
นายพรชลิต พลอยกระจ่าง Managing Director Real Estate & Infrastructure Investment บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการเปลี่ยนแผงพลังงานแสงอาทิตย์ของ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี หรือ SUPEREIF ล่าสุดกองทุนฯ ได้ปรับปรุงแผนการดำเนินงานใหม่ โดยลดจำนวนโครงการเป้าหมายลงจาก 4 โครงการ เหลือ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการหัวหว้า 2, โครงการบ้านลำ 1 และโครงการบ้านลำ 2 (ยกเลิกโครงการโนนห้อม) อย่างไรก็ดี ได้มีการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเปลี่ยนใหม่รวมเป็น 4.52 เมกะวัตต์ จากแผนเดิม 4.02 เมกะวัตต์
สำหรับการปรับแผนดังกล่าว ส่งผลให้งบลงทุนในการเปลี่ยนแผงพลังงานแสงอาทิตย์รวมเพิ่มขึ้นเป็น 37.15 ล้านบาท ซึ่งหากคิดเฉพาะสัดส่วนของ SUPEREIF ร้อยละ 80 จะอยู่ที่ 29.72 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการสำรวจพบความเสียหายของแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มเติม จึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของโครงการบ้านลำ 1 เป็น 2.00 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันการขอแก้ไขใบอนุญาตมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงยุบรวมเป้าหมายเหลือเพียง 3 โครงการ นอกจากนี้ ต้นทุนแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้น จากการที่รัฐบาลจีนประกาศยกเลิกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับแผงที่ส่งออก ราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น และผลกระทบจากราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ กองทุนฯ ได้คัดเลือก บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยบริษัท 17 อัญญวีร์ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ 17AYH จะลงนามว่าจ้าง SUPER ในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 และคาดว่าการเปลี่ยนแผงโซลาร์เซลล์ทั้ง 3 โครงการจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2570 โดยเลือกใช้แผงชนิด Dual Glass Monocrystalline รุ่น Vertex S+ ขนาด 480 W จาก Trina Solar ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ส่วนแผงเดิมที่ถูกรื้อถอนและยังมีสภาพดี จะถูกนำไปใช้เป็นอะไหล่เพื่อเปลี่ยนทดแทนในโครงการอื่นต่อไป
ด้าน บริษัท เอฟรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาทางเทคนิค และผู้ดูแลผลประโยชน์ มีความเห็นว่าแผนการดังกล่าวมีความเหมาะสม ทั้งในด้านเทคนิคและประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คาดช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าและรายได้ของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 11 เดือน ถึง 1 ปี 3 เดือน การดำเนินการของ SUPEREIF ในครั้งนี้จึงถือเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม
Back to top button