[Review] Penthouse Bar + Grill เปิดบทใหม่กับ Chef Tomoya Sugizaki: สัมผัส Steakhouse ระดับเวิลด์คลาส พร้อม Beef Tasting Experience ที่รวม Wagyu A5 จากญี่ปุ่นและ ICON XB จากออสเตรเลีย พร้อมเครื่องดื่มใหม่ ณ Park Hyatt Bangkok - Kinandleisure

Published on 18 ก.ย. 2026

The Vibes

สัมผัสแรกเมื่อก้าวเข้าสู่ The Grill โซนสเต๊กเฮาส์ของ Penthouse Bar + Grill คือความตื่นตาตื่นใจผสานกลิ่นอายความเท่สไตล์ ArtDeco/Mid-Centuryได้อย่างมีชั้นเชิง ให้ความรู้สึกขรึมและมีเสน่ห์ แต่แฝงด้วยความสนุกสนาน มี elements ที่ surprise ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อน คอปเปอร์ และไม้แกะสลัก layout อบอุ่นและเป็นกันเอง ราวกับเราได้รับเชิญมาร่วมงานปาร์ตี้ส่วนตัวในห้องเพนต์เฮาส์สุดหรูของเพื่อนสนิท

ต้อนรับเราตั้งแต่หน้าประตูด้วยเอกลักษณ์สะดุดตาอย่าง มอเตอร์ไซค์ Royal Enfield สุดคลาสสิก หัวใจสำคัญของโซนนี้คือ “Open Kitchen” หรือครัวเปิดอันเปี่ยมไปด้วยพลังและชีวิตชีวา ที่เปิดโอกาสให้สายตาได้เพลิดเพลินไปกับทุกท่วงท่าของทีมเชฟ เสียงฉ่าของเนื้อบนเตาย่าง เปลวไฟที่ลุกโชน และกลิ่นหอมอบอวลของการย่างสดใหม่ เผยให้เห็นศิลปะแห่งการปรุงอาหารอย่างใกล้ชิด ทั้งการรังสรรค์เนื้อเกรดพรีเมียมและอาหารทะเลชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลกอย่างพิถีพิถันและเต็มไปด้วยความหลงใหล

ผู้อยู่เบื้องหลังรสชาติ: เชฟโทโมยะ ซูกิซากิ (Chef Tomoya Sugizaki)

ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยและมิติอันลุ่มลึกของทุกจานคือ เชฟโทโมยะ ซูกิซากิ (Chef Tomoya Sugizaki) เชฟมากฝีมือผู้สั่งสมประสบการณ์อันยาวนานกว่า 20 ปี จากโรงแรมระดับตำนานอย่าง Park Hyatt Tokyo พร้อมพกพาดีกรีระดับเวิลด์คลาสอย่างรางวัลชนะเลิศ Asia Pacific Good Taste Series 2018 Champion มาเป็นเครื่องการันตีฝีมือ

เชฟโทโมยะนำเอาเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาสู่ Penthouse Bar + Grill ด้วยการหลอมรวม ศาสตร์การย่างแบบสเต๊กเฮาส์คลาสสิก” เข้ากับ จิตวิญญาณและความพิถีพิถันในแบบฉบับญี่ปุ่น” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ความคลั่งไคล้ในการคัดสรรวัตถุดิบเนื้อวัวและซีฟู้ดระดับท็อปจากทั่วโลก การคุมอุณหภูมิความร้อนและเวลาบนเตาย่างอย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร ไปจนถึงการบาลานซ์รสชาติอันนุ่มนวล ทุกจานที่เชฟสร้างสรรค์จึงไม่ใช่แค่สเต๊กทั่วไป แต่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ของการรับประทานอาหาร

The Grill Experience

Amuse Bouche

สำหรับคำแรกก่อนดื่มด่ำไปกับเนื้อ เชฟต้อนรับเราด้วย Caviar แบบ traditional ตกแต่งมาอย่างสวยงามให้เป็นเครื่องหมายการันตีและคำสัญญาจากเชฟว่า ค่ำคืนนี้จะเป็นมื้ออาหารที่สุดแสนประทับใจ คำแรกต้อนรับความหรูหราด้วย Amuse Bouche คาเวียร์เม็ดกลมโตสีดำเงางาม วางทับบนแผ่นแป้งทอดกรอบนอกนุ่มในสไตล์บลินี (Blini) แต่งหน้าด้วยครีมเนื้อเนียนละมุนและดอกไม้กินได้สีขาวบริสุทธิ์ แป้งสีทองอบอุ่นตัดกับเม็ดคาเวียร์สีดำประกายมุก และแต้มด้วยความเขียวของสมุนไพรพร้อมดอกไม้ขาว หอมกลิ่นเนยบาง ๆ จากตัวแป้ง ผสานกลิ่นไอทะเลเค็มละมุน (Oceanic briny notes) จากคาเวียร์ ความเค็มมันระเบิดในปากของคาเวียร์ ตัดกับความนุ่มนวลครีมมี่และแป้งหอมเนยได้อย่างลงตัว กรุบกรอบเล็กน้อยจากไข่คาเวียร์ที่แตกในปาก ผสานความนุ่มละมุนของครีมและแป้ง

Homemade Sourdough

ขนมปัง Sourdough อบใหม่ร้อนๆ ผิวนอกกรอบกริบ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มกำลังดี กลิ่นหอมธรรมชาติ เสิร์ฟพร้อมเนยเนื้อเนียน เสริมความเพลิดเพลินก่อนเข้าสู่จานถัดไป รับประทานร้อน ๆ อร่อยมาก ต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้กินมากเกินก่อนจะถึงจานหลัก  

Appetizers

King Crab Waldorf Salad

Waldorf Salad ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1893 โดย Oscar Tschirky ดั้งเดิมสูตรนี้มีเพียงแอปเปิล เซเลอรี และมายองเนส ก่อนที่ถั่ววอลนัทจะถูกเพิ่มเข้ามาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ในปี 1928 สำหรับเวอร์ชันของ Penthouse นั้น เชฟได้ยกระดับสลัดระดับตำนานให้ดีขึ้นไปอีกขั้น

โดยเชฟนำเสนอ Celeriac Remoulade (เซเลอริแอคซอยหมักซอสสไตล์ฝรั่งเศส) ผสมผสานอย่างลงตัวกับ Endive (ผักเอ็นไดฟ์), Walnuts กรุบกรอบ และ Honey Vinaigrette ก่อนจะท็อปด้วยเนื้อกั้งหรือปูพรีเมียมอย่าง King Crab ชิ้นโตเนื้อหวานฉ่ำ รสชาติมีความซับซ้อนและมีมิติอย่างยิ่ง ความขมปลายลิ้นเล็กๆ จาก Endive ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร (Appetite Cleaner) ได้เป็นอย่างดี โดยไม่กลบรสชาติหลัก เพราะได้ความหวานธรรมชาติจากเนื้อ King Crab และความนุ่มนวลจาก Honey Vinaigrette มาช่วยสมานรสชาติให้กลมกล่อม ละมุนลิ้น

Foie gras Terrine

Foie gras terrine เสิร์ฟพร้อมกับขนมปัง เนื้อฟัวกราส์รสชาติเข้มข้น กับขนมปังบริยอชที่ปิ้งมาหอมกลิ่นถ่านอ่อน ๆ เรียกน้ำย่อย ความมันและเนื้อสัมผัสอันเข้มข้นเนียนนุ่มของตับห่าน เมื่อทานคู่กับบริยอชปิ้งหอมกลิ่นถ่าน

และตัดรสด้วยความเปรี้ยวสดชื่นของแอปเปิลและเชอร์รี ช่วยตัดความเลี่ยนได้อย่างยอดเยี่ยม ถือเป็นจานเปิดสัมผัสลิ้นที่เข้ากับบรรยากาศสเต๊กเฮาส์ได้อย่างดีเยี่ยม

Soup

Onion Soup

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม Onion Soup ถึงเป็นซุปคู่ steakhouse ซึ่งความลับคือ “สต๊อกเนื้อวัว” เรื่องเล่ามีอยู่ว่าเดิมทีซุปหัวหอมถือกำเนิดขึ้นในตลาด Les Halles กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเป็นอาหารของคนใช้แรงงานและผู้ท่องราตรีที่ต้องการอาหารอุ่นๆ ย่อยง่ายหลังดึกดื่น แต่เหตุผลที่ซุปหัวหอมกลายมาเป็น เมนูคู่บุญของสเต๊กเฮาส์ทั่วโลก” นั่นเพราะการทำซุปหัวหอมให้อร่อย จำเป็นต้องใช้ น้ำสต๊อกเนื้อวัว” (Beef Broth/Consommé) ที่เข้มข้น ซึ่งสเต๊กเฮาส์ชั้นดีมักจะมีน้ำสต๊อกเนื้อจากการเคี่ยวโครงกระดูกและเศษเนื้อคุณภาพสูงอยู่เสมอ ดังนั้น Onion Soup จึงกลายมาเป็นซุปธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ของสเต๊กเฮาส์ในการแสดงฝีมือการทำน้ำสต๊อกเนื้อชั้นเลิศ

ที่ The Grill Penthouse นี้เสิร์ฟสไตล์คลาสสิกดั้งเดิม รสชาติกลมกล่อมเข้มข้นจากการเคี่ยวหัวหอมจนเป็นสีน้ำตาลทองหวานธรรมชาติ โปะหน้าด้วยชีสแน่นๆ เยิ้มๆ ที่นำไปกราบแต้มจนเป็นสีน้ำตาลหอมเย้ายวนใจ

Main Course

สำหรับ steak houses แน่นอน main course ก็ต้องเป็นเนื้อ ซึ่งสำหรับคนที่ตัดสินใจเลือกยากเราขอแนะนำ Beef Tasting Experience ที่ Penthouse นำเสนอเนื้อชั้นเลิศจากสองซีกโลก นั่นคือOguma Wagyu จากญี่ปุ่น และ ICON XB จาก ออสเตรเลีย

ใน Beef Platter ประกอบด้วย ICON XB tenderloin (160 g), ICON XB ribeye (350 g), Oguma Striploin Wagyu A5 (160g) และ bone marrow (Thai-Chrolais Beef)  ซึ่งทุกตัวมีความพิเศษ

เริ่มจากเนื้อ ICON XB ซึ่งผลิตโดย Paradigm Foods ฟาร์มเนื้อระดับ Super Premium ของออสเตรเลีย “XB” ย่อมาจาก Crossbred หรือการผสมข้ามสายพันธุ์อย่างพิถีพิถัน ระหว่างพ่อพันธุ์ Fullblood Wagyu (สายเลือดแท้ Genetics สายพันธุ์ Tajima จากญี่ปุ่น) เข้ากับแม่พันธุ์ Angus คุณภาพสูงของออสเตรเลีย ขุนด้วยธัญพืช (Grain-Fed) นานกว่า 12 เดือน ทำให้เกิดเนื้อที่ดึงเอาข้อดีของสองโลกมาไว้ด้วยกัน นั่นคือได้ความหอม ชุ่มฉ่ำ ลายไขมันแทรก (Marbling) ละมุนแบบวากิวญี่ปุ่น แต่ยังคงได้รสชาติความเข้มข้นของเนื้อวัว (Beefy Flavor) อันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อสายพันธุ์ออสเตรเลีย จานนี้เราชอบ Ribeye เป็นพิเศษถึงแม้ชิ้นใหญ่แต่มีไขมันแทรกกำลังดี ชุ่มฉ่ำ พรีเมียมมาก ๆ ส่วนเรื่องการย่างของเชฟนั้นหายห่วง ความสุกกำลังดีทั่วกันทั้งชิ้น

ส่วนเนื้อ Oguma Striploin เป็นเนื้อวากิวสายพันธุ์แท้ (Kuroge Washu) ส่งตรงจากจังหวัดไซตามะ (Saitama) ประเทศญี่ปุ่น ความพิเศษสุดโดดเด่นคือการเลี้ยงดูและขุนด้วยอาหารธัญพืชอย่างยาวนานถึง 550 วัน (Grain-fed for 550 days) ซึ่งยาวนานกว่ามาตรฐานทั่วไป ทำให้เนื้อมีไขมันแทรกละเอียดราวกับหิมะ (A5 Marbling) ให้สัมผัสที่ นุ่มละลายในปาก” รสชาติความหอมหวานของไขมันวากิวแท้จะกระจายทั่วทั้งลิ้น เป็นประสบการณ์การทานเนื้อ A5 ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

ส่วน bone marrow เป็นไขกระดูกวัวสายพันธุ์ไทย-ชาโรเลส์ ย่างมาจนหอมมัน รสชาติเข้มข้น นำมาตักท็อปบนเนื้อสเต๊กเพิ่มความฉ่ำมันและความอูมามิได้อย่างเหนือชั้น อสแบร์เนสเป็นซอสฝรั่งเศสคลาสสิกที่ทำจากเนยใส ไข่แดง น้ำส้มสายชูหมัก ตะไคร้ฝรั่ง (Tarragon) และหอมแดง ซึ่งจัดเป็นซอสที่ทำยากและต้องอาศัยเทคนิคการคุมอุณหภูมิขั้นสูง จึงไม่ค่อยพบเห็นในสเต๊กเฮาส์ทั่วไปง่ายนัก รสชาติเปรี้ยวละมุนผสมกลิ่นหอมของสมุนไพรของซอสนี้ ช่วยชูรสชาติของเนื้อสเต๊กย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เสิร์ฟพร้อมกับ sauce Bearnaise, Chimichurri, Paris Mushroom, และน้ำจิ้มแจ่ว เพื่อให้ได้ลองหลากหลาย สำหรับซอสที่เริดว่าพิเศษ คือ Bernaise ซึ่งไม่ค่อยได้เสิร์ฟใน steakhouse อื่น

Side dishes ต่าง ๆ ก็ทำออกมาพิเศษไม่แพ้กัน Grilled Aspragarus หน่อไม้ฝรั่งคัดพิเศษ เนื้อสัมผัสภายในยังคงความกรอบ ฉ่ำน้ำ และหวานธรรมชาติ ปรุงรสด้วยเกลือทะเลและน้ำมันมะกอกพรีเมียม ความสดกรอบนี้ช่วยตัดความมันของเนื้อวากิวและคืนความสดชื่นให้ลิ้นได้อย่างยอดเยี่ยม

Brussels Sprout ผัดในกระทะด้วยความร้อนสูงจนผิวนอกกรอบ หอมกลิ่นกระทะ (Wok-hei) และกลิ่นไหม้อ่อนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ให้รสสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน, Mashed potatoes นบดสูตรคลาสสิกสไตล์ฝรั่งเศสระดับตำนาน ที่เชฟบดและกรองผ่านตะแกรงอย่างละเมียดละไม ผสมผสานกับเนยพรีเมียมและครีมสดในสัดส่วนทองคำ จนได้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มระดับเนื้อกำมะหยี่ (Velvety Texture)

Desserts

ของหวานก็ทำให้เราประทับใจไม่แพ้กัน Bake Alaska Flambee’ ภายในเป็น ไอศกรีม Raspberry Chocolate และ Vanilla ซึ่งจะเสิร์ฟแบบ Flambee เปลือกนอกสวยงาม เมนู Baked Alaska นี้ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเฉลิมฉลองการที่สหรัฐอเมริกาซื้อดินแดนอะแลสกาจากรัสเซีย

จุดเด่นคือการใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์อาหาร โดยนำเมอแร็งก์มาเป็นฉนวนกันความร้อนไม่ให้ไอศกรีมข้างในละลายเมื่อนำไปอบหรือจุดไฟ เป็นเมนูของหวานคลาสสิกที่ Penthouse นำมาถ่ายทอดได้อย่างโชว์สเต็ปน่าประทับใจ ฉากที่เปลือกนอกค่อย ๆ ละลายออกมา กับเปลวไฟสีน้ำเงินสวยงามมาก

Wine ที่สั่งมาดื่มคู่กับอาหาร

รีวิวไวน์แพริ่งสุดหรู Fine DiningExport

เปิดคัมภีร์ Wine Pairing ดินเนอร์มื้อพิเศษ: รีวิวไวน์ 4 ตัว จับคู่เมนู Fine Dining ขั้นสุดยอด

ถ้าคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการจัดดินเนอร์มื้อหรู หรืออยากรู้ว่าไวน์ตัวโปรดจะไปได้ดีแค่ไหนกับอาหารระดับพรีเมียม วันนี้เราพาทุกคนมาเปิดขวด ดื่มด่ำ และซึมซับกับค่ำคืนแห่งการจับคู่ไวน์และอาหาร (Wine Pairing) ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน บอกเลยว่าครบเครื่องเรื่อง กลิ่น สี รส และสัมผัส แบบคำต่อคำ พร้อมเสิร์ฟความฟินให้สายกินและสายไวน์ได้ตามรอยกันครับ!

ไวน์ตัวที่ 1: เปิดหัวด้วยความสดชื่นระดับตำนาน — Ruinart Champagne Rosé Brut

เพื่อเปิดฉากค่ำคืน เราเลือกเปิดด้วยแชมเปญโรเซ่ระดับไอคอนอย่าง Ruinart Rosé Brut ที่ทำหน้าที่เปิดต่อมรับรสได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อจับคู่กับคำเปิดอย่าง Amuse Bouche คาเวียร์

สีชมพูพีชอ่อนใสประกายทองแดง สดใสและระยิบระยับในแก้ว หอมฟุ้งด้วยกลิ่นตระกูลเบอร์รี่แดงสด เช่น ราสเบอร์รี่ เชอร์รี่แดง และส้มโอชมพู แซมด้วยกลิ่นขนมปังบรีออชปิ้งหอมกรุ่น สดชื่น มีชีวิตชีวา ความเป็นกรด (Acidity) สูงกำลังดีช่วยตัดความมันของครีมบนแป้งบลินีได้อย่างสะอาดปาก มีรสสัมผัสของผลไม้ตระกูลส้มและทับทิมชัดเจน ฟองละเอียดนุ่มละมุน (Fine bubbles) พลุ่งพล่านเต็มเพดานปาก ให้ความรู้สึกสดชื่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน

ไวน์ตัวที่ 2: ความคมชัดและแร่ธาตุแห่ง Chablis — Domaine Laroche Saint-Martin Chablis 2024

เข้าสู่ช่วงเรียกน้ำย่อยและเมนูอาหารทะเลกับซุปหอม ๆ อย่าง King Crab Waldorf Salad, Foie Gras Terrine และ Onion Soup ไวน์ขาวที่ตอบโจทย์ที่สุดต้องยกให้ Domaine Laroche Saint-Martin Chablis 2024 ตัวนี้เลยครับ

สีเหลืองฟางข้าวอ่อนใสสะท้อนประกายเขียวเข้มบริสุทธิ์ ดูสะอาดตา โดดเด่นด้วยกลิ่นหินฟลินท์ (Flinty minerality) เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชับลีส์ ผสมผสานกับกลิ่นแอปเปิ้ลเขียว เลมอนเซสต์ และดอกไม้ขาว คมกริบ สดชื่น (Crisp and bone-dry) มีความเปรี้ยวสดใสที่ช่วยตัดเลี่ยนจาก Foie Gras Terrine เนื้อเนียนนุ่ม และเสริมความหวานธรรมชาติของเนื้อปู King Crab ในสลัดได้อย่างยอดเยี่ยม บอดี้ปานกลาง มีความกระชับ ทิ้งรสสัมผัสแร่ธาตุ (Chalky minerality) ไว้ที่ปลายลิ้นอย่างยาวนาน

ไวน์ตัวที่ 3: ความซับซ้อนสไตล์สเปน — Marqués de Murrieta Rioja 2020

ขยับเข้าสู่จานหลัก (Main Course) เซ็ตเนื้อย่างพรีเมียมที่จัดเต็มทั้ง ICON XB tenderloin (160g), ICON XB ribeye (350g), Oguma Striploin Wagyu A5 (160g) และ Bone Marrow (Thai-Charolais Beef) เราเปิดประเดิมด้วยไวน์แดงสเปนชั้นเลิศ Marqués de Murrieta Rioja 2020

สีแดงทับทิมเข้มข้น ลึกล้ำ น่าค้นหา ซับซ้อนและหรูหรา อบอวลด้วยกลิ่นผลไม้ดำสุกงอม (แบล็กเบอร์รี่ พลับดำ) ผสมกลิ่นวานิลลา อบเชย ยาสูบ และกลิ่นโอ๊กจากการบ่มอย่างพิถีพิถัน ผลไม้สุกเด่นชัด ผสานกับความเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศและกลิ่นดิน มีความบาลานซ์ระหว่างกรดและรสชาติเข้มข้นของเนื้อแดงย่าง โดยเฉพาะเมื่อทานคู่กับ ICON XB Ribeye และ Bone Marrow ที่มีความฉ่ำมัน ไวน์ตัวนี้ช่วยตัดเลี่ยนและดึงความหวานของไขกระดูกออกมาได้อย่างสุดยอด แทนนิน (Tannins) หนาแน่นแต่นุ่มเนียนดั่งแพรไหม (Velvety tannins) ทิ้งรสสัมผัสอบอุ่นยาวนานในคอ

ไวน์ตัวที่ 4: ความสง่างามจากฝั่งบอร์โดซ์ — Château Macquin Saint-Georges-Saint-Émilion 2022

ปิดท้ายค่ำคืนด้วยไวน์แดงฝั่งขวาของบอร์โดซ์ (Right Bank Bordeaux) อย่าง Château Macquin Saint-Georges-Saint-Émilion 2022 ที่เกิดมาเพื่อคู่กับเนื้อวากิวระดับ A5 และเนื้อเทนเดอร์ลอยน์นุ่ม ๆ

สีแดงเข้มทับทิมทึบแสง แสดงถึงความเข้มข้นและอายุของไวน์ หอมกลิ่นแบล็กเคอร์แรนต์ พลัมดำสุก ดอกไวโอเล็ต พร้อมกลิ่นควันจาง ๆ และซีดาร์ รสชาติเข้มข้นแต่กลมกล่อม มีความดาร์กช็อกโกแลตและเอสเพรสโซ่ปลาย ๆ เข้ากันได้ดีเยี่ยมกับความละลายในปากของ Oguma Striploin Wagyu A5 และความนุ่มละมุนไร้ที่ติของ ICON XB Tenderloin โครงสร้างแน่นหนา (Full-bodied) แทนนินนุ่มละมุนและมีความเคี้ยวหนึบเล็กน้อย ให้ฟิลลิ่งความหรูหราเต็มอิ่มในคำสุดท้ายของค่ำคืน

มื้อนี้เป็นการผสมผสานระหว่าง Fine Dining และ Wine Pairing ที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ ตั้งแต่ความสดชื่นของแชมเปญและชับลีส์ที่ช่วยเปิดทางให้อาหารเรียกน้ำย่อย ไปจนถึงพลังและความซับซ้อนของไวน์แดงทั้งสองตัวที่โอบอุ้มความฉ่ำและมันของเนื้อพรีเมียมได้อย่างทรงพลัง ใครที่กำลังมองหาไอเดียจัดดินเนอร์ ลองนำเซ็ตนี้ไปปรับใช้ดูรับรองว่าประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอนครับ

Bars

นอกจากอาหารชั้นเลิศแล้วเราขอแนะนำว่าขออย่าลืมแบ่งเวลาไปเยี่ยมของ Bars ของ Penthouse ที่พิเศษไม่แพ้กัน ข่วง Golden hour เราขอแนะนำ Rooftop Bar ที่เทควิวย่าน CBD ของกรุงเทพ ไว้ได้อย่างลงตัว เมื่อได้จิบ cocktail บนนี้ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและหรูหรา

Rooftop Bar Cocktails

เครื่องดื่ม signature ที่ให้เลือกหลายหลายตามความชอบ ซึ่งรังสรรค์ขึ้นใหม่หลังการประจำการของเชฟ ทำให้ทุกแก้วมีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น

Anko Chan

เครื่องดื่มสีหวานสดใสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากขนมหวานญี่ปุ่นยอดฮิตอย่าง “Strawberry Daifuku” เชฟรังสรรค์โดยใช้เบสเป็นวิสกี้ที่นำมาผสมผสานกับไซรัปถั่วแดงและสตรอว์เบอร์รีสด รสสัมผัสมีความนุ่มนวล ดื่มง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ แฝงความหวานหอมและรสขมปลายลิ้นเพียงเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเหมือน คุณหนูที่มาพักผ่อนจิบเครื่องดื่มเบาๆ ยามเย็น เสิร์ฟคู่กับสตรอว์เบอร์รีสดรสหวานฉ่ำ ถือเป็นแก้วเปิดหัวค่ำคืนที่สร้างความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

Mochi Mochi

อีกหนึ่งแก้วเรโทรที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยการนำเอา Bread-infused Whisky (วิสกี้หมักกลิ่นอายขนมปังอบ) มาจับคู่กับ Barley Honey Tea (ชาข้าวบาร์เลย์ผสมน้ำผึ้ง) และเพิ่มความหอมมันนุ่มนวลด้วย Pistachio Syrup เติมความซ่าสดชื่นด้วยโซดา เกิดเป็นค็อกเทลที่มีมิติรสชาติหอมมัน นุ่มนวล ละมุนลิ้น แต่ยังคงความโปร่งเบา เหมาะกับการจิบรับลมชมวิวเมืองอย่างที่สุด

Cocktails Bar

หลังจากอิ่มเอมกับมื้อดินเนอร์สุดพิเศษ การเคลื่อนย้ายลงมายังโซน Cocktail Bar ด้านในคือบทสรุปค่ำคืนที่สมบูรณ์แบบ ท่ามกลางบรรยากาศสไตล์สปีคอีซี่ขรึมเท่ และเสียงดนตรีสดจาก Live Band ที่ขับขานบทเพลงคลาสสิกอันคุ้นเคย ช่วยสร้างความอบอุ่น ละมุนอารมณ์ และชวนให้นึกถึงความทรงจำดีๆ

สำหรับ signature cocktail ของ cocktail bar แห่งนี้เราขอแนะนำ

Jasmine

แก้วนี้ได้แรงดับดาลใขจาก Pagoda Mirage  signature art piece ของโรมแรม Park Hyatt ที่เป็นสักขีพยานความรักของคู่รักหลายคู่ แก้วสามเหลี่ยมวางลง bowl น้ำแข็งมาอย่างสวยงาม ตัว cocktail เป็น Tanqueray Gin Infused กับ Jasmine ทำให้แก้วนี้มีความพิเศษเพราะความหอมแบบไทยของมะลิ อโรมาเหมือนจิบชาชั้นดี ที่ช่วยให้ผ่อนคลายอย่างเหลือเชื่อ ส่วนผสมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Lillet Rose, Peach and Honey Cordial, Mezcal และ Lime Juice ก็ช่วยขับรสชาติให้มีความเปรี้ยวหวานลงตัว

Crimson Illusion

ค็อกเทลสีแดงก่ำทรงเสน่ห์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวา “Party” บริเวณล็อบบี้ชั้น 10 ของโรงแรม ตัวเครื่องดื่มถ่ายทอดบรรยากาศความสนุกสนานและมีชีวิตชีวาผ่าน Bulleit Bourbon รสเข้ม และสีแดงอันหรูหราจาก ไวน์ Shiraz แต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นผ่อนคลายของ Lillet Blanc ปิดท้ายด้วยรสสัมผัสหวานอมเปรี้ยวสุดสดชื่นของผลไม้เขตร้อนและสมุนไพร ทั้ง Gojiberry, Honey, Mango และ Passion Fruit เป็นแก้วที่ให้ทั้งความรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนาน แต่เปี่ยมด้วยความละมุนละไมในทุกคำที่จิบ

Design

รีวิวดีไซน์โซนไดนิ่ง Fine DiningExport

ถอดรหัสสถาปัตยกรรมและดีไซน์โซนไดนิ่ง: เมื่อพื้นที่ Fine Dining กลายเป็นศิลปะแห่งสเปซ

พาทุกคนสลัดคราบนักชิมอาหารชั่วคราว แล้วสวมหมวกสถาปนิกพาไปเจาะลึก “งานออกแบบภายใน (Interior Architecture)” ของโซนไดนิ่งสุดหรูแห่งนี้กันครับ บอกเลยว่าเบื้องหลังความอร่อยและบรรยากาศอันน่าหลงใหล ไม่ได้มาจากแค่ฝีมือเชฟหรือขวดไวน์ราคาแพงเท่านั้น แต่เกิดจากการคิดคำนวณเชิงสเปซ (Space Planning) และจิตวิทยาการออกแบบที่แยบยลชนิดที่สถาปนิกซูฮก!

มาดูกันดีกว่าครับว่าในมุมมองของนักออกแบบ พื้นที่โซนนี้ซ่อนองค์ความรู้อะไรไว้บ้าง และทำไมมันถึงส่งเสริมประสบการณ์ดินเนอร์ของคุณให้พุ่งทะยานไปอีกระดับ!

Dining

1. Prospect and Refuge: จิตวิทยาการนั่งที่ให้ทั้งความปลอดภัยและมุมมองแบบพาโนรามา

สิ่งแรกที่สะดุดตาอาจารย์ทันทีเมื่อก้าวเข้าสู่โซนไดนิ่ง คือการจัดวางที่นั่งแบบ Banquette Seating (โซฟาโค้งเข้ามุม) ซึ่งสถาปนิกหยิบยกหลักการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Prospect and Refuge Theory” มาใช้อย่างชาญฉลาด

Refuge (ที่หลบภัย/ความรู้สึกปลอดภัย): การใช้พนักพิงโซฟาโค้งสูงโอบล้อมตัวผู้ใช้งาน ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว ปลอดภัย และมีความเป็นอาณาจักรส่วนตัว (Intimate zone) ในขณะที่กำลังดื่มด่ำกับมื้ออาหาร

Prospect (มุมมองกว้างไกล): แม้จะนั่งอยู่ในมุมที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว แต่แนวระนาบสายตาถูกเปิดโล่งด้วยกระจกบานสูงฟูลไฮต์ (Full-height glazing) ที่เผยให้เห็นทัศนียภาพเส้นขอบฟ้าและตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนได้อย่างเต็มตา

บทวิเคราะห์จากอาจารย์: นี่คือการบาลานซ์ความรู้สึก “อยากหลบมุม” และ “อยากเป็นจุดศูนย์กลางสายตา” ได้อย่างลงตัวที่สุด นั่งแล้วไม่อึดอัด แต่กลับรู้สึกพรีเมียมและทรงพลัง

2. Theatrical Framing: เมื่อ “ห้องครัว” กลายเป็นโรงละครแห่งรสชาติ

ถ้ามองไปที่โซนครัวเปิด (Open Kitchen) ที่ติดตั้งเตาปิ้งย่างพรีเมียมอย่าง KOPA Grill เราจะเห็นการใช้งานแนวคิด Theatrical Framing หรือการจัดกรอบภาพให้การทำอาหารกลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอก

การใช้กรอบหน้ากระจก (Framing): สถาปนิกไม่ได้เปิดครัวโล่งโจ้งอย่างไร้ระเบียบ แต่ใช้กรอบโลหะสีทองเหลืองและผนังหินอ่อนล้อมรอบช่องกระจกใส ทำให้เชฟที่กำลังก้มหน้าก้มตาปรุงเนื้อหรือย่างสเต็กกลายเป็น “นักแสดง” บนเวที

Visual Hierarchy (ลำดับการมองเห็น): แสงไฟเฉพาะจุด (Spotlight) ที่ส่องลงมาบนเคาน์เตอร์ปรุงอาหาร ช่วยดึงดูดสายตา (Focal Point) ของทุกคนในห้องให้พุ่งตรงไปที่กระบวนการทำอาหาร สร้างความตื่นเต้น (Anticipation) ก่อนที่อาหารจะเสิร์ฟถึงโต๊ะ

บทวิเคราะห์จากอาจารย์: นี่คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับกระบวนการผลิต (Consumer-Producer Interaction) ที่ลบความอึดอัดของการนั่งรออาหารในห้องทึบได้อย่างหมดจด

3. Materiality & Tactile Experience: สุนทรียภาพแห่งวัสดุผิวสัมผัส

ความหรูหรา (Luxury) ที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความเงาวับ แต่ 측정 กันที่ความลึกซึ้งของวัสดุ (Materiality) ที่เลือกใช้ในโครงการนี้:

ฝ้าเพดานลายเรขาคณิต (Geometric Parquet Ceiling): การต่อลายไม้บนฝ้าเพดานในรูปแบบ Chevron และ Starburst ไม่เพียงแต่ช่วยซ่อนระบบปรับอากาศและงานระบบวิศวกรรมได้อย่างแนบเนียน แต่ยังสร้าง Rhythm & Scale ให้สเปซดูกว้างและมีมิติเชิงลึก ไม่แบนราบ

พื้นหินอ่อนผสมไม้ (Mixed-Media Flooring): การตัดกันระหว่างลายไม้ปาร์เกต์สีเข้มอุ่นๆ กับลวดลายหินอ่อนธรรมชาติ ช่วยกำหนดเขตการสัญจร (Zoning) และเพิ่มสัมผัสที่หลากหลายใต้ฝ่าเท้า

โลหะสีทองเหลือง (Brass Accents): รายละเอียดของเส้นสายทองเหลืองตามขอบเฟอร์นิเจอร์และโคมไฟ ช่วยสะท้อนแสงไฟในยามเย็นให้เกิดประกายระยิบระยับแบบ Warm Tone ขับเน้นให้บรรยากาศดูอบอุ่นและหรูหราคลาสสิก

4. Lighting Design: ศิลปะการจัดแสงแบบ Layered Lighting เพื่อมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบ

ในเชิงสถาปัตยกรรมแสง (Lighting Architecture) การใช้แสงไฟในห้องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการทำ Layered Lighting:

Ambient Light: แสงสว่างโดยรวมที่นุ่มนวลจากฝ้าเพดานและโคมไฟดีไซน์โมเดิร์นคลาสสิก

Task Light & Accent Light: โคมไฟตั้งโต๊ะขนาดเล็กที่ส่องแสงเฉพาะจานอาหารและแก้วไวน์ ทำให้สีสันของอาหารและไวน์ดูโดดเด่นขึ้นมาทันทีเมื่อยามแสงภายนอกเริ่มมืดลง

การหรี่แสงภายนอกและเน้นแสงเฉพาะจุดที่ตัวบุคคลและอาหาร (Facial and Food Illumination) ทำให้ผู้รับประทานดูโดดเด่น ผิวพรรณเปล่งประกาย และโฟกัสไปที่รสชาติอาหารตรงหน้าได้อย่างเต็มที่

การออกแบบโซนไดนิ่งของร้านนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามฉาบฉวย แต่เป็นผลลัพธ์ของการผสาน Functional Ergonomics (สรีรศาสตร์การใช้งาน), Psychological Comfort (จิตวิทยาความสบายทางพื้นที่) และ Aesthetic Experience เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ใครที่แวะมาทานอาหาร นอกจากจะได้อิ่มท้องกับเนื้อและไวน์ระดับท็อปแล้ว อย่าลืมเงยหน้ามองฝ้าเพดาน หรือสังเกตุมุมมองของสเปซรอบตัว รับรองว่าคุณจะได้อรรถรสความฟินในมุมมองของนักออกแบบเพิ่มขึ้นอีกเป็นกองเลยล่ะคร

เจาะลึกงานดีไซน์ ‘โซนบาร์’ ชั้นบน (Upper Bar Zone) ของรูฟท็อปบาร์และห้องอาหารสุดหรู: สถาปัตยกรรมแห่งแสง เงา และมิติสะท้อนที่ไร้ขีดจำกัด หากโซนไดนิ่งด้านล่างเปรียบเสมือนการจัดวางพื้นที่ที่อบอุ่นและเป็นสัดส่วน (Intimate & Grounded) การก้าวขึ้นสู่ “โซนบาร์” ชั้นลอยด้านบน เปรียบเสมือนการเปิดม่านเข้าสู่ฉากละครอีกองก์หนึ่งที่มีความตื่นเต้น เร้าใจ และเต็มไปด้วยพลังงานแบบ Verticality (แนวดิ่ง) ที่ทรงพลัง ในฐานะกูรูด้านสถาปัตยกรรมและพื้นที่ว่าง (Space) ขอพามาถอดรหัสงานดีไซน์ของบาร์ชั้นบนนี้ผ่านมุมมองเชิงลึกที่ผสานทั้งศาสตร์แห่งโครงสร้าง สุนทรียศาสตร์ และจิตวิทยาของที่ว่างไว้อย่างลงตัว

1. The Mirror Coffered Ceiling: เมื่อฝ้าเพดานกลายเป็น ‘ผืนผ้าใบสะท้อนจักรวาลเมือง’

ไฮไลต์เด็ดที่สะดุดตาตั้งแต่ก้าวแรกคือ Grid Mirror Ceiling (ฝ้าเพดานลายตารางกริดกระจกเงา)

สถาปัตยกรรมแห่งการหลอกตา (Visual Illusion): ดีไซเนอร์เลือกใช้โครงสร้างตาราง (Grid System) ที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบเรขาคณิต (Geometrical Order) แต่ใส่ลูกเล่นด้วยการกรจกเงาและช่องแสงสลับกัน

Infinity Space Effect: การใช้กระจกเงาบนฝ้าเพดานช่วยสร้างภาพสะท้อน (Reflection) ในแนวดิ่ง ทำให้ปริมาตรของห้อง (Volume) ที่มีข้อจำกัดเรื่องความสูง ดูกว้างขวางและลึกล้ำราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แขกที่นั่งจิบค็อกเทลอยู่ด้านล่างจะมองเห็นแสงไฟจากวิวเมือง แสงระยิบระยับจากโคมไฟระย้า (Chandelier) และความเคลื่อนไหวของผู้คนสะท้อนซ้อนกันไปมา เกิดเป็นมิติที่ 4 และ 5 ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

2. Lighting Design & Materiality: จังหวะจะโคนของแสงอุ่นตัดกับความเย็นของมหานคร

การออกแบบแสงสว่าง (Lighting Design) ในโซนนี้ทำได้อย่างแยบยล:

Warm Amber Glow vs. Cool Blue Twilight: แสงไฟสีเหลืองอำพัน (Warm Light) จากโคมไฟดีไซน์ร่วมสมัยและชั้นวางขวดเหล้าทรงโค้ง (Backlit Circular Shelving) ให้ความรู้สึกหรูหรา นุ่มนวล และขับเน้นผิวสัมผัส (Texture) ของวัสดุไม้และหินอ่อน

The Dramatic Contrast: เมื่อแสงไฟสีอุ่นภายในปะทะเข้ากับกระจกบานใหญ่ Full-Height Glass Facade ที่เปิดรับขอบฟ้ามหานครยามค่ำคืนในโทนสีน้ำเงินเข้ม (Twilight Blue) เกิดเป็นความตัดกันของสีอุ่นและสีเย็น (Warm & Cool Contrast) ที่สร้างอารมณ์ความรู้สึก (Mood & Tone) ให้บาร์แห่งนี้ดูเซ็กซี่ มีเสน่ห์ และน่าค้นหา

3. Spatial Flow & Zoning: ความต่อเนื่องของพื้นที่และการจัดวางฟังก์ชัน

The Curved Bar Counter: เคาน์เตอร์บาร์โค้งมนที่ตั้งตระหง่านทำหน้าที่เป็น Social Hub หัวใจหลักของพื้นที่ การใช้รูปทรงโค้ง (Curvilinear Form) ช่วยลดความแข็งกระด้างของโครงสร้างอาคาร สอดรับกับการไหลเวียนของผู้คน (Circulation Flow) ทำให้บาร์เทนเดอร์สามารถปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างทั่วถึง

Acoustics & Live Music Integration: การจัดวางมุมดนตรีสดและเปียโนเคียงคู่กับโซนที่นั่งโซฟาโค้ง (Booth Seating) ช่วยโอบล้อมเสียงเพลงให้ละมุน ไม่ดังจนเกินไป เหมาะกับการสังสรรค์ พูดคุย พร้อมดื่มด่ำกับวิวขอบฟ้ากรุงเทพฯ ผ่านกระจกใสแบบพาโนรามา

โซนบาร์ชั้นบนนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียง “พื้นที่เสิร์ฟเครื่องดื่ม” แต่เป็นงานศิลปะเชิงสถาปัตยกรรมที่เล่นกับ “การรับรู้ของที่ว่าง (Spatial Perception)” ทั้งแสง เงา วัสดุ และการสะท้อน ที่ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างประณีต จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับไอคอนิกที่ตอบโจทย์ทั้งสายไลฟ์สไตล์ สายถ่ายรูป และคนรักงานดีไซน์อย่างแท้จริง!

RoofTop

เปิดประตูสู่ชั้นบนสุดที่เป็น Open-Air Sky Terrace (โซนดาดฟ้ากลางแจ้ง) ซึ่งเปรียบเสมือนไฮไลต์ชิ้นเอกที่ยกระดับประสบการณ์การดื่มด่ำค่ำคืนนี้ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของรูฟท็อปบาร์ทั่วไป ผ่านการผสานงานดีไซน์ที่เต็มไปด้วยรสนิยม

1. Biophilic Rooftop Design: สวนมะกอกกลางฟ้าและความรื่นรมย์แบบเมดิเตอร์เรเนียน

การนำ ต้นมะกอก (Olive Trees) ฟอร์มสวยในกระถางทรงกลมประดับด้วยกรวดหินธรรมชาติ มาจัดวางบนพื้นที่ดาดฟ้าสูงเสียดฟ้า ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานแลนด์สเคปที่ช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของตึกระฟ้า สีเขียวอมเทาของใบมะกอกผสานกับแสงสีทองยามอาทิตย์อัสดง ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายหรูหราสไตล์รีสอร์ตตากอากาศระดับเวิลด์คลาส

2. Materiality & Organic Textures: ความอบอุ่นจากธรรมชาติผ่านเฟอร์นิเจอร์

Terracotta & Warm Earth Tones: ชุดโซฟาตัวยาวที่โอบล้อมพื้นที่ จัดเต็มด้วยเบาะและหมอนอิงโทนสีส้มอิฐ-น้ำตาลอบอุ่น ตัดกับโครงสร้างหวายถักและเชือกถักอย่างประณีต ช่วยขับเน้นความรู้สึกนุ่มนวลและเป็นกันเอง

Wicker Cocoon Armchairs: เก้าอี้หวายดีไซน์ทรงสูงโค้งรับสรีระ (Cocoon/Peacock style) ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัว (Privacy) ในการนั่งจิบค็อกเทล แต่ยังเป็นจุดถ่ายรูปที่โดดเด่นสะดุดตา

Minimalist Table Lamps: โต๊ะกลางหินอ่อนทรงยาวประดับด้วยโคมไฟตั้งโต๊ะทรงกระบอกแสงสีอำพันแบบไร้สาย (Cordless Lamps) ให้แสงนุ่มนวลอบอุ่นในยามค่ำคืน

3. The Sculptural Canopy: งานสถาปัตยกรรมโค้งเว้าที่กรอบรับขอบฟ้า

โครงสร้างหลังคาและฝ้าเพดานด้านบนออกแบบด้วยเส้นสายโค้งเว้า (Curvilinear Canopy) กรุด้วยแผ่นวัสดุผิวโลหะสีแชมเปญโกลด์ ทำหน้าที่เป็นกรอบเฟรม (Framing) ชั้นดีที่ช่วยดึงสายตาออกสู่เส้นขอบฟ้าและตึกระฟ้าของมหานครเบื้องล่าง ราวกับกำลังมองดูภาพวาดมีชีวิตที่เปลี่ยนสีไปตามช่วงเวลาของพลบค่ำ

4. Sunset Horizon & Cocktail Culture: มนต์เสน่ห์แห่งยามสนธยา

จากมุมมองของระเบียงกระจกใสแบบไร้รอยต่อ (Glass Railing) เปิดรับวิวทิวทัศน์เมืองกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา 360 องศา ในช่วงเวลา Golden Hour ที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู สะท้อนเข้ากับแก้วค็อกเทลสูตรพิเศษตกแต่งขอบแก้วด้วยเครื่องเทศและสมุนไพร ยิ่งขับเน้นไลฟ์สไตล์ความหรูหราที่ผ่อนคลายและทรงพลังในเวลาเดียวกัน

โซนดาดฟ้าชั้นบนสุดนี้จึงไม่ใช่แค่จุดชมวิว แต่เป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อ “สร้างความทรงจำ” ผ่านสถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และสุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

บทสรุป

Penthouse Bar + Grill ไม่ได้เป็นเพียงห้องอาหารบนตึกสูงเพื่อการรับประทานมื้อค่ำ แต่คือจุดหมายปลายทางแห่งศิลปะการใช้ชีวิตที่รวบรวมเสน่ห์งานดีไซน์ ความพิถีพิถันจากเชฟโทโมยะ ซูกิซากิ และตำนานความอร่อยของเนื้อ steakhouse ระดับเวิลด์คลาสเอาไว้ได้อย่างไร้ที่ติ

ไม่ว่าคุณจะมองหาค่ำคืนโรแมนติก มื้อเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษ หรือความรื่นรมย์จากเนื้อเกรดท็อปและค็อกเทลรสเลิศ ที่นี่พร้อมมอบความประทับใจตั้งแต่แก้วแรกยามพระอาทิตย์ตกดินบน Rooftop Bar ไป อาหารแสนอร่อยที่ The Grill จนถึงบทสรุปค่ำคืนพิเศษบน Cocktail bar

การสำรองที่นั่ง: แนะนำให้จองที่นั่งล่วงอย่าง โดยเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ หากต้องการโต๊ะริมหน้าต่างชมทัศนียภาพหรือต้องการสัมผัสคอร์สเนื้อพิเศษ Beef Tasting Experience

Kin Review

Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ  อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว  อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์