‘The Great Wealth Transfer’ ถอดศาสตร์และศิลป์กู้วิกฤตกงสี เมื่อความมั่งคั่งต้องข้ามผ่านรอยต่อเจเนอเรชั่น โดย KBank Private Banking [Advertorial]

Published on 31 ส.ค. 2026

เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘The Great Wealth Transfer’ หรือปรากฏการณ์การส่งมอบความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์และธุรกิจครอบครัวสูงถึง 85 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่กำลังจะเปลี่ยนมือจากรุ่นผู้ก่อตั้งไปสู่ทายาทรุ่นถัดไปในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า

แต่คำถามสำคัญสำหรับบริบทไทยคือ “กงสีไทยพร้อมแค่ไหนกับคลื่นยักษ์ลูกนี้?”

ข้อมูลจาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย เผยอินไซต์ที่น่าตกใจว่า ครอบครัวไทยกว่า 80% ยังไม่มีแผนสืบทอดธุรกิจที่ชัดเจน มีเพียง 18.2% ของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) เท่านั้นที่วางแผนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (26.9%) อย่างเห็นได้ชัด

คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร จาก KBank Private Banking ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ The Great Wealth Transfer 1

คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Family Wealth Solution Head – Estate Planning Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย หนึ่งในผู้บุกเบิกบริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัวในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์การทำงานและสั่งสมความเชี่ยวชาญในกระทรวงการคลังยาวนานถึง 16 ปี ในบทบาทนิติกรที่รับผิดชอบงานด้านนโยบายและการร่างกฎหมาย จึงทำให้เขาเข้าใจโครงสร้างกฎหมาย การกำกับดูแล และบริบทการวางแผนทรัพย์สินอย่างรอบด้าน ชี้ว่า ความท้าทายนี้จะส่งผลกระทบใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ครอบครัวและธุรกิจ ที่เกิดความต่างทางความคิดของคนในครอบครัวที่ต่างเจนเนอเรชัน ภาครัฐและนโยบาย ภาษีมรดกและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก และ ระบบเศรษฐกิจภาพรวม เพราะธุรกิจครอบครัวคือกระดูกสันหลังของ GDP

“ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ ‘จะส่งมอบอะไร’ แต่คือ ‘จะรักษา สร้างความเติบโต และส่งต่ออย่างไรให้ยั่งยืน’ ผ่านกรอบคิด 3 แกนหลัก คือ Preserve (รักษาสินทรัพย์), Grow (เติบโตชนะเงินเฟ้อ) และ Transfer (ส่งต่ออย่างเป็นระบบ) ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน”

สายเลือด หรือ ความสามารถ? โจทย์หินที่ต้องมี ‘กติกากลาง’

คุณพีระพัฒน์ชี้ว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องผลประกอบการ แต่คือเรื่อง ‘คน’ และการไม่มี ‘กติกากลาง’ ระบุสิทธิและหน้าที่ของแต่ละคนอย่างชัดเจน

เพราะทุกครั้งที่ต้องส่งต่อหรือบริหารธุรกิจ มักมีเรื่องสายสัมพันธ์ ความเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เครือญาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องแยกให้ชัดระหว่าง ‘ครอบครัว’ กับ ‘สินทรัพย์’

“คำถามที่เรามักถามลูกค้าเสมอคือ ‘คุณจะเลือกอะไรระหว่างสายเลือดกับความสามารถ?’ เพราะต่อให้คุณเลือกคนที่เก่งที่สุดในบ้าน แต่เขาเก่งพอที่จะไปแข่งขันในตลาดจริงหรือเปล่า ถ้าคำตอบคือไม่ใช่ คุณจะยังเลือกเขาอยู่ไหม หรือเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร”

พร้อมยกตัวอย่าง ครอบครัวหนึ่งมีลูก 3 คน ลูกสาวคนสุดท้องอาจเป็นคนที่มีศักยภาพสูงที่สุด จนพ่อแม่มองว่าเหมาะจะขึ้นมาเป็น CEO แต่ในขณะเดียวกัน ลูกชายอีกสองคนก็ยังต้องการได้รับการเคารพและยอมรับในฐานะทายาทเช่นกัน

คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร จาก KBank Private Banking ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ The Great Wealth Transfer 2

คำถามง่าย ๆ ที่ครอบครัวทุกบ้านควรลองถามตัวเองคือ “วันนี้คนในครอบครัวแต่ละคนมีสิทธิและหน้าที่อะไร มีขอบเขตการตัดสินใจแค่ไหน และมีกติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกันจริง ๆ หรือยัง” ถ้าคำตอบยังไม่ชัด นั่นคือสัญญาณว่าควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้

ในประเทศอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน แนวคิดเรื่อง ‘ผู้ถือหุ้นที่ดี’ เริ่มชัดเจนขึ้น ทายาทไม่จำเป็นต้องลงมาบริหารเองหากไม่อยากทำ ส่งผลให้ Family Office เติบโตขึ้นถึง 200% ในสิงคโปร์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อดึงมืออาชีพเข้ามาจัดการสินทรัพย์และการบริหารงาน

แนวโน้มที่เริ่มเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ คือ คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้ามารับช่วงต่อ หลายครอบครัวที่ทายาทตัดสินใจเดินออกจากกงสีไปโดยไม่ได้มีเรื่องบาดหมางหรือทะเลาะเบาะแว้ง พวกเขาแค่ต้องการอิสระในการออกไปทำสิ่งที่รัก

คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร จาก KBank Private Banking ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ The Great Wealth Transfer 3

สำหรับครอบครัวไทย KBank Private Banking ได้นำโมเดล Hybrid เข้ามาปรับใช้ โดยมององค์ประกอบ 4 ส่วนให้ชัดเจน:

  1.   การเป็นเจ้าของ (Ownership)
  2.   อำนาจตัดสินใจ (Decision-making)
  3.   อำนาจบริหาร (Management)
  4.   การจัดการงานรายวัน (Day-to-day Operation)

“ไม่ใช่ทุกคนจะเก่งเรื่องการลงทุน ยิ่งบ้านไหนมีสินทรัพย์หลากหลาย ทั้งอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ทางการเงิน การบริหารจัดการก็ยิ่งซับซ้อน Family Office จึงถูกตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยงานหนึ่งในครอบครัว ทำหน้าที่ดูแลเรื่องต่างๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างงานแอดมิน การจัดเก็บเอกสาร การติดต่อหน่วยงานราชการ การจัดการภาษี ไปจนถึงครอบครัวที่ให้ดูแลเรื่องการลงทุนทั้งหมด”

“เมื่อทุกคนเข้าใจตรงกันว่า ‘เจ้าของไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง’ เราจึงเข้าไปช่วยปรับ Mindset และวาง ‘ธรรมนูญครอบครัว’ เชื่อมระหว่างสภาครอบครัวและฝั่งผู้ถือหุ้น เพื่อให้ทุกคนรู้บทบาท สิทธิ และเกณฑ์การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่โปร่งใส”

กงสีที่ไร้ ‘กติกากลาง’ คือระเบิดเวลาของครอบครัว

เมื่อธุรกิจครอบครัวเจอปัญหาความสัมพันธ์ภายในลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้ง โจทย์ใหญ่อาจไม่ใช่แค่การบริหารตัวเลข แต่คือ “จะหาทางออกร่วมกันอย่างไรโดยไม่ทำลายความเป็นพี่น้อง”

คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร จาก KBank Private Banking ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ The Great Wealth Transfer 4

คุณพีระพัฒน์มองว่า การบริหารสินทรัพย์ครอบครัวต้องใช้ทั้ง ‘ศาสตร์และศิลป์’ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับ Lombard Odier พันธมิตรระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีประสบการณ์ดูแลตระกูลมหาเศรษฐีมานานกว่า 230 ปี (4 เจเนอเรชัน) โดยนำองค์ความรู้ด้านการบริหารความมั่งคั่งจาก Lombard Odier มาประยุกต์ใช้ในไทยครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การจัดสรรสินทรัพย์บนพื้นฐานความเสี่ยง, การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก, การลงทุนเพื่อความยั่งยืน และการบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัวและการส่งต่อความมั่งคั่ง

โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรและบริหารสินทรัพย์ครอบครัวพอๆ กับการลงทุนเพื่อต่อยอดความมั่งคั่งให้ยั่งยืน มุ่งเน้นให้ลูกค้าสามารถ ลงมือทำได้จริง มากกว่าการวางแผนบนกระดาษ

สิ่งที่ KBank Private Banking ทำคือเริ่มจากการปรับ Mindset ว่าในฝั่งของธุรกิจจะเลือกใคร และในฝั่งของครอบครัวจะจัดการอย่างไร เพราะจริงๆ แล้ว Family Governance กับ Business Governance  ต้องเดินควบคู่กัน โดยมีกติกาที่เชื่อมทั้งสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือ ‘ธรรมนูญครอบครัว’ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องมีข้อตกลงร่วมกันในบ้าน

KBank Private Banking ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเรื่องการปรองดองของครอบครัว ตั้งแต่ปี 2564 ได้จัดให้มี ‘บริการประสานรอยร้าว’ (Reconciliation Service) คือ การมีคนกลางเข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย โดยผสานการทำงานระหว่างทีมวางโครงสร้างธรรมนูญครอบครัว ร่วมกับ ‘นักจิตวิทยา’ มืออาชีพ เข้ามาเยียวยาจิตใจและหาทางออกร่วมกัน

“ในเคสที่พี่น้องขัดแย้งรุนแรงจนทำธุรกิจร่วมกันไม่ได้ ทางออก Win-Win คือการใช้ บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินที่เป็นกลาง เข้ามาตีมูลค่ากงสีทั้งหมด แล้วจัดสรรแบ่งกองสินทรัพย์ออกตามจำนวนพี่น้องอย่างยุติธรรม แม้ธุรกิจจะไม่ได้อยู่ในมือทุกคน แต่ทุกคนได้ประโยชน์ที่เหมาะสม และยังรักษาความเป็นพี่น้องไว้ได้”

หลังจากสมานรอยร้าวแล้ว KBank Private Banking ทำงานร่วมกับ Consulting Firm และบริษัทบัญชีชั้นนำ เข้าไปช่วยวางระบบหลังบ้านใหม่ทั้งหมด (Corporate Transformation) ตั้งแต่ระบบบัญชีไปจนถึงงาน HR เพื่อให้กงสีเดินหน้าต่อได้อย่างเป็นมืออาชีพ แม้ในวันที่ลูกหลานไม่ได้ลงมาบริหารเอง

ระบบที่ชัดเจนจะทำให้สมาชิกทุกคนรู้สิทธิและหน้าที่ของตัวเอง ว่าตนถือหุ้นอยู่เท่าไร มีบทบาทอะไรในธุรกิจ และถ้าวันหนึ่งอยากก้าวขึ้นมาเป็น CEO ต้องมีคุณสมบัติและผ่านเกณฑ์อะไรบ้าง เมื่อทุกอย่างมีกติกาเป็นหลักรองรับ โอกาสที่พี่น้องจะทะเลาะกันหรือเกิดความขัดแย้งระหว่างสายเลือดกับความสามารถก็ลดลง

คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร จาก KBank Private Banking ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ The Great Wealth Transfer 5

ทางรอดเมื่อธุรกิจกงสีเข้าสู่ช่วง Sunset ฝ่าด่าน AI

นอกจากเรื่องคนแล้ว เทคโนโลยีและ AI ยังทำให้ธุรกิจเดิมของครอบครัวอาจเข้าสู่ช่วง ‘Sunset’ หรือขาลง KBank Private Banking จึงเข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ทางเลือก เช่น

  •     ตั้งกองทุนกงสี (Venture Capital): กันเงินทุนก้อนหนึ่งให้ลูกหลานนำไปทดลองทำธุรกิจใหม่ๆ โดยมีครอบครัวเป็นผู้ร่วมลงทุน
  •     Strategic Exit: หากธุรกิจเดิมไปต่อไม่ไหว จะช่วยหาพันธมิตรเข้ามาร่วมถือหุ้น เพื่อให้ครอบครัวค่อยๆ ผ่องถ่ายหุ้นออกและลดบทบาทลงโดยเจ็บตัวน้อยที่สุด
  •     ครบวงจรด้วยศักยภาพแบงก์ใหญ่: มีทีมงานพร้อมพาธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ Private Equity รองรับการระดมทุน

“จิ๊กซอว์ทั้งหมดนี้ทำให้เราเป็น ‘One-stop Solution’ ที่มองเห็นภาพรวมและมีคำตอบพร้อมเสิร์ฟในทุกโจทย์ ยิ่งเมื่อนำความเข้าใจในบริบทคนไทย มาผสานกับองค์ความรู้ระดับโลกจาก Lombard Odier ทำให้เราวางแผนจัดการสินทรัพย์แบบองค์รวม (Comprehensive Wealth Management Services) เชื่อมโยงทั้งสินทรัพย์ในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายและภาษีข้ามประเทศที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างไร้รอยต่อ”

ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งกุมความได้เปรียบ

คุณพีระพัฒน์ ทิ้งท้ายว่า ‘เวลา’ คือตัวแปรที่สำคัญที่สุด หลายครอบครัวมักรอจนผู้ก่อตั้งมีอายุมากแล้วจึงเริ่มคิด ทั้งที่เครื่องมือหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต แผนสืบทอดกิจการ หรือโครงสร้างภาษี ต้องใช้เวลาในการวางแผนและบ่มเพาะ

การตัดสินใจวางแผนและบริหารจัดการสินทรัพย์ตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่สุดที่จะช่วยพาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่น The Great Wealth Transfer ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และราบรื่นที่สุด

ติดตามรายละเอียดบริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัว จาก KBank Private Banking ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4xQ19NQ