ตลาดหุ้นนิวยอร์กเปิดตลาดในทิศทางผสมผสานในวันนี้ (13 ต.ค.) โดยนักลงทุนอยู่ระหว่างซึมซับผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ที่หลั่งไหลออกมา ขณะที่แรงเทขายอย่างหนักในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ได้ส่งแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] เปิดที่ 52,092.99 จุด บวก 242.4 จุด หรือ +0.47%
- ดัชนี S&P 500 [SP500.X] เปิดที่ 7,795.27 จุด ลบ 12 จุด หรือ -0.15%
- ดัชนี Nasdaq Composite [NASDAQ.X] เปิดที่ 27,138.73 จุด ลบ 107.2 จุด หรือ -0.39%
JPMorgan Chase เปิดเผยกำไรและรายได้ประจำไตรมาส 3 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงในช่วงแรก ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาบวก 2% หลังธนาคารปรับเพิ่มคาดการณ์แนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ตลอดทั้งปี 2569
ด้านหุ้น Wells Fargo ร่วงลงเกือบ 1% หลังผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ออกมาแบบผสมผสาน ขณะที่หุ้น Goldman Sachs พุ่งขึ้น 2% หลังรายได้ไตรมาส 3 แข็งแกร่งเกินคาด
ส่วนหุ้น UnitedHealth ปรับตัวขึ้น 3% ขานรับผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านประกันสุขภาพที่ออกมาสูงกว่าการประเมินของนักวิเคราะห์
อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังจากดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดิ่งลงถึง 5.5% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. ท่ามกลางความวิตกกังวลว่ามูลค่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวเริ่มตึงตัวเกินไป ประกอบกับแรงกดดันด้านการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากจีน โดยในสัปดาห์นี้ CXMT ยักษ์ใหญ่ด้านชิปของจีน ประกาศแผนเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นภายในสิ้นปีนี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้หุ้น SK Hynix และ Seagate Technology ปรับตัวลดลงราว 6% ขณะที่ Western Digital ดิ่งลง 7% ส่วนหุ้น Micron Technology และ Sandisk ร่วงลงกว่า 5% และกว่า 4% ตามลำดับ
ผลประกอบการในระลอกแรกนี้อาจเป็นตัวชี้วัดบรรยากาศการลงทุนตลอดทั้งฤดูกาลรายงานผลประกอบการ ซึ่งตลาดตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูง โดยข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตเกือบ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
แอนโทนี แซกลิมเบนี หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Ameriprise ระบุว่า
“มี 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่จะเป็นตัวกำหนดมุมมองของนักลงทุนในฤดูกาลนี้ ได้แก่ 1) กลุ่มธนาคาร (สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ) 2) กลุ่มบิ๊กเทค (ความสามารถในการต่อยอดสร้างรายได้จริงจาก AI) และ 3) กลุ่มพลังงาน (ความยั่งยืนของกำไรที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน) โดยเบื้องหลังกลุ่มเหล่านี้ สุขภาพทางการเงินของผู้บริโภคและภาคธุรกิจท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยสูง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และความกังวลต่อเศรษฐกิจมหภาค จะเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนจับตาอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งฤดูกาล”
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอประเมินตัวเลขยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐฯ ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทั้งทอม บาร์กิน และซูซาน คอลลินส์ รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อประจำเดือนก.ย. ที่มีกำหนดเปิดเผยในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจเข้ามากระตุกให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ผันผวนรุนแรง หลังจากที่เพิ่งพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษเมื่อเร็ว ๆ นี้
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต