Synthetic Biology Thailand 2026 กับอนาคตการผลิตมูลค่าสูง

Published on 23 ก.ย. 2026

MM Thailand เจาะลึกกระแส Synthetic Biology Thailand 2026 นวัตกรรมระดับเซลล์ ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้าง Industrial Biotechnology ของประเทศ หากสงสัยว่า Synthetic Biology คืออะไร? คำตอบ คือ เทคโนโลยีปรับแต่งรหัสพันธุกรรมเพื่อสั่งการให้จุลินทรีย์สร้างสารเคมีหรือสารอาหารที่ต้องการขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งต่อยอดจากเทคโนโลยีชีวภาพดั้งเดิมและพันธุวิศวกรรม โดยเน้นความสามารถในการออกแบบระบบการทำงานของเซลล์ใหม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์เฉพาะของภาคอุตสาหกรรม

จากการวิเคราะห์กลไก Biotechnology Manufacturing ยุคใหม่ สิ่งสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนพืชผลทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง ด้วยกระบวนการหมักแม่นยำสูง (Precision Fermentation) ขณะที่ความท้าทายหลักของโรงงานไทยในปัจจุบัน คือ ขั้นตอนการขยายขนาดกำลังการผลิตหรือ Scale-Up จากห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าทางเทคโนโลยีและตลาดอย่างเป็นระบบ จึงเป็นปัจจัยตัดสินความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพไทยให้เติบโต

Synthetic Biology กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีในห้องแล็บสู่โจทย์การผลิต

จุดแตกต่างสำคัญของ Synthetic Biology Thailand เมื่อมองจากมุมอุตสาหกรรม คือ การปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งมีชีวิต (เช่น พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์) โดยการมองระบบชีวภาพ (Biological Systems) เป็นสิ่งที่สามารถออกแบบและปรับแต่งโครงสร้าง เพื่อสร้างสารชีวโมเลกุลมูลค่าสูงตามเป้าหมายธุรกิจได้

กระบวนการทำงานดังกล่าวได้รับการต่อยอดมาจากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) และเชื่อมโยงเข้ากับวิศวกรรมเมแทบอลิซึม (Metabolic Engineering) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดเส้นทางการสร้างสารภายในเซลล์ให้ตรงกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ เมื่อเข้าสู่ภาคการผลิต เป้าหมายจริงจึงไม่ได้อยู่แค่ในระดับห้องทดลอง แต่ต้องตอบโจทย์ว่ากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology Industry) จะสามารถสร้างสารสกัดที่มีปริมาณ คุณภาพ และต้นทุนที่เหมาะสมกับการแข่งขันในตลาดได้จริงหรือไม่ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ภาคการผลิตด้วยชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology Manufacturing) ต้องทำงานร่วมกับวิศวกรรมกระบวนการชีวภาพ (Bioprocessing) ตั้งแต่เริ่มต้น

จาก Genetic Engineering สู่การออกแบบระบบชีวภาพ

เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์หรือ Synthetic Biology คือ ศาสตร์ที่รวมความรู้ทางชีววิทยาเข้ากับวิศวกรรมศาสตร์รวมถึงเทคโนโลยีชีวสารสนเทศ (Bioinformatics) เพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงโครงสร้างของจุลินทรีย์ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ระบุว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการในหลายภาคส่วน เช่น การผลิตยาชีววัตถุ, พลังงานสะอาด, วัสดุชีวภาพ และกลุ่มอาหารโปรตีนทางเลือก

สำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย สิ่งสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Industry Thailand) จึงไม่ใช่เพียงการเข้าใจทฤษฎี แต่คือการนำความสามารถเหล่านี้ ไปสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดได้จริง

Cell Factory ทำให้เซลล์กลายเป็นระบบผลิต

แนวคิดโรงงานเซลล์อัจฉริยะหรือ Cell Factory คือ การใช้เซลล์พืชหรือการปรับแต่งจุลินทรีย์ (Microorganism Engineering) ให้ทำหน้าที่เป็นระบบหลักในการสร้างผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ตามที่ธุรกิจต้องการ

นักวิจัยสามารถใช้เทคโนโลยีออกแบบดีเอ็นเอ (DNA Design) ร่วมกับการปรับแต่งเซลล์ (Cell Engineering) เพื่อกำหนดระบบการทำงานภายในตัวจุลินทรีย์ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการเพาะเลี้ยง

วิธีการนี้ส่งผลให้เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์เชื่อมโยงกับการผลิตเชิงชีวภาพ (Biomanufacturing) โดยตรงและช่วยเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตดั้งเดิม ไปสู่กระบวนการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยฐานชีวภาพ (Bio-Based Manufacturing) ที่สามารถควบคุมปริมาณและคุณภาพได้ในระดับอุตสาหกรรม

จากการออกแบบเซลล์สู่โรงงาน จุดสำคัญอยู่ที่ Bioprocessing

เทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ยืนยันความพร้อมสำหรับการผลิตจริงในระดับโรงงานอุตสาหกรรม เพราะกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการผลิตทางชีวภาพ (Bioprocessing) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมระบบเพาะเลี้ยง การควบคุมสภาพแวดล้อมในถังหมัก ไปจนถึงขั้นตอนการสกัดแยกสารให้บริสุทธิ์ เมื่อขยายขนาดการผลิตให้มีปริมาณมาก ตัวแปรที่เคยควบคุมได้ง่ายในหลอดทดลอง ทั้งอุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ออกซิเจน และแรงกวน จะส่งผลกระทบและเกิดความแปรปรวนมากขึ้น

ข้อมูลเชิงลึกจากไบโอเทค (BIOTEC) ระบุว่า การนำนวัตกรรมชีวภาพออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องอาศัยการปรับปรุงและตรวจสอบกระบวนการอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถทำ Scale-Up ได้จริง โดยต้องเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบถังปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor) และการควบคุมค่าการหมักอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมให้กระบวนการผลิตชีวภาพไทย (Bioprocessing Technology Thailand) มีความเสถียรและได้มาตรฐานในระดับอุตสาหกรรม

Precision Fermentation กำลังเชื่อม Biotechnology กับการผลิตมูลค่าสูง

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biotechnology) ในปัจจุบัน กำลังขับเคลื่อนกระบวนการหมักแบบเจาะจง (Precision Fermentation) เพื่อให้เป็นแนวทางหลัก ในการผลิตสารเคมีชีวภาพและส่วนผสมอาหารเพื่อสุขภาพตามเป้าหมายธุรกิจ

แนวคิด คือ การใช้จุลินทรีย์ที่ได้รับการปรับแต่งโครงสร้างทางพันธุกรรมให้ผลิตสารที่ต้องการ จากนั้นจึงนำเข้าสู่ระบบการเพาะเลี้ยงและการสกัดแยกผลิตภัณฑ์ ผลผลิตที่ได้จะครอบคลุมตั้งแต่เอนไซม์ โปรตีนทางเลือก สารอาหารชีวภาพ ไปจนถึงสารชีวโมเลกุลมูลค่าสูง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของระบบชีวภาพ (Biological Systems) และวัตถุประสงค์ในการใช้งานของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท

สำหรับประเทศไทย แนวทางกระบวนการผลิตด้วยชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology Manufacturing) รูปแบบนี้ มีความน่าสนใจสูงมาก เพราะสามารถต่อยอดร่วมกับฐานอุตสาหกรรมอาหารและการหมักที่มีอยู่แล้ว สอดคล้องกับรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ พ.ศ. 2569-2578 ของ สอวช. ที่มุ่งเน้นการยกระดับพืชผลทางการเกษตร ไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีราคาสูงในตลาดโลก

Scale-Up คือ จุดที่เทคโนโลยีต้องผ่านการทดสอบในโลกจริง

การพัฒนา Synthetic Biology Thailand เพื่อเปลี่ยนผ่านกระบวนการทดลอง ปริมาณน้อยไปสู่ระดับอุตสาหกรรม จำเป็นต้องอาศัยการขยายขนาดการผลิตหรือ Scale-Up ที่มีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ภาคการผลิตเชิงชีวภาพ (Biomanufacturing) ต้องพิจารณา ไม่ใช่เพียงการเพิ่มขนาดถังหมักชีวภาพ (Bioreactor) แต่รวมถึงปัจจัยเฉพาะในการถ่ายเทออกซิเจน แรงกวน การควบคุมอุณหภูมิ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ความหนาแน่นของเซลล์และการจัดการสารสกัด หลังสิ้นสุดกระบวนการหมัก

ประเทศไทยมีระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับโจทย์การผลิตระดับอุตสาหกรรม (Biotechnology Manufacturing) อยู่แล้ว เช่น BIOTEC Bioprocessing Facility (BBF) ซึ่งเป็นโรงงานต้นแบบสำหรับงานชีวกระบวนการระดับกึ่งอุตสาหกรรม รองรับตั้งแต่การพัฒนาเทคนิคกระบวนการไปจนถึงการทดลองขยายกำลังการผลิตกึ่งอุตสาหกรรมร่วมกับภาคเอกชน โครงสร้างของ BBF ได้รับมาตรฐาน Codex GHPs และ HACCP ครอบคลุมระบบการทำงาน ตั้งแต่กระบวนการหมักแบบเจาะจง (Precision Fermentation) การเก็บเกี่ยว การสกัดแยกสารให้บริสุทธิ์ไปจนถึงการทำแห้ง

ความพร้อมนี้สะท้อนว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสร้างองค์ความรู้ในห้องปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว แต่คือขีดความสามารถในการนำกระบวนการผลิต ก้าวไปสู่ระดับโรงงานต้นแบบที่ได้มาตรฐานและมีความพร้อมก่อนการผลิตจริง

Synthetic Biology กับโอกาสของอุตสาหกรรมไทย

การเติบโตของอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ในประเทศไทย (Synthetic Biology Thailand) สามารถเชื่อมโยงและยกระดับโครงสร้างธุรกิจดั้งเดิมของประเทศได้ในหลากหลายมิติ ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตอาหาร ภาคการเกษตร เคมีภัณฑ์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

ข้อมูลจากทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ของ สอวช. (NXPO Synthetic Biology Roadmap) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีการปรับแต่งระบบชีวภาพนี้มีโอกาสสูงในการขับเคลื่อนและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับ 4 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย เช่น กลุ่มยาชีววัตถุหรือชีวเภสัชภัณฑ์, กลุ่มพลังงานสะอาด, กลุ่มวัสดุชีวภาพขั้นสูงและกลุ่มโปรตีนทางเลือก ซึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่กระบวนการผลิตเชิงชีวภาพ (Biomanufacturing) เหล่านี้ จะช่วยเปลี่ยนพืชผลทางการเกษตรของไทย ให้กลายเป็นสารชีวโมเลกุลที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

อาหารและสารสกัดราคาสูง

โอกาสสำคัญของภาคเกษตรกรรมไทย คือ การเปลี่ยนรูปแบบจากการจำหน่ายพืชผลแบบดั้งเดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (Value-Added Products) ผ่านกระบวนการหมักแบบเจาะจง

การใช้เทคโนโลยีเพื่อผลิตเอนไซม์ โปรตีน หรือส่วนผสมอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างสารสกัดที่มีราคาสูงกว่าวัตถุดิบตั้งต้นหลายเท่า

แนวทางนี้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านอาหาร (Food Biotechnology) และอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างวิทยาศาสตร์ชีวภาพกับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ

กระบวนการนี้มีข้อควรระวัง คือ หากผลผลิตสุดท้ายเข้าข่ายอาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมตามเกณฑ์กฎหมาย จะต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างละเอียด ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและต้องแสดงฉลากสินค้าให้ผู้บริโภคทราบอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์จากชีววิทยาสังเคราะห์หลายชนิดที่ใช้กระบวนการแยกสารสกัดออกจากจุลินทรีย์จนบริสุทธิ์และไม่มีสารพันธุกรรมหลงเหลืออยู่ จะมีแนวทางการประเมินความปลอดภัยเฉพาะตามประเภทของผลิตภัณฑ์นั้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าสินค้าจากเทคโนโลยีนี้ทุกชนิดจะจัดเป็นอาหารดัดแปรพันธุกรรมทั้งหมด

เอนไซม์และกลุ่มสารชีวภาพราคาสูง

เป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น กลุ่มเอนไซม์ สารเคมีชีวภาพ และผลิตภัณฑ์ชีวภาพราคาสูง (High-Value Bioproducts) ซึ่งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ได้พัฒนางานวิจัยด้านโรงงานเซลล์จุลินทรีย์ (Microorganism Engineering) และกระบวนการผลิตทางชีวภาพ เพื่อผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

สำหรับประเทศไทย นี่คือโอกาสการนำความหลากหลายของจุลินทรีย์ในธรรมชาติ มาผสมผสานกับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพและการหมัก เพื่อสร้างสารสกัดชนิดใหม่ที่ตลาดต้องการ

ชีวเภสัชภัณฑ์และระบบผลิตทางการแพทย์

เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยาชีววัตถุและชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) ซึ่งประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านชีวกระบวนการและการวิจัยที่สามารถสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากระดับงานวิจัยไปสู่การขยายขนาดการผลิตได้ โดยมีระบบควบคุมการเพาะเลี้ยงเซลล์จุลินทรีย์รวมถึงกระบวนการแยกสารให้บริสุทธิ์ที่มีมาตรฐาน

แต่ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีข้อกำหนดด้านคุณภาพและขั้นตอนการขออนุญาตตามกฎหมาย (Regulatory Pathway) ที่ซับซ้อนกว่าสินค้าทั่วไป ผู้ประกอบการจึงต้องประเมินความพร้อมของเทคโนโลยีควบคู่กับข้อบังคับทางกฎหมายตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโครงการ

โจทย์ใหญ่ของไทยไม่ได้อยู่ที่ R&D อย่างเดียว แต่คือ Commercialization

ประเด็นสำคัญของกระบวนการผลิตด้วยชีววิทยาสังเคราะห์หรือ Synthetic Biology Thailand 2026 ในมิติภาคการผลิตดั้งเดิม อาจไม่ได้เกี่ยวกับการมีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์แล้วหรือยัง แต่คือกลยุทธ์การเปลี่ยนงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการให้กลายเป็นอุตสาหกรรมชีวภาพเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้จริง

ประเทศไทยมีพื้นฐานด้านการปรับแต่งยีนและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Industry Thailand) เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งในส่วนของเครือข่ายนักวิจัย มหาวิทยาลัยและโรงงานต้นแบบกึ่งอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนไปสู่ระดับโรงงานผลิตเชิงชีวภาพ (Biomanufacturing) ขนาดใหญ่นั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลักร่วมกัน ทั้งการจัดหาแหล่งเงินทุน การพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย และระบบกำกับดูแลทางกฎหมาย

ข้อเท็จจริงจากรายงานของ สอวช. ระบุข้อมูลสำคัญว่า แม้ประเทศไทยจะมีฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงแบบเจาะจง (Deep Technology) ยังทำได้ไม่เต็มที่ สถิติที่ผ่านมาพบว่าประเทศไทยยังไม่มีการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับชีววิทยาสังเคราะห์โดยตรง ช่องว่างนี้นำไปสู่การวางนโยบายที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร การปรับปรุงข้อบังคับทางกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิบัตรอย่างเป็นระบบ ดังนั้น โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนงานวิจัยในมหาวิทยาลัย แต่คือการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยีต้นแบบ และธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้จริงจากงานวิจัย

แนวทางนี้สอดคล้องกับกรอบระยะเวลาการพัฒนาของ สอวช. (NXPO Synthetic Biology Roadmap Horizon) ที่แบ่งการขับเคลื่อนออกเป็น 3 ระยะอย่างชัดเจน

  •  เริ่มจากระยะ 1-2 ปีแรก ในการเร่งพัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีชีวภาพควบคู่กับการพิสูจน์โอกาสเชิงพาณิชย์ (Mastering Tools & Demonstrating Commercial Opportunity)
  •  ต่อเนื่องไปสู่ระยะ 3-5 ปี ในการสร้างฐานกำลังคนเฉพาะทางและการขยายขนาดการผลิตชีวภาพได้สำเร็จ (Scale-Up)
  •  ก่อนจะก้าวไปสู่ระยะ 5-10 ปี ในการขยายการเติบโตสู่ตลาดโลก (Market Scaling) 

แผนงานนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐมุ่งเน้นการสนับสนุนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระบบโครงสร้างพื้นฐาน, การพัฒนาบุคลากร, แหล่งเงินทุน, ทรัพย์สินทางปัญญาไปจนถึงระบบควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology Investment Thailand) ในอนาคต

Infrastructure ต้องต่อเนื่องตั้งแต่ Research ถึง Manufacturing

การขับเคลื่อนชีววิทยาสังเคราะห์ในประเทศไทย (Synthetic Biology Thailand) จำเป็นต้องพึ่งพาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความต่อเนื่อง ตั้งแต่ขั้นการค้นพบในห้องปฏิบัติการไปจนถึงโรงงานผลิตจริง

กระบวนการดำเนินงานประกอบด้วยขั้นตอนการวิจัย การสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ การขยายกำลังการผลิต การตรวจสอบมาตรฐาน และการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ในท้ายที่สุด หากในแต่ละช่วงของกระบวนการนี้ต้องเปลี่ยนทีมผู้พัฒนา สถานที่ หรือปรับระบบการทำงานใหม่ทั้งหมด ต้นทุนและความเสี่ยงทางธุรกิจจะเพิ่มสูงขึ้นทันที

อุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ของไทยจึงควรมีองค์ประกอบสำคัญ เช่น คลังข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ โรงงานต้นแบบมาตรฐาน GMP และศูนย์รับจ้างวิจัยและผลิตเชิงพาณิชย์ (CDMO) เข้ามาขับเคลื่อนภาคการผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing)

ขณะเดียวกัน โรงงานต้นแบบ BBF ของไบโอเทค ถือเป็นตัวอย่างโครงสร้างพื้นฐาน ที่ช่วยเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ระบบอุตสาหกรรม โดยรองรับกระบวนการทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Industrial Biotechnology Thailand) ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการหมักไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายในการสกัดแยกสารให้บริสุทธิ์

Talent ต้องเชื่อม Biology กับ Engineering และ Business

การพัฒนาวิศวกรรมชีวภาพ (Biological Engineering) เชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องอาศัยกลุ่มบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญแบบสหวิทยาการ ไม่ใช่เพียงนักชีววิทยาในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

การก้าวไปสู่กระบวนการผลิตจริงระดับอุตสาหกรรม ต้องใช้ทีมงานที่เข้าใจทั้งโครงสร้างเซลล์ วิศวกรผู้เชี่ยวชาญกระบวนการชีวภาพ (Bioprocess Engineer) นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการบริหารจัดการธุรกิจชีวภาพ แนวทางนี้สอดคล้องกับนวัตกรรมของ สอวช. ที่ระบุความต้องการกำลังคนเฉพาะทางจำนวนมาก เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Industry Thailand)

การประเมินความสำเร็จในภาคส่วนนี้ จึงไม่ควรวัดจากจำนวนงานวิจัยในระดับมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากขีดความสามารถของบุคลากร ในการนำนวัตกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology Industry Thailand) ก้าวข้ามจากขั้นตอนการวิจัย ไปสู่ระบบการผลิตและการทำการตลาดเชิงพาณิชย์ได้อย่างครบวงจร

Regulation และ IP ต้องเข้ามาตั้งแต่การออกแบบธุรกิจ

การขับเคลื่อนนวัตกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ในประเทศ (Synthetic Biology Thailand) จำเป็นต้องประเมินข้อบังคับทางกฎหมายควบคู่ไปกับการวางแผนธุรกิจ เนื่องจากเมื่อผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับอาหาร ยา หรือกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ มาตรการควบคุมด้านความปลอดภัยจะมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาอนุญาตให้นำสินค้าออกสู่ตลาด

ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีข้อกำหนดการควบคุมดูแลอาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม รวมถึงเกณฑ์การแสดงฉลากสินค้าอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สอวช.ได้ระบุว่า มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety), สิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และกรอบการกำกับดูแลทางกฎหมาย ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับภาคการผลิตด้วยชีวภาพ (Biomanufacturing)

การทำความเข้าใจข้อบังคับเหล่านี้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการออกแบบเทคโนโลยี จะช่วยให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Industry Thailand) สามารถมองเห็นข้อจำกัดและประเมินทิศทางการทำตลาดได้อย่างถูกต้อง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนงบประมาณจำนวนมากไปกับกระบวนการขยายขนาดกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมต่อไป

ก่อนลงทุนใน Synthetic Biology ผู้ประกอบการควรมองอะไร

การพิจารณาโอกาสในตลาดชีววิทยาสังเคราะห์ไทย (Synthetic Biology Thailand) สำหรับภาคธุรกิจ ควรเปลี่ยนทิศทางการตั้งคำถาม เพื่อประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนอย่างเหมาะสม

จากเดิมเทคโนโลยีนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง ให้เปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์เป็นเทคโนโลยีนี้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการและสามารถผลิตได้ในต้นทุนที่แข่งขันในเชิงพาณิชย์ได้จริงหรือไม่ มุมมองดังกล่าวส่งผลให้การประเมินอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Industry Thailand) ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงความสำเร็จของผลลัพธ์ในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องครอบคลุมข้อเท็จจริงทั้งในด้านตัวผลิตภัณฑ์ ความเสถียรของกระบวนการผลิตเชิงชีวภาพ (Biomanufacturing) ตลอดจนความคุ้มค่าในโครงสร้างราคาและแผนการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

เริ่มจาก Product และ Market ไม่ใช่ Technology เพียงอย่างเดียว

การขยายตัวของนวัตกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ขั้นสูง (Advanced Biotechnology) ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงไม่ได้การันตีว่าจะมีตลาดรองรับเสมอไป

ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มต้นจากความต้องการของตัวผลิตภัณฑ์ เช่น ปัญหาข้อจำกัดของวัตถุดิบ, โครงสร้างต้นทุนของระบบดั้งเดิม, คุณสมบัติสารสกัดที่ผู้บริโภคต้องการหรือกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม แล้วจึงย้อนกลับมาพิจารณาว่า วิทยาศาสตร์ระดับเซลล์นี้จะเข้ามาสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในจุดใด วิธีคิดเชิงกลยุทธ์นี้จะช่วยขับเคลื่อนให้การลงทุนในอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ไทย (Synthetic Biology Investment Thailand) เชื่อมโยงกับโอกาสทางธุรกิจอย่างแท้จริง มากกว่าการลงทุนตามกระแสเพียงอย่างเดียว

ประเมินต้นทุนตั้งแต่ Bioprocess ถึง Downstream Processing

โครงสร้างต้นทุนในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากขั้นตอนการหมักสารสกัดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหลังจากจุลินทรีย์สร้างสารที่ต้องการขึ้นมาแล้ว จำเป็นต้องผ่านกระบวนการแยกสารและทำให้บริสุทธิ์ (Downstream Processing) เช่น การเก็บเกี่ยวเซลล์, การสกัดแยก, การทำแห้งหรือการขึ้นรูปสารสกัด ตามข้อกำหนดของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท

การประเมินแผนธุรกิจการผลิตเชิงชีวภาพ (Biomanufacturing) จึงต้องคำนวณต้นทุนให้ครบวงจร ตั้งแต่ส่วนพืชผลทางการเกษตร ขั้นตอนการหมัก กระบวนการแยกสาร การสกัดให้บริสุทธิ์ การพัฒนาสูตรตำรับ ไปจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เหตุผลเพราะสินค้าที่ผลิตได้ปริมาณในห้องปฏิบัติการ อาจมีต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยสูงเกินไป เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการสกัดแยกและทำให้บริสุทธิ์ในระดับโรงงาน

มอง Scale-Up และมาตรฐานการผลิตตั้งแต่ต้น

เป้าหมายสูงสุดของการขับเคลื่อนธุรกิจ คือ การผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งผู้ประกอบการต้องประเมินความเป็นไปได้ในการขยายขนาดกำลังการผลิตหรือ Scale-Up จากระดับทดลองไปสู่ระดับอุตสาหกรรมตั้งแต่วันแรกของการพัฒนาโครงการ

ในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบ BBF ของไบโอเทค เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาทดสอบระบบการทำงาน ตั้งแต่ขั้นการพัฒนาเทคนิคไปจนถึงการทดลองผลิตในระดับโรงงานกึ่งอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบเสถียรภาพของกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology Industry)

ในมุมมองของนักลงทุน คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนไป จากที่จะสามารถผลิตสารชนิดนี้ได้หรือไม่ ไปสู่การวิเคราะห์ข้อเท็จจริงว่ากระบวนการนั้นสามารถผลิตได้ในปริมาณเท่าใด ต้นทุนต่อหน่วยคุ้มค่าต่อการแข่งขันในตลาดหรือไม่ จำเป็นต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใด และระบบสามารถควบคุมคุณภาพของสารสกัดให้มีความสม่ำเสมอในทุกรอบการผลิตได้จริงหรือไม่

Value Chain ของ Synthetic Biology ที่ผู้บริหารควรมอง

หากต้องการประเมินว่า เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ในประเทศไทย (Synthetic Biology Thailand) จะสามารถพัฒนาไปสู่โมเดลธุรกิจที่ทำกำไรได้จริงหรือไม่ ผู้บริหารจำเป็นต้องวิเคราะห์โครงสร้างห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าสู่ตลาดโลกอย่างเป็นระบบ ผ่านคำถามสำคัญดังต่อไปนี้

ขั้นตอนหลักคำถามสำคัญทางธุรกิจความหมายทางธุรกิจ
Biology (กำหนดโอกาสทางการตลาด)จะผลิตสารชีวโมเลกุลชนิดใด กำหนด Product Opportunity การกำหนดโอกาสและเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค 
Engineering (กำหนดประสิทธิภาพของผลลัพธ์)จะออกแบบระบบชีวภาพอย่างไรกำหนด Performanceการกำหนดประสิทธิภาพและความเสถียรของโครงสร้างรหัสพันธุกรรมในเซลล์ 
Bioprocessing (กำหนดอัตราการผลิตและกระบวนการ)จะเพาะเลี้ยงและควบคุมการผลิตอย่างไร กำหนด Yield และ Processการกำหนดอัตราผลตอบแทนและประสิทธิภาพสูงสุดของระบบการหมัก 
Scale-Up (กำหนดความเป็นไปได้ในเชิงอุตสาหกรรม)ขยายขนาดกำลังการผลิตได้หรือไม่ กำหนด Manufacturing Feasibilityการประเมินความเป็นไปได้เชิงวิศวกรรมในการย้ายจากห้องแล็บสู่ระดับอุตสาหกรรม 
Downstream Processing (ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน)จะสกัดแยกและทำให้สารบริสุทธิ์อย่างไร กำหนด Cost Impact หรือ Cost Competitivenessขั้นตอนสำคัญที่เป็นตัวแปรหลักในการกำหนดโครงสร้างต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย 
Regulation (กำหนดระยะเวลาในการเริ่มสร้างรายได้)ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานและข้อบังคับใดบ้าง กำหนด Time-to-Marketการกำหนดระยะเวลาและความรวดเร็วในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด
Commercialization (กำหนดศักยภาพการสร้างรายได้)ตลาดต้องการหรือไม่กำหนด Revenue Potentialการประเมินศักยภาพการสร้างรายได้และผลตอบแทนทางการเงินในระยะยาว 
Manufacturing (กำหนดความอยู่รอดของธุรกิจ)ควบคุมต้นทุนให้แข่งขันได้อย่างไร กำหนด Business Viabilityปัจจัยหลักในการตัดสินความอยู่รอดและความได้เปรียบทางการค้าของธุรกิจอย่างยั่งยืน 

ประโยชน์ของการวิเคราะห์แบบเชื่อมโยงตามกรอบวิเคราะห์ที่ MMThailand นำเสนอ จะช่วยให้ผู้บริหารในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Industry Thailand) มองเห็นข้อเท็จจริงว่า โครงการนวัตกรรมนี้ไม่ใช่เพียงแค่โครงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ แต่คือห่วงโซ่คุณค่าที่มีความต่อเนื่อง ตั้งแต่ขั้นการออกแบบโครงสร้างระดับเซลล์ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบโรงงานผลิตเชิงชีวภาพ (Biomanufacturing) และการจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

Synthetic Biology Thailand 2026 จะไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการเชื่อมทั้งระบบ

การขับเคลื่อนนวัตกรรมชีววิทยาสังเคราะห์หรือ Synthetic Biology Thailand 2026 ไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านพืชผลทางการเกษตร ความชำนาญในเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation Technology) และงานวิจัยพื้นฐาน

สิ่งที่กำลังปรับเปลี่ยน คือ บทบาทของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Industry Thailand) จากการสร้างองค์ความรู้ในเชิงวิชาการ ไปสู่การสร้าง Bioproducts เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยข้อมูลนโยบายล่าสุดระบุว่า สอวช. ได้เผยแพร่แนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ พ.ศ. 2569-2578 ที่มุ่งเน้นการยกระดับผลิตภัณฑ์ การสร้างกำลังคนเฉพาะทาง และการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน แผนอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology Industry Thailand) ที่พัฒนาผ่านเครือข่ายความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ก็ได้ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบรอบด้าน ทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งเงินทุน บุคลากร ตลอดจนข้อบังคับทางกฎหมายและการทำตลาด ทำให้คำถามของภาคการผลิตเปลี่ยนจากการถามว่า เทคโนโลยีทำอะไรได้บ้าง ไปสู่การวิเคราะห์กลยุทธ์ว่าจะเชื่อมโยงผลลัพธ์จากห้องปฏิบัติการให้กลายเป็นกระบวนการผลิตชีวภาพ (Bioprocessing) ที่เสถียรและแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร

หากภาคธุรกิจสามารถประสานการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบโครงสร้างระดับเซลล์ การขยายขนาดกำลังการผลิต การจัดการระบบโรงงานผลิตเชิงชีวภาพ (Biomanufacturing) ไปจนถึงการจับคู่ความต้องการของตลาดปลายทาง โอกาสของเทคโนโลยีนี้จะช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ยุคการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยฐานชีวภาพ (Bio-based Manufacturing) ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

สรุปโดย MMThailand

ความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์หรือ Synthetic Biology Thailand 2026 กำลังก้าวเข้าสู่ระยะสำคัญ ซึ่งโจทย์หลักไม่ใช่เพียงเรื่องขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรมระดับเซลล์ ให้กลายเป็นความสามารถในภาคการผลิตได้จริง

เส้นทางธุรกิจอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบระบบชีวภาพ การพัฒนาโรงงานเซลล์อัจฉริยะ (Cell Factory) การหมักแบบเจาะจง (Precision Fermentation) วิศวกรรมกระบวนการชีวภาพ กระบวนการขยายขนาดกำลังการผลิต (Scale-Up) ขั้นตอนการสกัดแยกสารให้บริสุทธิ์ การผ่านเกณฑ์มาตรฐานกฎหมายควบคุม และการวางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาด

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างระบบการผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Industrial Biotechnology Thailand) ทั้งความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพ ความชำนาญในกระบวนการหมักดั้งเดิมและโครงสร้างพื้นฐานโรงงานต้นแบบกึ่งอุตสาหกรรม สอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐที่กำลังเร่งกำหนดนโยบายผลักดันงานวิจัยไปสู่สินค้าชีวภาพราคาสูง สำหรับผู้ประกอบการไทย ประเด็นสำคัญในการตัดสินใจลงทุนจึงไม่ใช่เพียงการติดตามเทรนด์เทคโนโลยี แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่า สารสกัดที่ผลิตขึ้นมีตลาดโลกมารองรับมากน้อยเพียงใด กระบวนการผลิตมีเสถียรภาพแค่ไหน ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยคุ้มค่ากับการแข่งขันทางการค้าหรือไม่ และสามารถขอใบอนุญาตได้อย่างถูกต้องภายใต้กรอบข้อบังคับความปลอดภัยทางชีวภาพหรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ขีดความสามารถในการบริหารจัดการระบบโรงงานผลิตเชิงชีวภาพ (Biomanufacturing) ที่มีเสถียรภาพและสามารถควบคุมต้นทุนให้แข่งขันได้ในตลาดโลก จะเป็นตัวแปรหลักในการเปลี่ยนฐานงานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพให้กลายเป็นผลตอบแทนทางการเงินที่จับต้องได้จริงในอนาคต

แหล่งอ้างอิง

  • สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NXPO), กรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพด้วย อววน. พ.ศ. 2569-2578 เผยแพร่ 8 เมษายน 2026 (สอวช.)
  • NXPO, MHESI-NXPO advances Thailand’s Synthetic Biology Roadmap to foster high-value innovation, 2025 (สอวช.)
  • NXPO, Thailand 10yrs Synthetic Biology Roadmap (สอวช.)
  • NXPO, SynBio Ecosystem Development Roadmap (สอวช.)
  • NXPO, Establishment of Thailand Synthetic Biology Consortium (สอวช.)
  • BIOTEC, BIOTEC Bioprocessing Facility (BBF) และข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานด้าน Bioprocessing (BIOTEC)
  • BIOTEC, Microbial Cell Factory Research Team (BIOTEC)
  • BIOTEC, Technical Service / Pilot Plant for Microbial Fermentation (BIOTEC)
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), อาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม และข้อกำหนดการแสดงฉลาก (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)
  • Board of Investment of Thailand (BOI), Investment Promotion Guide 2025 / Eligible Activities (osos.boi.go.th)