
ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 6 เหตุการณ์นามะมุงิและสงครามเปลี่ยนทัศนคติ
บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com
ได้เวลาที่จะขยับนิ้วเคาะคีย์บอร์ด มาเล่าเรื่องราวในอดีตของประเทศญี่ปุ่นกันอีกครั้งแล้ว หลังจากที่เราได้พูดถึงการจากไปอย่างกะทันหันของชิมะซึ นาริอากิระ ไดเมียวผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์ผู้ริเริ่มโครงการอุตสาหกรรมชูเซคังไปในตอนที่แล้ว บัดนี้แคว้นซัตสึมะต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่ออำนาจการบริหารแคว้นทั้งหมดได้ตกไปอยู่ในมือของ ชิมะซึ ฮิซามิตสึ (Shimazu Hisamitsu) ผู้เป็นน้องชายต่างมารดาของนาริอากิระ ซึ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทน ชิมะซึ ทาดาโยชิ (Shimazu Tadayoshi) บุตรชายของตนที่ยังอายุน้อย

ฮิซามิตสึมีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างจากนาริอากิระอยู่บ้าง ในขณะที่นาริอากิระมุ่งเน้นการปฏิรูปเทคโนโลยีและการเปิดรับวิทยาการตะวันตกอย่างเต็มที่ ฮิซามิตสึกลับเป็นนักการเมืองที่มุ่งเน้นเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศเป็นหลัก เขาสนับสนุนแนวคิด โคบุ กัตไต (Kobu Gattai) หรือการประสานรอยร้าวและรวมอำนาจระหว่างราชสำนักเกียวโตและรัฐบาลโชกุนเอโดะเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการรับมือกับมหาอำนาจตะวันตกที่กำลังคุกคามญี่ปุ่น
Shimazu Tadayoshi
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะผลักดันแนวคิดนี้ ในปี ค.ศ. 1862 ฮิซามิตสึได้นำกองทัพซามุไรชาวซัตสึมะนับพันนายเดินทางไปยังเมืองหลวงเกียวโตเพื่อเข้าเฝ้าจักรพรรดิ และเดินทางต่อไปยังเมืองเอโดะเพื่อกดดันให้รัฐบาลโชกุนยอมรับข้อเสนอการปฏิรูป การแสดงแสนยานุภาพทางการทหารของฮิซามิตสึในครั้งนั้นสร้างความเกรงขามให้กับรัฐบาลโชกุนเป็นอย่างมาก แต่ทว่า เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกลับไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุมเจรจาทางการเมือง แต่กลับเกิดขึ้นบนถนนสายเล็กๆ ในหมู่บ้านนามะมุงิระหว่างการเดินทางกลับ
ในวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 1862 ขบวนเดินทางอันยิ่งใหญ่ของฮิซามิตสึและเหล่าซามุไรผู้คุ้มกันกำลังเดินทางกลับจากเอโดะมุ่งหน้าสู่เกียวโต เมื่อขบวนเดินทางมาถึงหมู่บ้านนามะมุงิ (Namamugi) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองท่าโยโกฮาม่า พวกเขาได้เผชิญหน้ากับกลุ่มชาวอังกฤษสี่คนที่กำลังขี่ม้าสวนทางมา หนึ่งในนั้นคือ ชาร์ลส์ เลนน็อกซ์ ริชาร์ดสัน (Charles Lennox Richardson) พ่อค้าชาวอังกฤษที่มาจากเซี่ยงไฮ้ พร้อมกับเพื่อนชายสองคนและหญิงอีกหนึ่งคน
ตามธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ เมื่อขบวนของไดเมียวผู้ทรงอิทธิพลเดินทางผ่าน สามัญชนทุกคนจะต้องคุกเข่าก้มหัวลงกับพื้นเพื่อแสดงความเคารพ และห้ามผู้ใดตัดหน้าขบวนเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืน ซามุไรมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะลงดาบสังหารได้ทันทีโดยไม่มีความผิด ซึ่งเรียกว่ากฎ คิริซุเตะ โกเม็ง (Kirisute Gomen) แต่ทว่ากลุ่มชาวอังกฤษซึ่งไม่คุ้นเคยและอาจไม่ใส่ใจกับธรรมเนียมของญี่ปุ่น ไม่ยอมลงจากหลังม้า และยังคงขี่ม้าฝ่าเข้าไปในขบวนของซัตสึมะด้วยความประมาทและขาดความระมัดระวัง
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการหยามเกียรติอย่างรุนแรงในสายตาของเหล่านักรบซัตสึมะ ซามุไรผู้ทำหน้าที่คุ้มกันขบวนนำโดย นาริฮาระ คิโยซากิ จึงชักดาบคาตานะออกมาระดมฟันเข้าใส่กลุ่มชาวอังกฤษทันที ริชาร์ดสันได้รับบาดเจ็บสาหัสและตกจากหลังม้า ก่อนที่จะถูกซามุไรซัตสึมะปลิดชีพในเวลาต่อมา ส่วนเพื่อนชายอีกสองคนได้รับบาดเจ็บแต่สามารถหลบหนีไปพร้อมกับสตรีในกลุ่มได้ เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่า เหตุการณ์นามะมุงิ (Namamugi Incident)

(ukiyo-e, open source)
ข่าวการสังหารชาวอังกฤษแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วและสร้างความโกรธแค้นให้กับรัฐบาลอังกฤษเป็นอย่างมาก อุปทูตอังกฤษประจำญี่ปุ่นได้ยื่นคำขาดเรียกร้องให้รัฐบาลโชกุนกล่าวคำขอโทษและจ่ายเงินค่าทำขวัญจำนวน 100,000 ปอนด์ ซึ่งรัฐบาลโชกุนที่กำลังอ่อนแอก็ยอมจ่ายแต่โดยดี นอกจากนี้ อังกฤษยังเรียกร้องให้แคว้นซัตสึมะจ่ายเงินค่าทำขวัญอีก 25,000 ปอนด์ พร้อมทั้งให้ส่งตัวผู้ลงดาบสังหารริชาร์ดสันมาลงโทษประหารชีวิต แต่ทว่าแคว้นซัตสึมะที่มีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีนักรบ ได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
การปฏิเสธของซัตสึมะนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1863 กองเรือรบของราชนาวีอังกฤษจำนวน 7 ลำ ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเรือโท เอากุสตุส คูเปอร์ (Augustus Kuper) ได้แล่นเข้ามาปิดล้อมอ่าวคาโงชิมะ เมืองหลวงของแคว้นซัตสึมะ เพื่อใช้กำลังบีบบังคับให้ซัตสึมะยอมจำนน กองเรืออังกฤษได้ทำการยึดเรือกลไฟของซัตสึมะจำนวน 3 ลำที่จอดอยู่ในอ่าวเป็นตัวประกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการจุดชนวนสงครามอย่างเป็นทางการ
เมื่อเห็นเรือของตนถูกยึด ปืนใหญ่รักษาชายฝั่งของซัตสึมะที่ถูกผลิตขึ้นจากโรงงานชูเซคังตามดำริของอดีตไดเมียวนาริอากิระ ก็เปิดฉากระดมยิงเข้าใส่กองเรืออังกฤษทันที สงครามอังกฤษ-ซัตสึมะ (Anglo-Satsuma War) จึงอุบัติขึ้น การดวลปืนใหญ่ระหว่างป้อมปราการบนฝั่งและกองเรือรบที่ทันสมัยที่สุดในโลกดำเนินไปอย่างดุเดือด แม้ว่ากองเรืออังกฤษจะมีเทคโนโลยีและอำนาจการยิงที่เหนือกว่ามาก แต่สภาพอากาศที่มีพายุไต้ฝุ่นพัดกระหน่ำ ประกอบกับความแม่นยำของปืนใหญ่ซัตสึมะ ทำให้เรือรบอังกฤษได้รับความเสียหายอย่างหนัก เรือธงของอังกฤษถูกยิงจนกัปตันและรองกัปตันเสียชีวิต
ในขณะเดียวกัน เมืองคาโงชิมะก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงจากการระดมยิงปืนใหญ่ของอังกฤษ บ้านเรือนกว่า 500 หลังคาเรือนถูกเพลิงไหม้ทำลายล้าง รวมถึงส่วนหนึ่งของโรงงานชูเซคังก็ได้รับความเสียหายด้วย แต่เมื่อกระสุนปืนใหญ่เริ่มร่อยหรอและสภาพอากาศเลวร้ายลง กองเรืออังกฤษจึงตัดสินใจถอนกำลังออกจากอ่าวคาโงชิมะและล่าถอยกลับไปยังโยโกฮาม่า ทิ้งให้แคว้นซัตสึมะอ้างชัยชนะในการขับไล่ผู้รุกรานได้สำเร็จ
แม้ซัตสึมะจะสามารถยืนหยัดต่อสู้กับมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ผู้นำแคว้นและเหล่าซามุไรระดับสูงต่างตระหนักดีถึงความเป็นจริงที่โหดร้าย สงครามครั้งนี้ทำให้ชาวซัตสึมะตระหนักรู้แจ้งว่า ลำพังความกล้าหาญและกำลังทหารของแคว้นเดียว ไม่อาจต้านทานแสนยานุภาพทางทหารที่แท้จริงของชาติตะวันตกได้เลย แนวคิด ซนโน โจออย (Sonno Joi) หรือ เทิดทูนจักรพรรดิ ขับไล่คนเถื่อน ที่เคยเป็นกระแสหลักนั้น เป็นเพียงความเพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
บทเรียนจากเลือดและเปลวเพลิงในสงครามครั้งนี้ นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนทางความคิดที่สำคัญที่สุดของแคว้นซัตสึมะ แทนที่จะจมปลักอยู่กับความโกรธแค้นและเกลียดชังชาวต่างชาติ ผู้นำซัตสึมะกลับเลือกที่จะเดินหน้าเจรจาสันติภาพกับอังกฤษอย่างลับๆ พวกเขายอมจ่ายเงินค่าทำขวัญจำนวน 25,000 ปอนด์ตามที่อังกฤษเรียกร้อง และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ซัตสึมะได้เปลี่ยนศัตรูให้กลายมาเป็นพันธมิตร พวกเขาเริ่มติดต่อขอซื้ออาวุธปืนและเรือรบที่ทันสมัยจากอังกฤษโดยตรง เพื่อนำมาพัฒนากองทัพของตนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นจากไฟสงครามระหว่างซัตสึมะและอังกฤษนี้เอง ที่จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญในการเมืองญี่ปุ่นยุคบาคุมัตสึ การหันมารับวิทยาการและผูกมิตรกับมหาอำนาจตะวันตก ทำให้ซัตสึมะมีความมั่นใจและมีแสนยานุภาพมากพอที่จะท้าทายอำนาจของรัฐบาลโชกุนได้อย่างเต็มตัว และในตอนหน้า เราจะมาติดตามกันต่อว่า การเติบโตทางความคิดของซัตสึมะนี้ จะนำไปสู่การจับมือกับศัตรูคู่อาฆาตอย่างแคว้นโจชูได้อย่างไร และอะไรคือฟันเฟืองที่ทำให้รัฐบาลโชกุนโตกุกาวะที่ปกครองญี่ปุ่นมานานกว่า 250 ปีต้องล่มสลายลงในที่สุด
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
เงินค่าทำขวัญจำนวน 25,000 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินญี่ปุ่นในสมัยนั้นประมาณ 100,000 เรียว ที่แคว้นซัตสึมะต้องจ่ายให้กับรัฐบาลอังกฤษนั้น เป็นจำนวนเงินที่มหาศาลมาก ซัตสึมะใช้ชั้นเชิงทางการทูตโดยอ้างว่าตนเองไม่มีเงินสดมากพอ จึงไปขอกู้ยืมเงินก้อนนี้มาจากคลังของรัฐบาลโชกุนเอโดะเพื่อนำไปจ่ายให้อังกฤษ แต่หลังจากที่ซัตสึมะนำเงินไปจ่ายเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ไม่เคยชำระหนี้ก้อนนี้คืนให้กับรัฐบาลโชกุนเลยจนกระทั่งรัฐบาลโชกุนล่มสลาย ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์เตะถ่วงที่ชาญฉลาดและแสบสันต์ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น
บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com
เรื่องแนะนำ :
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 4 อาณาจักรซัตสึมะ และการเป็นประเทศราชสองฝ่าย
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 3 ฝ่าทะลวงวงล้อมที่เซกิงาฮาระ
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 2 ไฟสงครามยุคเซ็งโงกุ และอาวุธปืนกระบอกแรก
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 1 ปฐมบทแห่งพยัคฆ์แดนใต้
– Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 8: จากโรนินพเนจรสู่ปาฏิหาริย์ไดเมียวผู้หวนคืน และการปรับตัวสู่โลกธุรกิจยุคปัจจุบัน
ขอบคุณรูปภาพ และข้อมูลอ้างอิง :
• Namamugi Incident – Wikipedia (https://en.wikipedia.org/wiki/Namamugi_Incident)
• Bombardment of Kagoshima (Anglo-Satsuma War) – Wikipedia (https://en.wikipedia.org/wiki/Bombardment_of_Kagoshima)
• History of Kagoshima – Kagoshima Prefectural Government (https://www.pref.kagoshima.jp/ab10/pr/gaiyou/rekishi/index.html)
• https://jref.com/articles/shimazu-hisamitsu-1817-1887.858/
• https://yokaguide.com/en/sightseeing/9473.html
• https://japan-forward.com/the-british-in-bakumatsu-japan-the-namamugi-incident/
#ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 6 เหตุการณ์นามะมุงิและสงครามเปลี่ยนทัศนคติ #Shimazu Clan
Tags :


