
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA, Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกับ BlackRock โดยประเมินว่า เศรษฐกิจและนโยบายการเงินโลกยังเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านอุปทาน ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวลดลงช้า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางหลักมีพื้นที่จำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับผลิตภาพและขับเคลื่อนการลงทุนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีความพร้อมและความสามารถในการประยุกต์ใช้ AI แตกต่างกัน ส่งผลให้ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่เท่าเทียม และทำให้ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแยกตัวชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI แม้ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง ส่วนเศรษฐกิจยุโรปยังฟื้นตัวอย่างเปราะบางและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ส่งผลให้ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ผ่านการลงทุนในระบบสาธารณูปโภค พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้า และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากการกลับมาของเงินเฟ้อและแผนการใช้จ่ายภาครัฐระยะยาว แต่ความผันผวนและการอ่อนค่าของเงินเยนยังสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้านำเข้า กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและการฟื้นตัวล่าช้าของภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม จีนยังมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึง Physical AI หรือเทคโนโลยี AI ที่เชื่อมโยงกับโลกกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ
สำหรับประเทศไทย SCB CIO ประเมินว่า เศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักร AI แต่การฟื้นตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน ทำให้ช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังจำเป็นต้องอาศัยมาตรการภาครัฐช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ พ.ร.ก.เงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาท จะมีบทบาทช่วยพยุงภาคเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แต่อาจเพิ่มภาระทางการคลังในระยะข้างหน้า นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งประสิทธิผลของการใช้จ่ายภายใต้มาตรการดังกล่าว และความสามารถในการรักษาความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
SCB CIO ระบุอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนมี 3 ประเด็น โดยประเด็นแรก ได้แก่ โครงสร้างภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนจากมาตรการชั่วคราวไปสู่การใช้มาตรา 301 ซึ่งมีลักษณะถาวรมากขึ้น และจะทำให้แนวโน้มกำไรของแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันชัดเจน
ขณะที่เงินคืนภาษีตามมาตรา IEEPA แม้ช่วยสนับสนุนกำไรและสภาพคล่องของบริษัทจดทะเบียนในปี 2569 แต่จะทำให้ฐานกำไรอยู่ในระดับสูงผิดปกติ และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตของกำไรในปี 2570 นอกจากนี้ การขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่องและการออกพันธบัตรจำนวนมาก ยังมีแนวโน้มทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวทรงตัวในระดับสูง
ประเด็นที่สอง คือ แนวโน้ม AI Sovereignty หรือการสร้างอธิปไตยด้าน AI ซึ่งกำลังผลักดันให้แต่ละประเทศเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ของตนเอง ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมส่งเสริมการใช้งาน AI และดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นคอขวด เช่น ชิป หน่วยความจำประสิทธิภาพสูง พลังงาน และระบบสายส่งไฟฟ้า
ส่วนประเด็นสุดท้าย ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งยังสร้างความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงาน และตลาดการเงินโลก ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของ Warsh มีแนวโน้มให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคามากขึ้น ลดบทบาทการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้า หรือ Forward Guidance และหันมาพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจเป็นรายรอบการประชุม ส่งผลให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยคาดการณ์ได้ยากขึ้น
ภาวะดังกล่าวยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการปิดสถานะ Yen Carry Trade ซึ่งเป็นกลยุทธ์กู้เงินเยนที่มีต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศอื่นแคบลง หรือเงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การเร่งขายสินทรัพย์เพื่อปิดสถานะ และเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินทั่วโลก
จากแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคและปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว SCB CIO แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตอย่างยืดหยุ่นและเตรียมพร้อมรับมือความผันผวน โดยพอร์ตหลักที่มุ่งสร้างรายได้สม่ำเสมอควรให้น้ำหนักกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสั้นถึงกลาง เพื่อรับอัตราผลตอบแทนที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ พร้อมจำกัดความเสี่ยงจากความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย หรือ Duration Risk และลดความผันผวนเมื่อเทียบกับพันธบัตรระยะยาว
สำหรับการลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างการเติบโต ควรใช้กลยุทธ์คัดเลือกหุ้นเชิงรุก โดยเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กระแสเงินสดอิสระอยู่ในระดับดี และสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมพิจารณาต้นทุนทางการเงิน ภาระหนี้ ความจำเป็นในการระดมทุน และความเสี่ยงจากการออกตราสารหนี้หรือเพิ่มทุนในอนาคต
นอกจากนี้ นักลงทุนอาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนหุ้นที่มีกลยุทธ์คัดเลือกหลักทรัพย์อย่างรอบคอบ โดยเน้นบริษัทในโครงสร้างพื้นฐาน AI และคอขวดทางกายภาพของระบบนิเวศ AI เช่น ชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำแบนด์วิธสูง (HBM) ระบบผลิตและส่งจ่ายไฟฟ้า รวมถึงศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสสร้างรายได้และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของการลงทุนด้าน AI
เมื่อพิจารณากลยุทธ์รายประเทศ SCB CIO แนะนำลงทุนแบบคัดเลือก หรือ Selective โดยหุ้นสหรัฐฯ เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น ชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำ HBM ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล
หุ้นยุโรปเน้นกลุ่มการเงิน โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมสินค้าทุนที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า พลังงานสะอาด และศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับ Physical AI ส่วนหุ้นญี่ปุ่น แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI Sovereignty รวมถึงการปฏิรูปบรรษัทภิบาล แต่ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและสินค้านำเข้าตามความผันผวนของเงินเยน จึงควรเน้นกลุ่มหุ่นยนต์อุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นคอขวดของ Physical AI
ด้านหุ้นจีนควรเน้นกลุ่ม Physical AI และคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน เช่น เซมิคอนดักเตอร์และระบบส่งจ่ายพลังงาน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนและนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์ AI ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการสร้างผลกำไร ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แม้ความผันผวนเริ่มทยอยลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง จึงแนะนำทยอยลงทุนระยะยาวในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะกลุ่ม HBM
สำหรับการจัดพอร์ตโดยรวม นักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงผ่าน Mega Forces ที่หลากหลาย คัดเลือกสินทรัพย์อย่างรอบคอบ และรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตเมื่อภาวะตลาดหรือข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงจากสมมติฐานเดิม
นอกเหนือจากตราสารหนี้และหุ้น SCB CIO แนะนำทยอยสะสมสินทรัพย์ทางเลือกระยะยาวตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดย REITs ไทยควรเน้นคัดเลือกรายกอง เพื่อรับเงินปันผลและสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ทองคำจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเฟ้อระดับสูง และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงได้รับแรงหนุนจากความกังวลด้านฐานะการคลังและการด้อยค่าของดอลลาร์ ตลอดจนแรงซื้อจากธนาคารกลางประเทศตลาดเกิดใหม่และกระแสเงินทุนไหลเข้า ETF ทองคำโลก
ส่วนพอร์ตเสริมเพื่อแสวงหาโอกาสระยะสั้น ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงอาจพิจารณากองทุนธีมที่สอดคล้องกับ Mega Forces และเน้นลงทุนแบบ Selective ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าและระบบส่งจ่ายพลังงาน เทคโนโลยีทั่วโลก รวมถึงผู้ผลิตแร่สำคัญและโลหะเชิงยุทธศาสตร์