SCGP ส่งซิก EBITDA ปีนี้ส่อทะลุเป้ารับแรงหนุนเทศกาลปลายปี ลุ้นปิดดีล M&P

Published on 27 ต.ค. 2026


บมจ.เอสซีจีแพคเกจจิ้ง [SCGP] เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 69 กวาดรายได้จากการขายรวม 94,326 ล้านบาท และทำกำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท พุ่งขึ้น 106% YoY รับอานิสงส์การฟื้นตัวของบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย พร้อมคงเป้าหมายรายได้รวมทั้งปี 69 สูงกว่า 1.3 แสนล้านบาท และมั่นใจ EBITDA ทะลุเป้า 1.83 หมื่นล้านบาท เดินหน้าเร่งปิดดีล M&P รุกตลาดอินเดียใต้ คาดชัดเจนช่วงไตรมาส 4/69 ถึงต้นปี 70

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP กล่าวว่า บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ทั้งปีนี้มากกว่า 1.3 แสนล้านบาท ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) มั่นใจว่าจะทำได้เกินเป้าหมายที่ 1.83 หมื่นล้านบาท หลังงวด 9 เดือนแรก EBITDA พุ่งไปที่ 15,819 ล้านบาทแล้ว นอกจากนี้ล่าสุดคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการเข้าลงทุนขยายธุรกิจในอินเดียแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียด คาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ในช่วงไตรมาส 4/69 ถึงช่วงต้นปี 70

สำหรับแผนการรุกตลาดอินเดีย เนื่องจากอินเดียเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่มีความหลากหลายสูง บริษัทจึงมุ่งเน้นโฟกัสที่อินเดียตอนใต้ในรัฐทมิฬนาดูเป็นหลัก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและรองเท้า

ขณะที่บริษัทตั้งงบลงทุนปีนี้ไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดย 9 เดือนแรกใช้ไปแล้วราว 4,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการทยอยลงทุนในไตรมาส 4/69 ตามโครงการในไปป์ไลน์ และมีบางส่วนเลื่อนการเบิกจ่ายไปในปีหน้าตามความเหมาะสมของแต่ละของโครงการ

ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/69 คาดจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 3/69 แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอลงทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย แต่เชื่อว่าความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังได้รับแรงหนุนจากการผลิตสินค้าเพื่อเตรียมรองรับเทศกาลปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ทั้งปีใหม่ ตรุษจีน เทศกาลเต๊ดในเวียดนาม และฮารีรายาในอินโดนีเซีย

ส่วนต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานแม้ยังอยู่ในระดับสูง แต่ก็มีเสถียรภาพมากขึ้น ช่วยทำให้บริษัทสามารถวางแผนการผลิตและบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงวันหยุดปลายปี ภาระหนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ อาจจำกัดการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้

นายวิชาญ กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ช่วง 9 เดือนแรกของปี 69 เผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยความต้องการชะลอตัวในช่วงวันหยุดไตรมาสแรกของเวียดนามและอินโดนีเซีย ก่อนเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 และกลับสู่ระดับปกติในไตรมาส 3 ทั้งนี้ อาเซียนยังคงเติบโตแข็งแกร่ง จากการบริโภคสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้ SCGP มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีฐานลูกค้าหลักในอุตสาหกรรมสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งยังคงเติบโต อีกทั้งธุรกิจในอินโดนีเซียยังทำกำไรได้ต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุน ประกอบกับราคาขายที่ปรับขึ้นสอดคล้องกับราคาในภูมิภาค และการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานของการผลิตในภูมิภาค (Regional Optimization) เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งมอบโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปี 69 มีรายได้จากการขายรวม 94,326 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน EBITDA เท่ากับ 15,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% และมีกำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106%

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 3/69 มีรายได้จากการขายรวม 32,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA เท่ากับ 5,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% และมีกำไร 2,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113% จากการฟื้นตัวของความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซียที่ทำกำไรได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

SCGP เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในอาเซียนผ่านการลงทุนและบริหารฐานการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 9 เดือนแรก บริษัทฯ ได้ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกทางตอนใต้ของเวียดนาม 26,800 ตันต่อปี พร้อมลงทุนเพิ่มฐานการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัมและกระดาษทำผิวกล่องลูกฟูกคุณภาพสูงในจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย รองรับความต้องการที่เติบโตในภูมิภาค รวม 400,000 ตันต่อปี เพื่อสนับสนุนการใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

และได้เข้าลงทุนในบริษัทจินจงฟา อุตสาหกรรมกระดาษ จำกัด (JZF) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษในจังหวัดชลบุรี ประเทศไทย ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 28,000 ตันต่อปี เพื่อขยายฐานลูกค้าจีนและตลาดผลไม้ส่งออก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมองหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติมในอาเซียน ควบคู่การขยายธุรกิจในเวียดนามและอินเดีย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งยังคงขับเคลื่อนความยั่งยืนโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเป็นร้อยละ 37 พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกร้อยละ 40 ในปี 2569 ควบคู่การยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานโดยล่าสุดบริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรมจำกัดใน SCGP ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2026 และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2026 ฉบับใหม่จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ MASCI ที่มุ่งเน้นการบริหารคุณภาพการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อส่งมอบคุณภาพสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

โดย วรินทร ศิรินอก