
Siri AI พร้อมใช้งานแล้วสำหรับเจ้าของ iPhone และ Apple Watch ที่รองรับ iOS 27 ซึ่งปล่อยออกมาใ้ห้อัปเดตตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่มีรายงานว่าไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนักจากผู้ใช้งานหลายคน

จากการสำรวจความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดียของเว็บไซต์ 9to5Mac พบสาเหตุหลัก 5 ประการ ที่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกผิดหวังกับ Siri AI ผู้ใช้บางส่วนคาดหวังให้ Siri เวอร์ชันใหม่ ทำงานบางอย่างที่ Apple ไม่เคยสัญญาว่าจะทำได้ ขณะที่บางคนพบปัญหาด้านประสิทธิภาพและความเสถียร ทำให้การใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด
1) ปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่าย
ผู้ใช้บางคนที่ทดลองใช้งาน Siri เวอร์ชันใหม่ พบข้อความแจ้งเตือนข้อผิดพลาด “Sorry, something went wrong” ซ้ำๆ เมื่อเรียกใช้งาน ปัญหานี้ดูเหมือนจะเกิดจากความขัดข้องในการสื่อสารผ่านเครือข่ายระหว่าง iPhone กับระบบหลังบ้านของ Siri ซึ่งอาจแก้ไขได้ด้วยการปิด VPN หรือปรับเปลี่ยนการตั้งค่าเครือข่าย Wi-Fi
อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เฟซของ Siri ไม่ได้ระบุสาเหตุของปัญหาอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ใช้งานต้องติดอยู่กับผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียงที่ใช้งานไม่ได้จริง นอกจากนี้ ยังคาดว่าโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ของ Apple อาจประสบปัญหาขัดข้องชั่วคราวเป็นระยะ ซึ่งส่งผลให้การประมวลผลคำสั่งล้มเหลวได้เช่นกัน
ถึงแม้ Siri เวอร์ชันใหม่ จะถูกออกแบบมาให้ค้นหาข้อมูลในอุปกรณ์ได้ดียิ่งขึ้น แต่ผู้ใช้งานบางรายกลับพบปัญหาในทางตรงกันข้าม เช่น เมื่อสั่งงานว่า “เพิ่มไข่ลงในรายการซื้อของในแอป Reminders” ผู้ช่วยอัจฉริยะคนใหม่กลับแจ้งว่าหาไม่พบรายการดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ผู้ใช้งานพยายามสั่งให้ Siri ปิดนาฬิกาปลุกทั้งหมด แต่ Siri กลับตอบกลับมาว่าไม่มีการตั้งนาฬิกาปลุกไว้ หรือในกรณีของอุปกรณ์ HomeKit ที่ผู้ใช้รายงานว่า Siri ไม่สามารถค้นหาอุปกรณ์ด้วยชื่อได้อย่างแม่นยำหรือสม่ำเสมอ
คาดว่าปัญหาดังกล่าว อาจเกี่ยวข้องกับข้อผิดพลาด หรือ Bug ในระบบจัดทำดัชนีข้อมูลสำหรับการค้นหา แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีวิธีแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้งานสามารถทำได้เองหรือไม่ ผู้ใช้ Apple Watch บางรายยังเจอกับกรณีแปลกประหลาด เช่น Siri แจ้งว่า “ไม่สามารถตั้งเวลาจับเวลาได้เนื่องจากไม่มีแอป Clock ติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์นี้”
3) ต้องปลดล็อก iPhone เพื่อตอบสนองต่อคำสั่ง
Siri เวอร์ชันใหม่บังคับให้ผู้ใช้งานต้องปลดล็อก iPhone เพื่อตอบสนองต่อคำสั่งจำนวนมาก ถึงแม้จะเปิดตัวเลือก “allow Siri when locked” ไว้แล้วก็ตาม ข้อกำหนดนี้ใช้กับคำสั่งหลากหลายรูปแบบ ซึ่ง Siri เวอร์ชันเดิมไม่เคยต้องการให้ปลดล็อกอุปกรณ์มาก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้คนมักเรียกใช้งาน Siri ในขณะที่ iPhone ถูกล็อกอยู่เสมอ เช่น ระหว่างขับรถหรือขณะเดินทางโดยใส่ AirPods
4) ตอบสนองต่อคำสั่งช้า โดยเฉพาะบน Apple Watch
อีกปัญหาที่พบบ่อยคือ Siri เวอร์ชันใหม่ ตอบสนองช้ากว่าเดิม แม้ว่าการประมวลผลบนตัวเครื่องจะมีบทบาทในการทำงานของ Siri เวอร์ชันใหม่ แต่กระบวนการส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นบนระบบคลาวด์ผ่าน Private Cloud Compute ดังนั้น หากการเชื่อมต่อเครือข่ายช้า Siri ก็จะตอบสนองช้าตามไปด้วย แม้จะเป็นคำสั่งพื้นฐานอย่างการส่งข้อความหรือการตรวจสอบการแจ้งเตือนก็ตาม
ปัญหาเรื่องความล่าช้าเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษเมื่อใช้งาน Siri AI บน watchOS 27 ร่วมกับ Apple Watch Series 9 หรือรุ่นใหม่กว่า แม้แต่คำสั่งง่ายๆ อย่าง “ตั้งเวลา 5 นาที” ก็อาจต้องใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะประมวลผลเสร็จ ถือเป็นความถดถอยที่น่าผิดหวัง เมื่อเทียบกับ Siri เวอร์ชันก่อน ซึ่งคำสั่งเหล่านี้มักจะได้รับการประมวลผลแทบจะในทันที
5) บางฟีเจอร์หายไป และการทำงานไม่เสถียร เมื่อเทียบกับ Siri เวอร์ชันเดิม
แหล่งข่าวพบว่า มีฟีเจอร์บางอย่างจาก Siri เวอร์ชันเดิมที่ยังไม่มีในระบบใหม่ ตัวอย่างเช่น Apple ระบุว่าขณะนี้ AI ของ Siri ยังไม่รองรับการสอบถามข้อมูลจากแอป Health นอกจากนี้ ผู้ที่เคยใช้งานฟีเจอร์ผสานการทำงานร่วมกับ ChatGPT ก็ไม่สามารถขึ้นต้นประโยคคำสั่งด้วยคำว่า “Use ChatGPT” เพื่อส่งคำสั่งไปยัง ChatGPT ได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบคำสั่งบางอย่างที่ Siri เวอร์ชันเดิมเข้าใจได้ แต่ Siri เวอร์ชันใหม่กลับตีความผิดพลาด ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความหงุดหงิดให้กับผู้ใช้งานที่คุ้นเคยกับการสั่งงานด้วยรูปแบบเฉพาะเจาะจงเป็นประจำ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากศักยภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของ Siri เวอร์ชันใหม่ ทำให้คำถามหรือคำสั่งที่ใช้ถ้อยคำเฉพาะเจาะจงบางอย่าง อาจกลายเป็นประโยคที่กำกวมได้ เมื่อเทียบกับขอบเขตการทำงานที่จำกัดกว่าของ Siri แบบดั้งเดิม
สำหรับผู้ใช้งานที่ไม่พอใจการทำงานของ Siri AI สามารถกลับไปใช้งาน Siri แบบดั้งเดิมได้ โดยไปที่แอป Settings > Screen Time > Content & Privacy Restrictions > Siri แล้วเปลี่ยนตัวเลือกใน Allowed Siri จาก Siri AI (Beta) เป็น Siri Classic (หรือเข้าไปที่การตั้งค่าของ Siri โดยตรง เพื่อปิดการใช้งาน Siri ก็ได้เช่นกัน)
ที่มา – 9to5Mac