อีสานโพลเผยเศรษฐกิจ Q3 อ่วม คาด Q4 ก็ไม่ฟื้น ให้คะแนนทีมศก.ไม่ถึงครึ่ง

Published on 11 ต.ค. 2026

อีสานโพลเผยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ยังอ่วม  คาดไตรมาส 4 ก็ยังไม่ฟื้น พร้อมให้คะแนน ครม.เศรษฐกิจรัฐบาล  4.85 จากคะแนนเต็ม 10 และไทยช่วยไทยพลัสช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับที่พอใจ

11 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่องภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 3 ปี 2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4 พบว่า เศรษฐกิจครัวเรือนอีสานยังคงเปราะบาง ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูง ขณะที่รายได้และกำลังซื้อยังไม่กระเตื้อง โดยให้คะแนนภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 3 เพียง 4.78 จาก 10 และคาดว่าไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 4.80 คะแนน แทบไม่ต่างจากเดิม สะท้อนว่าประชาชนยังไม่คาดหวังว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของครัวเรือนจะดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่เหลือของปี

รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มข.และหัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ยังต้องการเห็นรายได้และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งให้ความสำคัญในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4 – 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,082 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด โดยจากการสอบถามในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในเรื่องใดมากที่สุด อันดับหนึ่งคือค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 26.7 รองลงมาคือรายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 15.8 ต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลลิตไม่ดี ร้อยละ 15.3 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 12.5 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.8 ตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 6.8 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 3.5 ขณะที่ร้อยละ 9.6 ระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ภาพรวมชี้ว่าแรงกดดันด้านค่าครองชีพเกิดควบคู่กับข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือน และหากรายได้ครัวเรือนยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า กลุ่มผู้ตอบที่มีสัดส่วนมากที่สุด ร้อยละ 36.9 ระบุว่าจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รองลงมาคือใช้เงินออมหรือขายทรัพย์สิน ร้อยละ 18.5 หารายได้เสริมหรือทำงานเพิ่ม ร้อยละ 16.6 กู้เงินในระบบ เช่น ธนาคารหรือสหกรณ์ ร้อยละ 11.1 กู้ยืมจากญาติหรือคนรู้จัก ร้อยละ 8.2 เลื่อนหรือหยุดชำระหนี้บางส่วน ร้อยละ 4.9 และกู้เงินนอกระบบ ร้อยละ 3.8 แม้คนส่วนใหญ่ยังเลือกปรับรายจ่ายก่อน แต่สัดส่วนที่ต้องใช้เงินออม ขายทรัพย์สิน หรือพึ่งการกู้ยืมยังสะท้อนความเปราะบางด้านสภาพคล่องของครัวเรือน

“เมื่อถามถึงความกังวลในช่วง 3 เดือนข้างหน้า พบว่าอันดับหนึ่งยังคงเป็นค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.5 รองลงมาคือต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลผลิตไม่ดี ร้อยละ 15.9 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 15.6 รายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 13.2 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.5  และตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 8.4 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 4.2  ขณะที่ร้อยละ 7.5 ระบุว่าไม่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านค่าครองชีพ รายได้ และภาคเกษตรยังเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลแก่ครัวเรือน เมื่อสอบถามถึงภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินโดยรวมของครัวเรือนในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.78 จาก 10 สะท้อนว่าครัวเรือนโดยรวมประเมินภาวะเศรษฐกิจของตนอยู่บริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่สำหรับการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 4 (1 ต.ค. – 31 ธ.ค.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.80 จาก 10 โดยสูงกว่าไตรมาส 3 เพียง 0.02 สะท้อนว่าผู้ตอบแบบสำรวจยังไม่คาดหวังการฟื้นตัวของฐานะเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างชัดเจน”

รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่าเมื่อถามว่าปัญหาเศรษฐกิจใดที่อยากให้รัฐบาลแก้ให้เร็วที่สุด อันดับหนึ่งคือของแพงและค่าครองชีพสูง ร้อยละ 30.6 รองลงมาคือเศรษฐกิจซบเซาหรือกำลังซื้อและยอดขายลดลงร้อยละ 14.1 ปุ๋ยแพงหรือต้นทุนเกษตรสูง ร้อยละ 12.3 ค่าแรงต่ำหรือรายได้ไม่พอ ร้อยละ 11.0  ราคาพลังงานแพง ร้อยละ 11.0 ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 6.7 หนี้สินครัวเรือนหรือหนี้นอกระบบ ร้อยละ 5.9 ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ร้อยละ 3.3  หางานยากและงานไม่มั่นคง ร้อยละ 3.0 และดอกเบี้ยสูงและเข้าถึงสินเชื่อยาก ร้อยละ 2.0  ผลสำรวจจึงชี้ว่ามาตรการเร่งด่วนควรให้ความสำคัญทั้งด้านค่าครองชีพ เศรษฐกิจซบเซา ต้นทุนการผลิต และรายได้ของครัวเรือนด้านความพึงพอใจต่อการใช้งบประมาณของรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ร้อยละ 35.7 ค่อนข้างพอใจ และร้อยละ 8.2 พอใจมาก ขณะที่ร้อยละ 13.5 ค่อนข้างไม่พอใจ และร้อยละ 4.4 ไม่พอใจมาก กล่าวได้ว่ากลุ่มที่พอใจรวมกันมีร้อยละ 43.9 สูงกว่ากลุ่มที่ไม่พอใจร้อยละ 17.9 แต่ยังมีกลุ่มที่ตอบว่าเฉย ๆ ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 38.2 จึงยังมีพื้นที่ให้รัฐบาลทำให้ผลของมาตรการชัดเจนและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ขณะที่คะแนนผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) เฉลี่ยอยู่ที่ 4.85 จาก 10 โดยผู้ให้คะแนน 0 (แย่มาก) มีร้อยละ 5.3 ภาพรวมสะท้อนว่าประชาชนยังประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจบริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่

“เมื่อถามว่ากระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจใดมีผลงานโดดเด่นที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 34.7 ระบุว่ายังไม่เห็นหน่วยงานใดโดดเด่น รองลงมาคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยละ 15.4 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 11.5 กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 11.3 และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 7.4 ส่วนกระทรวงแรงงาน การคลัง อุตสาหกรรม พลังงาน และคมนาคมได้รับการระบุน้อยกว่าร้อยละ 5.0 ผลดังกล่าวชี้ว่าการรับรู้ผลงานของหน่วยงานเศรษฐกิจยังไม่เด่นชัดในสายตาประชาชนจำนวนมาก

เพิ่มเพื่อน