Science Corporation ฝังชิปฟื้นฟูการมองเห็น PRIMA ให้ผู้ป่วยโรค Stargardt สำเร็จเป็นรายแรก ผู้ป่วยมองเห็นตัวอักษรและอ่านคำได้ระหว่างการฟื้นฟู
Science Corporation บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface หรือ BCI) ประกาศความสำเร็จในการฝังชิป PRIMA เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นให้ผู้ป่วยโรค Stargardt ซึ่งเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรม โดยผู้ป่วยสามารถมองเห็นตัวอักษรและเริ่มอ่านคำได้หลังการผ่าตัด
Max Hodak ซีอีโอของ Science Corporation ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Neuralink เปิดเผยความคืบหน้าดังกล่าวบนเวที TechCrunch Disrupt พร้อมอธิบายว่าเทคโนโลยี PRIMA เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาอุปกรณ์ BCI สำหรับการรักษาทางการแพทย์
Hodak อธิบายว่า จอประสาทตาเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลาง โดยอุปกรณ์อย่างประสาทหูเทียม จอประสาทตาเทียม และอุปกรณ์ทดแทนการทำงานของระบบประสาทสั่งการ ล้วนถือเป็นเทคโนโลยี BCI ในรูปแบบต่าง ๆ
บริษัทมองว่า BCI ไม่ได้มีประโยชน์เพียงการใช้สมองควบคุมคอมพิวเตอร์ แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อรักษาและฟื้นฟูความสามารถของผู้ป่วยได้อีกหลายด้าน
PRIMA ชิปขนาดเล็กช่วยฟื้นฟูการมองเห็นในผู้ป่วยโรค Stargardt
ปัจจุบัน PRIMA มีวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในยุโรปสำหรับผู้ป่วยที่สูญเสียการมองเห็นจาก Geographic Atrophy ซึ่งเป็นภาวะจอประสาทตาเสื่อมตามอายุระยะรุนแรง
Science Corporation เชื่อว่าเทคโนโลยีเดียวกันนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรคทางตาอื่น ๆ รวมถึงโรค Stargardt ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด
โรค Stargardt เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อจอประสาทตาชั้นนอก ทำให้เซลล์รับแสงค่อย ๆ เสื่อมสภาพและตายลง แต่จอประสาทตาชั้นในซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพไปยังสมองอาจยังทำงานได้
ผู้ป่วยจะเกิดจุดบอดบริเวณกึ่งกลางการมองเห็น และจุดบอดดังกล่าวจะค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยมีผู้ป่วยทั่วโลกประมาณ 150,000 คนที่สูญเสียการมองเห็นจากโรคนี้
Hodak อธิบายว่า การมองเห็นเป็นกระบวนการส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง ดังนั้น หากสามารถกระตุ้นให้เส้นประสาทตาส่งสัญญาณไปยังสมองได้อย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสฟื้นฟูการมองเห็นให้ผู้ป่วยได้
ผู้ป่วยรายแรกเริ่มมองเห็นตัวอักษรและอ่านคำได้
Science Corporation เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรค Stargardt รายแรกได้รับการฝังชิป PRIMA เมื่อเดือน พ.ค. 2026 ภายใต้การทดลองทางคลินิกที่ Sydney Eye Hospital ประเทศออสเตรเลีย
หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยเข้ารับการฟื้นฟูการมองเห็น โดยในการฟื้นฟูครั้งแรก ผู้ป่วยสามารถมองเห็นตัวอักษรได้ และในการฟื้นฟูครั้งที่สอง สามารถอ่านคำได้หนึ่งคำ
การใช้งาน PRIMA เริ่มจากการผ่าตัดฝังชิปขนาดเล็กไว้บริเวณด้านหลังของดวงตา ตรงตำแหน่งที่เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพ โดยใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมง
หลังจากนั้น ผู้ป่วยจะสวมแว่นตาที่ติดตั้งกล้องเพื่อจับภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัว แล้วส่งข้อมูลภาพไปยังชิปที่ฝังอยู่ในดวงตา ทำให้ชิปทำหน้าที่เสมือนเซลล์รับแสงเทียม เพื่อช่วยให้ระบบประสาทส่งสัญญาณภาพไปยังสมองได้
ชิปมีขนาดเพียง 2 × 2 มม. มองเห็นภาพขาวดำ แต่มีความคมชัดสูง
Hodak อธิบายว่า ชิปที่ฝังในผู้ป่วยมีขนาดเพียง 2 × 2 มิลลิเมตร จึงให้ขอบเขตการมองเห็นที่ค่อนข้างแคบ เปรียบได้กับการมองผ่านหลอดขนาดเล็ก
ภาพที่ผู้ป่วยมองเห็นยังเป็นภาพขาวดำ ไม่ใช่ภาพสีเต็มรูปแบบ แต่มีความคมชัดและความแตกต่างระหว่างส่วนสว่างกับส่วนมืดสูง ทำให้สามารถแยกแยะตัวอักษรได้ครั้งละประมาณ 2–3 ตัว
ข้อจำกัดสำคัญในปัจจุบันคือพื้นที่การมองเห็นยังมีขนาดเล็ก โดยบริษัทกำลังพัฒนาชิปรุ่นใหม่ให้มีขอบเขตการมองเห็นกว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขนาดชิปจำเป็นต้องคำนึงถึงความโค้งของดวงตา รวมถึงลดขนาดขั้วไฟฟ้าบนชิปให้เล็กลง เพื่อเพิ่มความละเอียดของภาพให้ใกล้เคียงกับการมองเห็นตามธรรมชาติ
Hodak เปิดเผยว่า Science Corporation กำลังพัฒนาชิป PRIMA รุ่นถัดไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทดลองในมนุษย์ภายในปี 2027 เขาเชื่อว่า ภายในระยะเวลาประมาณ 5 ปี เทคโนโลยีนี้อาจพัฒนาให้มีความคมชัดของการมองเห็นใกล้เคียงกับดวงตาตามธรรมชาติได้ แต่ยังเป็นเป้าหมายด้านการพัฒนาที่ต้องพิสูจน์ผลต่อไป
Science Corporation เตรียมขยายเทคโนโลยี BCI สู่การรักษาโรคทางสมอง
Science Corporation ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 หลัง Max Hodak ออกจาก Neuralink โดยมีเป้าหมายพัฒนาเทคโนโลยีวิศวกรรมระบบประสาทและระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ขั้นสูง บริษัทเลือกเริ่มต้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีฟื้นฟูการมองเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าแนวทางดังกล่าวสามารถนำมาใช้งานจริงได้ พร้อมสร้างธุรกิจที่สามารถดำเนินต่อไปในระยะยาว
สำหรับเทคโนโลยี BCI ที่บริษัทกำลังพัฒนา Science Corporation เคยเปิดเผยว่าจะใช้เซ็นเซอร์ฝังอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ โดยวางบนพื้นผิวสมอง แตกต่างจากอุปกรณ์ของ Neuralink ที่ฝังขั้วไฟฟ้าลงไปในเนื้อสมองโดยตรง บริษัทเชื่อว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจมีประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยโรคทางระบบประสาท เช่น การติดตามกิจกรรมทางระบบประสาทในผู้ป่วยเนื้องอกในสมอง
Hodak เปิดเผยว่า การนำเทคโนโลยี BCI ไปใช้รักษาทางคลินิกในระยะแรกของบริษัทจะเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาทเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่คนทั่วไปรู้จักกันดี แต่ยังไม่ได้ประกาศชื่อโรคอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังศึกษาการนำเทคโนโลยีมาใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยมองถึงความเป็นไปได้ในการสร้างการเชื่อมต่อระหว่างสมองส่วนต่าง ๆ เพื่อทดแทนการทำงานของบริเวณสมองที่ได้รับความเสียหาย
Hodak อธิบายว่า หากสามารถเชื่อมต่อสมองส่วนลึกสองบริเวณเข้าด้วยกันได้ อาจนำไปสู่การเพิ่มพื้นที่การทำงานของสมองเสมือนสร้างสมองส่วนใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขั้วไฟฟ้าแบบเดิมยังไม่สามารถทำได้
มองอนาคต BCI อาจกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับคนสูงวัย
Hodak เชื่อว่า ในอนาคตผู้คนจำนวนมากอาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ BCI บางรูปแบบเพื่อช่วยรักษาหรือชดเชยความสามารถทางระบบประสาทที่เสื่อมลงตามวัย แม้ Science Corporation จะไม่ได้ออกแบบอุปกรณ์สำหรับคนสุขภาพดีวัย 40 ปี แต่บริษัทมองว่าเมื่อมนุษย์มีอายุประมาณ 60–70 ปี เทคโนโลยี BCI อาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
เป้าหมายระยะยาวของ Science Corporation ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการฟื้นฟูการมองเห็นหรือรักษาโรคทางสมอง แต่ยังรวมถึงการทำความเข้าใจว่ากระบวนการทำงานของสมองก่อให้เกิดจิตใจและการรับรู้อย่างไร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสมองที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรม
Hodak ระบุว่า สิ่งที่บริษัทต้องการค้นหาคือวิธีช่วยให้มนุษย์ไม่เพียงมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ยังสามารถรักษาสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้ยาวนานขึ้นด้วย
ที่มา: TechCrunch