ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 4 อาณาจักรซัตสึมะ และการเป็นประเทศราชสองฝ่าย

Published on 13 ก.ย. 2026

ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 4 อาณาจักรซัตสึมะ และการเป็นประเทศราชสองฝ่าย

บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com

ได้เวลาที่จะขยับนิ้วเคาะคีย์บอร์ด มาเล่าเรื่องราวในอดีตของประเทศญี่ปุ่นกันอีกครั้งแล้ว หลังจากที่เราได้ทราบถึงวีรกรรมอันห้าวหาญและการสละชีพเพื่อฝ่าวงล้อมที่ทุ่งเซกิงาฮาระของตระกูลชิมะซึไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ บัดนี้แผ่นดินญี่ปุ่นได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ยุคเอโดะ อย่างเป็นทางการ ภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดของรัฐบาลโชกุนโทกุงาวะ สำหรับตระกูลชิมะซึแห่งแคว้นซัตสึมะนั้น แม้พวกเขาจะรอดพ้นจากการถูกยึดดินแดนมาได้อย่างหวุดหวิดด้วยชั้นเชิงทางการทูตและความเกรงขามที่สร้างไว้ในสมรภูมิ แต่สถานะทางการเมืองของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ด้วยความที่ตระกูลชิมะซึเคยยืนอยู่คนละฝั่งกับโทกุงาวะ อิเอยาสึ ในศึกเซกิงาฮาระ รัฐบาลเอโดะจึงจัดให้พวกเขาอยู่ในกลุ่ม โทซามะ ไดเมียว หรือ ไดเมียวฝายนอก ซึ่งเป็นกลุ่มไดเมียวที่เพิ่งมาสวามิภักดิ์หลังสงครามจบลง สถานะนี้ทำให้ตระกูลชิมะซึถูกรัฐบาลกลางจับตามองด้วยความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางที่เอโดะอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ รัฐบาลโชกุนยังมีนโยบายบั่นทอนกำลังทรัพย์ของไดเมียวฝายนอกด้วยการสั่งให้ไปช่วยสร้างปราสาท หรือระบบ ซังคิงโคไต ที่บังคับให้ไดเมียวต้องเดินทางไปกลับและพำนักอยู่ที่เอโดะสลับกับแคว้นของตน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่มหาศาลมาก

การถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองและภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงเช่นนี้ บีบบังคับให้แคว้นซัตสึมะต้องหาวิธีเอาตัวรอด สร้างความมั่งคั่ง และสะสมกำลังด้วยวิถีทางของตนเอง ณ ดินแดนใต้สุดของประเทศที่ห่างไกลจากสายตาของโชกุน แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศของซัตสึมะที่เป็นเถ้าภูเขาไฟ ไม่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ทำให้การเก็บภาษีข้าวไม่ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้นำตระกูลชิมะซึจึงต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่ และสายตาของพวกเขาก็มองข้ามน้ำข้ามทะเลลงไปทางตอนใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อาณาจักรริวกิว หรือหมู่เกาะโอกินาว่าในปัจจุบัน

อาณาจักรริวกิวในเวลานั้น เป็นอาณาจักรอิสระที่มีความเจริญรุ่งเรืองจากการเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเล เป็นจุดแวะพักและจุดแลกเปลี่ยนสินค้าสำคัญระหว่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ริวกิวมีความสัมพันธ์อันดีและเป็นรัฐบรรณาการของราชวงศ์หมิง (และต่อมาคือราชวงศ์ชิง) ของจีน ซึ่งทำให้ริวกิวได้รับสิทธิพิเศษในการค้าขายกับจีนอย่างเสรี จุดนี้เองที่ดึงดูดความสนใจของแคว้นซัตสึมะเป็นอย่างมาก

จุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่งคั่งในยุคเอโดะ เกิดขึ้นในสมัยของ ชิมะซึ ทาดาสึเนะ ผู้นำตระกูลรุ่นที่ 18 เขาได้วางแผนที่จะดึงเอาความมั่งคั่งของการค้าในทะเลจีนตะวันออกเข้ามาสู่กระเป๋าของแคว้นซัตสึมะ ในปี ค.ศ. 1609 ซัตสึมะได้อ้างเหตุผลว่ากษัตริย์ริวกิวแสดงความกระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมส่งทูตไปแสดงความยินดีกับการขึ้นรับตำแหน่งของโชกุนโทกุงาวะ และละเลยต่อข้อเรียกร้องของซัตสึมะ ทาดาสึเนะจึงขออนุญาตจากโชกุนอิเอยาสึในการส่งกองทัพไปปราบปรามอาณาจักรริวกิว

ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 4 อาณาจักรซัตสึมะ และการเป็นประเทศราชสองฝ่าย

Shimazu Tadatsune

กองทัพซัตสึมะพร้อมทหารประมาณ 3,000 นายและอาวุธปืนไฟที่ทันสมัยกว่า ได้ยกพลขึ้นบกและบุกโจมตีริวกิวอย่างรวดเร็ว กองกำลังป้องกันของริวกิวที่คุ้นเคยกับการค้ามากกว่าการทำสงคราม ไม่สามารถต้านทานความดุดันของซามุไรซัตสึมะได้เลย เพียงไม่กี่สัปดาห์ ปราสาทชูริซึ่งเป็นศูนย์กลางของริวกิวก็ถูกยึดครอง กษัตริย์โชเนอิแห่งริวกิวถูกจับเป็นเชลยและถูกส่งตัวไปยังแคว้นซัตสึมะและเมืองเอโดะ

แต่ความชาญฉลาดและวิสัยทัศน์ที่ล้ำลึกของตระกูลชิมะซึอยู่ที่การจัดการหลังการยึดครองครับ แทนที่จะทำลายอาณาจักรริวกิวทิ้ง หรือผนวกรวมดินแดนทั้งหมดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นซัตสึมะอย่างเปิดเผยแบบที่ผู้ชนะสงครามมักจะทำกัน ซัตสึมะกลับเลือกที่จะปล่อยให้กษัตริย์ริวกิวปกครองประเทศของตนต่อไปในฐานะกษัตริย์เช่นเดิม แต่เบื้องหลังคือต้องยอมตกเป็นประเทศราชและส่งส่วยให้กับแคว้นซัตสึมะ

เหตุผลที่ซัตสึมะทำเช่นนี้ เป็นเพราะพวกเขารู้ดีว่าความมั่งคั่งของริวกิวมาจากการที่ริวกิวเป็นรัฐบรรณาการของจีน หากซัตสึมะล้มล้างกษัตริย์ริวกิวและกลืนชาติ ราชสำนักจีนซึ่งมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดว่าจะค้าขายกับรัฐที่มาสวามิภักดิ์และส่งบรรณาการเท่านั้น ย่อมจะตัดขาดการค้ากับริวกิวทันที ซัตสึมะจึงต้องเล่นละครฉากใหญ่ โดยปล่อยให้ริวกิวแสดงตนต่อชาวโลกและต่อประเทศจีนว่าเป็นอาณาจักรอิสระ เพื่อให้การส่งเครื่องราชบรรณาการและการค้าขายกับจีนดำเนินต่อไปได้

กลยุทธ์ทางรัฐศาสตร์นี้ นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเรียกว่า “นิตจู รียวโซคุ” (Nitchu Ryozoku) หรือที่แปลว่า “การเป็นประเทศราชสองฝ่าย” (Dual Subordination) อาณาจักรริวกิวจึงตกอยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องสวามิภักดิ์และส่งบรรณาการให้กับทั้งราชสำนักจีน และส่งส่วยรายได้ให้กับแคว้นซัตสึมะของญี่ปุ่นไปพร้อมๆ กัน นโยบายที่ดูเหมือนจะประนีประนอมนี้ แท้จริงแล้วมีนัยยะแอบแฝงทางการค้าที่แยบยลที่สุดในยุคนั้น

ในช่วงเวลาต่อมา เมื่อรัฐบาลโชกุนที่เอโดะประกาศนโยบาย “ซาโกคุ” หรือนโยบายปิดประเทศ ห้ามชาวญี่ปุ่นออกนอกประเทศและห้ามค้าขายกับชาวต่างชาติอย่างเด็ดขาด (ยกเว้นดัตช์และจีนที่เกาะเดจิมะ จังหวัดนางาซากิ) อาณาจักรริวกิวกลับกลายเป็นช่องโหว่และประตูหลังบ้านที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ตระกูลชิมะซึอาศัยความได้เปรียบนี้ ใช้ริวกิวเป็น “นกต่อ” ในการลักลอบค้าขายกับต่างชาติ สินค้าฟุ่มเฟือย ยารักษาโรค ผ้าไหมชั้นดี และเทคโนโลยีต่างๆ จากจีนและโลกภายนอก ถูกลักลอบนำเข้าสู่ญี่ปุ่นผ่านทางริวกิว

ในขณะเดียวกัน เมื่อมีทูตจากจีนเดินทางมายังริวกิวเพื่อประกอบพิธีแต่งตั้งกษัตริย์หรือรับเครื่องบรรณาการ ซามุไรและข้าราชการจากซัตสึมะที่ประจำการอยู่ในริวกิวจะต้องหลบซ่อนตัว ห้ามแสดงตน ห้ามใส่ชุดซามุไร หรือแม้แต่ห้ามร้องเพลงด้วยภาษาญี่ปุ่น เพื่อไม่ให้ทูตจีนรู้ว่าแท้จริงแล้วริวกิวถูกควบคุมโดยญี่ปุ่นอยู่ การเล่นละครตบตาข้ามศตวรรษนี้ สร้างเม็ดเงินและผลกำไรมหาศาลให้กับคลังของตระกูลชิมะซึ ทำให้แคว้นซัตสึมะกลายเป็นหนึ่งในแคว้นที่ร่ำรวยและมีสายป่านทางการเงินที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นอย่างเงียบๆ ภายใต้จมูกของรัฐบาลโชกุน

นอกเหนือจากรายได้มหาศาลจากการค้าลับผ่านริวกิวแล้ว การยึดครองในปี ค.ศ. 1609 ยังทำให้ซัตสึมะได้ริบเอาดินแดนส่วนบนของริวกิว นั่นคือ หมู่เกาะอามามิ (Amami Islands) มาไว้ใต้การปกครองของตนโดยตรง หมู่เกาะอามามิมีสภาพภูมิอากาศกึ่งเขตร้อนซึ่งเหมาะแก่การปลูกอ้อยเป็นอย่างมาก ซัตสึมะมองเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจข้อนี้ จึงได้นำพันธุ์อ้อยมาปลูกและบังคับให้ชาวเกาะอามามิผลิตน้ำตาลทรายดำ (Brown Sugar) เพื่อส่งส่วยให้กับแคว้นในรูปแบบของการผูกขาดอย่างเบ็ดเสร็จ

Amami Islands

ในยุคเอโดะนั้น น้ำตาลถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาแพงและมีความต้องการในตลาดสูงมาก เปรียบเสมือนทองคำสีน้ำตาล ซัตสึมะเป็นเพียงไม่กี่แคว้นที่สามารถผลิตน้ำตาลได้ในปริมาณมหาศาล พวกเขานำน้ำตาลทรายดำเหล่านี้ใส่เรือไปขายต่อที่นครโอซาก้าซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการกระจายสินค้าของประเทศ กอบโกยกำไรส่วนต่างกลับเข้าสู่คลังของตระกูลได้เป็นจำนวนมหาศาล

ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่หลั่งไหลเข้ามาจากการผูกขาดการค้าผ่านประเทศราชและการผูกขาดน้ำตาลนี้เองครับ ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญและเป็น “ทุนสำรอง” ก้อนโตที่แคว้นซัตสึมะนำไปใช้ในการปฏิรูปแคว้น ชำระหนี้สินที่เคยพอกพูน และเมื่อถึงเวลาอันควร เงินทุนจากน้ำตาลและริวกิวเหล่านี้นี่เอง ที่จะกลายเป็นงบประมาณหลักในการซื้ออาวุธปืนกล เรือรบกลไฟ และส่งซามุไรหนุ่มไปเรียนต่อยังโลกตะวันตก ทำให้ตระกูลชิมะซึมีความพร้อมด้านทุนทรัพย์มากกว่าแคว้นใดๆ เมื่อเวลาแห่งการพลิกแผ่นดินในยุคบาคุมัตสึเดินทางมาถึง

ในตอนหน้า เราจะขยับเข้าใกล้ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายเมื่อสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากตะวันตกพัดมาถึงชายฝั่งญี่ปุ่น ตระกูลชิมะซึจะได้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์มาเป็นผู้นำทัพ และเขาผู้นี้จะเป็นผู้สร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่แห่งแรกของญี่ปุ่นขึ้นที่แคว้นซัตสึมะ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามครับ


เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน

เบื้องหลังความมั่งคั่งจากการผูกขาดน้ำตาลของแคว้นซัตสึมะนั้น แลกมาด้วยความยากลำบากอย่างแสนสาหัสของชาวหมู่เกาะอามามิ รายได้หลักเกือบครึ่งหนึ่งของแคว้นซัตสึมะในช่วงหลังของยุคเอโดะ มาจากการขายน้ำตาลทรายดำเหล่านี้ แต่การกดขี่ขูดรีดชาวเกาะนั้นรุนแรงมาก ซัตสึมะได้ออกกฎหมายที่เข้มงวดถึงขนาดว่า ห้ามชาวเกาะกินน้ำตาลที่ตนเองผลิต หากใครแอบเลียหรือขโมยน้ำตาลเพียงเล็กน้อยอาจมีโทษถึงตาย น้ำตาลทุกเกล็ดต้องถูกรีดเร้นและส่งเข้าคลังของแคว้นชิมะซึเพื่อแปลงเป็นเงินทุนเท่านั้น เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงอีกด้านหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์การสร้างความมั่งคั่งในยุคที่ไร้ซึ่งสิทธิมนุษยชนครับ

บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 3 ฝ่าทะลวงวงล้อมที่เซกิงาฮาระ
ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 2 ไฟสงครามยุคเซ็งโงกุ และอาวุธปืนกระบอกแรก
ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 1 ปฐมบทแห่งพยัคฆ์แดนใต้
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 8: จากโรนินพเนจรสู่ปาฏิหาริย์ไดเมียวผู้หวนคืน และการปรับตัวสู่โลกธุรกิจยุคปัจจุบัน
Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 7: ทาจิบานะ กิงจิโย พยัคฆ์สาวเจ้าปราสาท และการสืบทอดทางการเมือง

ขอบคุณรูปภาพ และข้อมูลอ้างอิง :
• Shimazu Clan – Japan Reference (https://jref.com/articles/shimazu-clan.855/)
• Island Societies and Maritime Networks between Ryukyu and Japan – University of Michigan (https://events.umich.edu/event/138158)
• History of the Ryukyu Kingdom – Okinawa Prefectural Government (https://www.pref.okinawa.jp/site/chijiko/kohokoryu/foreign/english/okinawa/history.html)
https://www.facebook.com/SamuraiHistoryCultureJapan/
https://www.researchgate.net/figure/Map-of-the-Ryukyu/

#ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 4 อาณาจักรซัตสึมะ และการเป็นประเทศราชสองฝ่าย #Shimazu Clan

Tags :

  • samurai
  • Shimazu Clan
  • ขุนนางญี่ปุ่น
  • ซัตสึมะ
  • ตระกูลขุนนาง
  • ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น