
บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 และงวด 6 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

SCGDสำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 ขาดทุนสุทธิ 281.30 ล้านบาท ลดลง 226.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 222.56 ล้านบาท โดยมีปัจจัยกดดันจากความต้องการสินค้าในประเทศไทยที่ชะลอตัว แม้ยอดขายในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียจะปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้จากการขายจำนวน 5,370 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 5,770 ล้านบาท ในส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 5,473 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อนอยู่ที่ 5.867 ล้านบาท
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ SCGD พลิกเป็นขาดทุน มาจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งกระทบต่อ EBITDA จำนวนรวม 690 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จำนวน 622 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับโครงการรวมศูนย์สายการผลิตกระเบื้องเซรามิกในประเทศไทย หรือ Plant Consolidation ของบริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน)
ค่าใช้จ่ายดังกล่าวแบ่งเป็นการด้อยค่าและตัดจำหน่ายสินทรัพย์และสินค้าคงเหลือจำนวน 578 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจอีก 44 ล้านบาท ส่งผลให้ EBITDA ตามงบการเงินลดลงเหลือ 115 ล้านบาท จาก 803 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือลดลงประมาณ 86%
อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ผลการดำเนินงานหลักของบริษัทยังมีกำไร โดยมี Adjusted EBITDA จำนวน 805 ล้านบาท ลดลง 6% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรปกติส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อน
อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/2569 ปรับเพิ่มเป็น 29.8% จาก 28.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 26.4% ในไตรมาสก่อน สะท้อนผลจากการปรับกระบวนการผลิต การลดต้นทุน และการปรับราคาขายสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานที่เติบโตในต่างประเทศ ธุรกิจในเวียดนามมีรายได้จากการขาย 1,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อน ตามความต้องการภายในประเทศและปริมาณการส่งออกที่สูงขึ้น โดยปริมาณการขายรวมอยู่ที่ 13 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน
ขณะที่ยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามอยู่ที่กว่า 4.1 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี
ด้านธุรกิจในฟิลิปปินส์มีรายได้ 507 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน ส่วนอินโดนีเซียมีรายได้ 300 ล้านบาท ลดลง 7% จากผลกระทบของค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่า แต่หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้จะเพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และ 14% จากไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าใหม่ในประเทศไทย เช่น Stone Decor เฟอร์นิเจอร์ห้องน้ำ Clay Decor ถังน้ำ และผลิตภัณฑ์ SPC สร้างรายได้ในช่วงครึ่งปีแรกจำนวน 520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อน ขณะที่ยอดขายสินค้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอยู่ที่ 233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% และยอดขายสุขภัณฑ์ในอาเซียนอยู่ที่ 293 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21%
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 46 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิ 441 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีผลขาดทุนส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท 35 ล้านบาท เทียบกับกำไร 439 ล้านบาท
หากไม่รวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ บริษัทจะมีกำไรปกติส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นจำนวน 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 9,218 ล้านบาท
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.155 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 256 ล้านบาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 4 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 19 สิงหาคม 2569