกิน 0.5 ถือว่าเริ่มวิกฤต) และที่น่าหนักใจกว่านั้นคือการประเมินจากสถาบันวิจัยน้ำแห่งชาติมาเลเซีย (NAHRIM) กลับพบว่า อำเภอกอมบัก (Gombak) ในรัฐสลังงอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการของ Google มีแนวโน้มเผชิญภาวะตึงตัวด้านน้ำอย่างรุนแรง โดยคาดว่าค่า WSI จะพุ่งสูงถึง 0.99 ในปี 2573 และทรงตัวอยู่ที่ 0.96 ไปจนถึงปี 2593
แม้อดัม ซาฟเฟียน จาก Air Selangor หน่วยงานบริหารจัดการน้ำของรัฐที่มีอำนาจในการออกใบอนุญาตการใช้น้ำอุตสาหกรรม จะยืนยันว่ารัฐสลังงอร์มีศักยภาพผลิตน้ำสำรองราว 1,000 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับศูนย์ข้อมูลทั้ง 50 แห่งในรัฐที่คาดว่าจะใช้น้ำราว 250 ล้านลิตรต่อวัน แต่นักวิจารณ์แย้งว่า น้ำสำรองมีไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินของภาคประชาชน ไม่ใช่เพื่ออุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้น น้ำที่ศูนย์ข้อมูล Google ขอใช้คือน้ำประปาที่ผ่านการบำบัดแล้ว (Treated potable water) ที่ควรเป็นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน
อาหมัด ไฟซาล อับดุล ราห์มาน (Ahmad Faizal Abdul Rahman) ซีอีโอของคณะกรรมการบริการน้ำแห่งชาติ (SPAN) หนึ่งในกลุ่มผู้วิจารณ์ปัญหาการใช้ทรัพยากรของศูนย์ข้อมูลให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า วัตถุประสงค์หลักของน้ำประปาที่ผ่านการบำบัดคือเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน การจัดสรรน้ำสะอาดปริมาณมหาศาลไปให้ภาคอุตสาหกรรม ย่อมกระทบความมั่นคงด้านน้ำของชุมชนแน่นอน
สลังงอร์มีประวัติเรื่องปัญหาน้ำกินน้ำใช้มาในอดีต ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ชี้ว่า ระหว่างปี 2557–2560 รัฐสลังงอร์คือแชมป์ประเทศที่มีปัญหาน้ำประปาหยุดชะงักโดยไม่ได้วางแผนสูงถึง 265,951 ครั้งจาก 558,188 ครั้งทั่วประเทศ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมสภาพและการแย่งใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม
Google ส่งข้อความตอบคำถามของเบอร์นามาผ่านจอร์โจ ฟอร์ทูนาโต (Giorgio Fortunato) หัวหน้าฝ่ายพลังงานสะอาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุว่าบริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงและพยายามเลี่ยงการพึ่งพาน้ำจืดด้วยการมองหาแหล่งน้ำทางเลือก เช่น น้ำรีไซเคิล หรือน้ำอุตสาหกรรม แต่เช่นเดียวกับคำชี้แจงจากบริษัทใหญ่ต่อคำถามของสื่อ Google ตอบคำถามอย่างคลุมเครือและไม่ได้ให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจงสำหรับศูนย์ข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำและไฟฟ้าที่จะใช้ในสลังงอร์
แรงกดดันทางการเมืองทำให้รัฐบาลต้องเริ่มปรับท่าที ในการตอบกระทู้ถามในรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ อันวาร์กล่าวว่า ถึงทรัพยากรจะเพียงพอสำหรับโครงการศูนย์ข้อมูลที่อนุมัติไปแล้ว แต่รัฐบาลได้เริ่มจำกัดการเข้ามาลงทุนของศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI แล้ว
“หากโครงการใดสร้างประโยชน์ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและการพัฒนา AI ก็จะได้รับการอนุมัติง่ายกว่า ดังนั้น คำขอใหม่ทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI ได้ถูกระงับไว้แล้ว” เขากล่าว
อันวาร์ให้คำสัญญาเบาๆ เรื่องอนาคต แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจของประชาชนมากกว่าคือโครงการปัจจุบัน ดังเช่นความรู้สึกของ โมฮัมหมัด ฟาริส โมฮัมหมัด ราซาลี (Mohd Faris Mohd Razali) ผู้อยู่อาศัยในโครงการ Elmina Green ใกล้กับที่ตั้งศูนย์ข้อมูลของ Google ที่กลัวว่าโครงการศูนย์ข้อมูลจะมาเบียดบังทรัพยากรน้ำของคนในพื้นที่
“จากประสบการณ์ของผม สลังงอร์เป็นรัฐหนึ่งที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ ผมเกรงว่าความต้องการของเมกะโปรเจกต์จะได้รับความสำคัญกว่า (ความต้องการของชาวบ้าน) เพราะอาจได้รับหลักประกัน (จากรัฐบาล) ว่าจะไม่ขาดน้ำและไฟฟ้าในการกระกอบการ”
มาเลเซียอาจต้องใช้เวลา 10-20 ปีที่จะรู้ว่าผลกระทบด้านทรัพยากรจากโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นหรือไม่ และผู้ที่จะได้รับผลจากความ ‘คุ้มไม่คุ้ม’ คือคนรุ่นต่อไป
เอกสารประกอบ
https://www.aims.com.my/insights/malaysia-ai-data-centre
https://arxiv.org/abs/2606.25095?utm_source=chatgpt.com
https://en.wikipedia.org/wiki/2026_Iran_war?utm
https://www.washingtonpost.com/opinions/2025/07/22/data-center-ai-middle-east/?utm
https://www.rand.org/pubs/research_reports/RRA3572-1.html
https://garasi.bernama.com/stories/can-selangor-handle-the-data-centre-boom?utm
https://www.malaysiakini.com/news/777148
https://apnews.com/article/malaysia-google-investment-94764341b721e1c1f3fb2d607604f011
https://www.bernama.com/en/news.php?id=2526940&utm