Sony และบริษัทในเครือทั้งหมด ได้ตัดสินใจไม่ไปร่วมงาน ซีอีเอส งานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่สหรัฐฯ ในมกราคมปี 2027

โฆษกของโซนี่ กล่าวว่า ธุรกิจหลักได้เปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมบันเทิง ทรัพย์สินทางปัญญา (ไอพี) และคอนเทนต์ครีเอเตอร์
ประกอบกับมีช่องทางในการให้ข้อมูลและเปิดตัวสินค้าหลากหลายกว่าในอดีต จึงงดไปงาน ซีอีเอส ในปีหน้า แต่จะยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือกับทางสมาคมเทคโนโลยีผู้บริโภคสหรัฐฯ (ซีทีเอ) ซึ่งเป็นผู้จัดงานต่อไป
การตัดสินใจดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ เพราะโซนี่ถือเป็นขาประจำที่เข้าร่วมงาน ซีอีเอส มาตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี 1967 นี่จึงถือเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่จะไม่มีบูธของโซนี่ ในงานนี้
ดังนั้นงานจึงจะขาดสีสันไปพอสมควร เพราะนอกจากจะร่วมงานไม่เคยขาดแล้ว บูธของโซนี่ ก็เป็นหนึ่งในบูธขนาดใหญ่ที่สุดของงานมาทุกปี
ขณะที่ความดังของแบรนด์และสินค้านวัตกรรมของโซนี่ ก็สามารถเรียกความสนใจได้เสมอ จนช่วยในเรื่องจำนวนผู้เข้าชมงานได้เป็นอย่างดีมาตลอด
นี่ทำให้ฝ่ายจัดงานกำลังหาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งมาแทน เพราะการหายไปของ โซนี่ทำให้พื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ว่างลง ทว่ายังไม่มีรายงานว่าบริษัทใดจะมาแทน โซนี่
แม้ โซนี่ ระบุว่าเป็นผลมาจากการปรับทิศทางธุรกิจหลัก แต่ในอีกด้านหนึ่งการไม่ไปร่วมงาน ซีอีเอส ก็เป็นการสะท้อนขาลงของ โซนี่ ในตลาดโลก
เพราะปัจจุบัน โซนี่ แทบไม่มีสินค้าเทคโนโลยีระดับนวัตกรรมออกสู่ตลาดเลย ต่างจากช่วงขาขึ้นในอดีตที่เคยส่งสินค้าตัวใหม่-รุ่นใหม่มาเปิดตัวในงาน ซีอีเอส อยู่เสมอ
เช่น กล้องวิดีโอแบบพกพาในปี 1981 เครื่องเล่นวิดีโอเกม เพลย์สเตชัน ในปี 1994 (หรือต้นแบบเครื่องคอนโซลในยุคนั้น) และเครื่องเล่นเพลงวอล์กแมนรุ่นใหม่เมื่อปี 2015
สัญญาณการไม่ไปร่วมงาน ซีอีเอส ของ โซนี่ เริ่มมีสัญญาณมาตั้งแต่ครั้งล่าสุดเมื่อต้นปี 2026 ซึ่ง โซนี่ เปลี่ยนจากการมีบูธหลักขนาดใหญ่
ไปเป็นการขึ้นเวทีเผยความคืบหน้าของ “อฟีล่า” โครงการพัฒนารถอีวีที่ทำร่วมกับฮอนด้า เมื่อปี 2022

ซึ่งโซนี่รับหน้าที่ออกแบบระบบเทคโนโลยีและความบันเทิงต่างๆ ส่วนฮอนด้าดูแลเรื่องรถ แต่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว
ขาลงของ โซนี่ จนต้องปรับทิศทางธุรกิจ ยังมาจากการเสียส่วนแบ่งในตลาดสินค้าเทคโนโลยีให้แบรนด์จีน โดยเฉพาะโทรทัศน์อีกด้วย
นอกจาก โซนี่แล้ว พานาโซนิคก็เป็นบริษัทญี่ปุ่นอีกแห่งที่ประกาศไม่ไปร่วมงาน ซีอีเอส ในปี 2027 โดย พานาโซนิคระบุว่า
ปัจจุบันช่องทางการสื่อสารข้อมูลแพร่หลายและหลากหลายขึ้น บริษัทจึงเปลี่ยนแผนไปเน้นการโปรโมตผ่านงานแสดงสินค้าเฉพาะกลุ่มและกิจกรรมที่เจาะจงผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมโดยตรงแทน
สำหรับงาน ซีอีเอส จัดขึ้นครั้งแรกปี 1967 โดยหลังจากพัฒนาขึ้นมาเป็นงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ก็มีนวัตกรรมใหม่ๆ มาเปิดตัวอยู่เสมอ
เช่น กล้องวิดีโอแบบพกพาในปี 1981 อุปกรณ์ช่วยงานส่วนบุคคลดิจิทัล (พีดีเอ) ที่ใช้ชื่อ “นิวตัน” ของ แอปเปิลในปี 1993 (ที่ต่อมาเป็นต้นแบบของ ไอโฟน)
เครื่องเล่นแผ่นดีวีดีในปี 1996 และแท็บเล็ตรุ่นแรกๆ จาก ไมโครซอฟต์ เมื่อปี 2010
ส่วนประเทศที่ส่งบริษัทมาออกบูธใน ซีอีเอส มากเป็นอันดับ 1 มาโดยตลอดคือสหรัฐฯ โดยญี่ปุ่นไม่เคยหลุดจาก 3 อันดับสูงสุดของประเทศที่ส่งบริษัทมาออกบูธอยู่นานหลายปี

ยุคทองของบริษัทเทคโนโลยีญี่ปุ่นในงาน ซีอีเอส คือช่วงต้นยุค 90 โดย ณ เวลาดังกล่าว แบรนด์ญี่ปุ่นครองตลาดสินค้าเทคโนโลยีโลก โซนี่ พานาโซนิค และ โตชิบา จึงนำแบรนด์ญี่ปุ่นครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในงาน
ทว่าช่วง 10 ปีมานี้ ขนาดพื้นที่บูธและจำนวนบูธของบริษัทญี่ปุ่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางขาลงของแบรนด์เทคโนโลยีญี่ปุ่น
รวมไปถึงอันดับด้านนวัตกรรมของญี่ปุ่นบนเวทีโลกที่ถดถอย เช่น การใช้เอไอที่ยังน้อย
สวนทางกับบริษัทจีนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยงาน ซีอีเอส ครั้งล่าสุดเมื่อต้นปี 2026 มีบริษัทจีนมาออกบูธในงาน 1,176 บริษัท มากเป็นอันดับ 2 รองจากบริษัทสหรัฐฯ
ส่วนบริษัทญี่ปุ่น แม้อยู่อันดับ 5 แต่จำนวนบูธห่างจากจีนแบบไม่เห็นฝุ่น ด้วยจำนวนเพียง 103 บูธเท่านั้น
ซึ่งในปี 2027 คงลดลงไปอีก เพราะบริษัทใหญ่ที่เป็นขาประจำของงาน ซีอีเอส อย่าง โซนี่ และ พานาโซนิค ประกาศไม่มาร่วมงานแล้ว / japantimes, bizchoson, sudonull