The Power of Trust & Tech ถอดแนวคิด ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์  ไปรษณีย์ไทยก้าวสู่ 144 ปี ฝ่าทุกความท้าทาย สู่ No.1 Brand Thailand 2026 - Marketeer Online

Published on 25 ก.ย. 2026

ท่ามกลางวิกฤตและความท้าทายที่ถาโถมในที่สุดปีนี้ “ไปรษณีย์ไทย” ก็สามารถคว้ารางวัล Number 1 Brand Thailand มาครองได้เป็นครั้งแรก!

รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องการันตีถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก องค์กรระดับตำนานแห่งนี้ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง และครองตำแหน่ง “แบรนด์ที่คนไทยไว้วางใจที่สุด” ได้อย่างภาคภูมิ

อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้องค์กรวัย 144 ปี สามารถก้าวข้ามทุกข้อจำกัด และเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างสง่างาม?

ร่วมถอดรหัสความสำเร็จนี้ผ่านมุมมองของ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ “พี่บิ๊ก” ของคนไปรษณีย์ทุกคน ที่จะมาเผยแนวคิดเบื้องหลังก้าวสำคัญครั้งนี้ไปพร้อมๆ กัน

พี่บิ๊กเริ่มต้นพูดคุยกับ Marketeer ด้วยรอยยิ้ม พร้อมเล่าย้อนไปถึงตอนที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2564 ว่า ในเวลานั้นมีแต่คนเตือนว่า “ที่นี่งานหนักนะ” เหตุผลเพราะไปรษณีย์ไทยกำลังเจอทั้งศึก “ความเร็ว” และ “สงครามราคา จากบริษัทโลจิสติกส์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี  สวนทางกับไปรษณีย์ไทยที่เป็นองค์กรใหญ่  อาจจะขยับตัวปรับเปลี่ยนได้ช้ากว่า

“ผมเชื่อและฟังนะครับ แต่ตกลงรับตำแหน่ง”

พี่บิ๊กเล่าด้วยเสียงหัวเราะ เพราะแทนที่จะมองว่านี่คืออุปสรรค เขากลับมองว่านี่เป็นเรื่องของความท้าทายที่สำคัญ และโจทย์ใหญ่ในวันนั้นคือ จะทำอย่างไรให้องค์กรประวัติศาสตร์ที่มีอายุก้าวสู่ 144 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเพื่อยกระดับการติดต่อสื่อสารของคนไทย สามารถก้าวผ่านวิกฤต ปรับตัว และขับเคลื่อนให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปได้สำเร็จ

พี่บิ๊กอธิบายว่า สำหรับไปรษณีย์ไทย แบรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่รวมถึงนิสัยและพฤติกรรมในการให้บริการด้วย หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่แค่การส่งของให้ถึงมือแล้วจบ แต่คือการ “ส่งทุกความสัมพันธ์ สู่ทุกความสำเร็จ” จากแนวคิดนี้ทำให้คนของเราใส่ใจในทุกรายละเอียด เช่น การดูแลพัสดุของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ให้ถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย ตรงเวลา และสามารถส่งเงินเก็บปลายทาง (COD) คืนร้านค้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้พวกเขานำไปต่อยอดธุรกิจต่อได้

ในยุคที่คู่แข่งมักใช้ราคาเป็นจุดขาย ไปรษณีย์ไทยเลือกที่จะฉีกเกมด้วยการเน้นไปที่ความคุ้มค่าและคุณภาพการบริการที่ครอบคลุม โดยมีการออกแบบกระบวนการจัดส่ง (Parcel Defined Logistics) ให้เหมาะสมกับของแต่ละประเภทโดยเฉพาะ ไม่ว่าของนั้นจะส่งยากแค่ไหนก็ตาม เช่น สิ่งมีชีวิต (เช่น ปลากัดสวยงาม) ผลไม้ที่บอบช้ำง่าย สินค้ามูลค่าสูง (High Value) สิ่งของขนาดใหญ่ หรือของที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ (ส่งเย็น)

“ตราบใดก็ตามที่คุณค่าที่เราส่งมอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะพ้นออกจากเกมที่คนอื่นเขาทำกัน เราส่งมอบคุณค่าด้วยความคุ้มค่าครับ”

ในขณะเดียวกันหลายคนรู้ดีว่าจุดแข็งของไปรษณีย์ไทยคือ “บุรุษไปรษณีย์ที่รู้จักทุกบ้าน” แต่ถ้าทำแค่ธุรกิจขนส่ง จุดแข็งนี้อาจจะไม่ใช่ปัจจัยแรกที่ลูกค้าเลือกใช้บริการ ไปรษณีย์ไทยจึงนำความสัมพันธ์และความผูกพันที่มีมาอย่างยาวนานนี้ มาเปลี่ยนเป็นจุดขายที่เหนือกว่าระบบจัดการฐานข้อมูลลูกค้า (CRM) ทั่วไป เพราะระบบ CRM บอกได้แค่ว่าลูกค้าชอบอะไร แต่สร้างความผูกพันไม่ได้

“Data ใครๆ ก็เก็บได้ แต่ ความสัมพันธ์ คือสิ่งที่ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ สิ่งที่ไปรษณีย์ไทยมีจึงเหนือกว่าแค่ CRM แต่เป็น Barrier of Entry ที่สูงมาก และเมื่อเรานำความรู้จักและเข้าใจคนไทยอย่างลึกซึ้ง มาผสานกับบริการเพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ นี่จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราก้าวขึ้นเป็นที่ 1 พร้อมส่งมอบการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกคนครับ”

จากยุคจดหมายสู่ยุค AI: การปรับตัวเพื่อเชื่อมใจ “คนรุ่นใหม่”

เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถติดตามทุกอย่างได้แบบ Real-time ไปรษณีย์ไทยจึงต้อง“ทรานส์ฟอร์ม” ตัวเองขนานใหญ่

ไปรษณีย์ไทยไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทเทคโนโลยี แต่จุดแข็งที่ทำให้เติบโตมาได้คือการเป็น Physical Leader หรือองค์กรที่มีเครือข่ายครอบคลุมและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนในพื้นที่อย่างเหนียวแน่น เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล การปรับตัวจึงไม่ใช่การทิ้งตัวตนเดิม แต่เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

โดยเน้นไปที่หัวใจสำคัญคือ ผสานโลกออฟไลน์และออนไลน์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน คือเน้นสร้างสมดุลและเชื่อมโยงระหว่าง Physical Touch (เช่น ที่ทำการไปรษณีย์, บุรุษไปรษณีย์, Call Center) และ Digital Touch (เช่น เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน) ให้ทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ

อัปเกรดทุก “จุดสัมผัส” (Touchpoints) โดยไปรษณีย์ไทยเข้าไปดูแลและพัฒนาทุกช่องทางที่ลูกค้าต้องเจอ ไม่ว่าจะเจอหน้ากันจริงๆ หรือเจอกันผ่านหน้าจอ เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด

“AI และ Data Analytics เข้ามาเป็นสมองกลในการบริหารจัดการเส้นทางขนส่ง พัฒนาระบบคัดแยกพัสดุอัจฉริยะที่แม่นยำ และสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายบนสมาร์ตโฟน แต่ความใส่ใจจากคนทำงาน คือสิ่งที่จะทำให้เราเข้าไปนั่งอยู่ในใจของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง”

ไปรษณีย์ไทยไม่ได้พยายามเปลี่ยนตัวเองเป็นบริษัทเทคฯ จ๋า แต่เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีมา “ติดปีก” ให้กับเครือข่ายและสายสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้ทุกบริการลื่นไหล ทันใจ และยังคงเชื่อมโยงกับผู้บริโภคยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

หรือตู้แดงจะเหลือแค่ตำนาน? เมื่อคนรุ่นใหม่คุ้นเคยกับ “ไรเดอร์” มากกว่า “บุรุษไปรษณีย์”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ แสตมป์และจดหมายแทบจะหมดความจำเป็นในการใช้งานไปแล้ว “ตู้ไปรษณีย์สีแดง” ริมทาง กลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เดินผ่านแล้วตั้งคำถามว่า “ตู้นี้มีไว้ทำอะไร?” ส่วนบุรุษไปรษณีย์ก็แทบจะไม่ได้เจอหน้า เพราะวิถีชีวิตในปัจจุบันทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับพนักงานส่งอาหาร (Food Delivery) มากกว่า

วิกฤตความทรงจำนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ไปรษณีย์ไทยมองข้ามไม่ได้ เพราะคนรุ่นใหม่คือกลุ่ม Highest Customer Value หรือฐานลูกค้าสำคัญที่จะสร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับองค์กรในระยะยาว

“ถ้าวันนี้เราหายไปจากเขา อะไรจะเกิดขึ้นกับเราในอนาคต? ไปรษณีย์ไทยจึงบอกว่าไม่ได้ คนรุ่นใหม่ต้องรู้จักเรา ผ่านบริการที่ปรับปรุงให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของพวกเขา”

พลิกโฉมบริการสู่ Digital Platform เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

จากแนวคิดดังกล่าว ไปรษณีย์ไทยจึงไม่ได้หยุดตัวเองไว้ที่การเป็นเพียงเครือข่ายขนส่งพัสดุ (Physical) อีกต่อไป แต่เร่งยกระดับบริการต่างๆ ให้ก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัว เพื่อผสานเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ให้ได้เนียนที่สุด เช่น:

บริการ D/ID (Digital Post ID)  นวัตกรรมใหม่ที่พลิกโฉม “รหัสไปรษณีย์ 5 หลัก” ที่เราคุ้นเคยกันมานานกว่า 40 ปี ให้กลายเป็น Digital Address ในรูปแบบรหัส 6 หลัก ซึ่งล้ำหน้าถึงขั้นที่ว่า ต่อไปนี้เพียงแค่มีรหัส 6 หลักนี้ ก็สามารถส่งของถึงจุดหมายที่ผู้รับระบุไว้ได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเสียเวลาเขียนจ่าหน้าซองหรือกล่องแบบเดิมอีกต่อไป

จากบริษัทขนส่ง สู่ “Lifestyle Logistics”

พี่บิ๊กยังได้ฉายภาพอนาคตของไปรษณีย์ไทยไว้อย่างน่าสนใจ ว่าการจะเติบโตต่อไปได้ องค์กรจะต้องก้าวข้ามกรอบของการเป็นแค่ “บริษัทขนส่ง” โดยมีหัวใจสำคัญในการปรับตัวคือ

“คนทั่วไปมองว่าไปรษณีย์ไทยคือบริษัทขนส่ง ซึ่งธรรมชาติของธุรกิจนี้เหมือนการไปธนาคารครับ คือไปเพื่อ ‘ทำธุระ’ ไม่ได้ไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ บริการที่ดีที่สุดจึงต้อง เร็ว ง่าย และสะดวกที่สุด แต่ปัญหาก็คือ ยิ่งเราบริการได้เร็วและจบไวเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีเวลาทำความรู้จักและเข้าใจลูกค้าน้อยลงเท่านั้น”

เพื่อแก้ข้อจำกัดนี้ ไปรษณีย์ไทยต้องก้าวสู่การเป็น “Lifestyle Logistics Brand” คือจะไม่เป็นแค่จุดที่คนมาส่งของแล้วจบไป แต่จะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้เวลาและทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้บริการให้มากขึ้น

สำหรับบริษัทอื่น ลูกค้าคือคนที่จ่ายเงินให้องค์กร แต่สำหรับไปรษณีย์ไทย แม้แต่คนที่แค่รอรับจดหมายอยู่ที่บ้านก็ถือเป็นลูกค้า นี่คือความท้าทายที่เราต้องดูแลคนทุกเจเนอเรชัน ทุก Segment แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือ “โอกาส” ที่ทำให้เราเห็นความต้องการที่หลากหลาย และสามารถออกแบบบริการที่ตอบโจทย์ฐานลูกค้าที่กว้างระดับประเทศได้

“เปลี่ยนจุดแข็งเครือข่ายระดับชาติ สู่ “New Growth Engine”

“พลิกเกมเป็น ‘First Mile Service’ นี่คือหมัดเด็ดของไปรษณีย์ไทยครับ เราจะใช้ความสัมพันธ์ที่ลอกเลียนแบบได้ยาก มาเปลี่ยนจากการเป็นแค่คนส่งของไปหน้าบ้าน (Last Mile Delivery) ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการให้บริการ”

คนของไปรษณีย์ไทย กำลังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่ Match ระหว่าง Demand (ความต้องการ) กับ Supply (สิ่งที่เราส่งมอบ)

“เราไม่ได้แค่รับของมาส่งให้จบๆ ไป แต่เรารู้ว่าปลายทางต้องการอะไร แล้วเราก็ไปเอาสิ่งนั้นมาให้ จากความรู้ ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่เรามี”

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการเป็น First Mile Service ทำงานอย่างไร พี่บิ๊กยกตัวอย่างว่า สมมติว่ามีแชมพูสูตรใหม่ออกสู่ตลาด ด้วยฐานข้อมูลและความคุ้นเคยในพื้นที่ ไปรษณีย์ไทยรู้ดีว่า “ร้านเสริมสวย” ทั่วประเทศตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง เราจึงสามารถนำแชมพูนี้ไปจับคู่กับร้านเสริมสวยได้โดยตรง

“ส่ง Supply ที่ใช่ไปหา Demand ที่ชอบ แทนที่จะเป็นเซลส์ยัดเยียดขายของที่ลูกค้าไม่ได้อยากได้ (ซึ่งอาจทำให้เสียความสัมพันธ์) เราเปลี่ยนวิธีคิดเป็นการ ‘ช่วยเหลือ’ โดยนำของที่พวกเขาต้องใช้จริงๆ ไปส่งให้ถึงมือ”

เมื่อไปรษณีย์ไทยสามารถจับคู่ Demand และ Supply ได้แม่นยำจากกลยุทธ์ First Mile Service สิ่งนี้จึงถูกแปลงสภาพเป็น “รายได้ใหม่” ที่ยั่งยืนและไม่ต้องพึ่งพาใคร โดยมีมิติที่น่าสนใจคือ

1.สามารถสร้างยอดจัดส่งด้วยตัวเอง (ลดการพึ่งพา E-commerce): ไปรษณีย์ไทยไม่ต้องกังวลว่าแพลตฟอร์มออนไลน์จะลดโควตาการจัดส่งลง เพราะตอนนี้องค์กรสามารถสร้าง “ชิ้นงาน” หรือยอดพัสดุได้เองจากการนำเสนอสินค้าตรงถึงหน้าบ้านลูกค้า

2.ทำหน้าที่เป็น “Modern Trade เคลื่อนที่  เช่น จากการรู้ลึกถึงระดับที่ว่าบ้านไหนมีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียง (First Mile Data) ไปรษณีย์ไทยก็นำแพมเพิส อาหารเสริม หรือยาสามัญ ไปส่งให้ถึงหน้าบ้านอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นการเปิดธุรกิจ Retail (ค้าปลีก) ของตัวเองที่ส่งตรงถึงที่หมายโดยไม่ต้องมีหน้าร้าน

3.สร้างรายได้ B2B จากแบรนด์และผู้ผลิต  จุดแข็งของการนำของไปส่งให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย คือการแก้ Pain Point ให้กับผู้ผลิต (แบรนด์) เพราะปกติแบรนด์เอาของไปวางในห้างฯ จะไม่รู้เลยว่า “ใคร” คือคนซื้อตัวจริง แต่เครือข่ายของไปรษณีย์ไทยทำให้แบรนด์รู้จักลูกค้าปลายทาง และได้ Feedback กลับไปพัฒนาสินค้าต่อ ซึ่งเป็น Data ที่มีมูลค่ามหาศาล

นอกจากบุรุษไปรษณีย์แล้ว จุดแข็งอีกอย่างคือ การนำจุดแข็งของเครือข่ายที่ทำการและจุดดรอปออฟครอบคลุมทุกตารางนิ้วทั่วประเทศ นี่คือขุมทรัพย์ที่เราจะนำมาต่อยอดเป็น New Growth Engine หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ไปรษณีย์ไทยกำลังเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้เป็นมากกว่าที่ส่งของ แต่เป็น “ศูนย์กลางของชุมชน”

เราขยายบริการ Retail นำสินค้าเกษตรจากชุมชนมากระจายสู่แพลตฟอร์ม E-Commerce รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมสาธารณสุข เพื่อจัดส่งยาและเวชภัณฑ์จากโรงพยาบาลถึงหน้าประตูบ้านผู้ป่วย นี่คือการนำ Physical Network ที่เรามี มาสร้างสรรค์เป็นธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์สังคมและสร้างรายได้กลับเข้าสู่องค์กรอย่างยั่งยืน

“เป็นกลยุทธ์การใช้จุดแข็งเรื่อง ‘เครือข่าย’ มาสร้างรายได้ใหม่ๆ เข้าองค์กรได้ด้วยตัวเอง เป็นการลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย และทำให้ความผูกพันกับคนไทยแข็งแกร่งขึ้นไปพร้อมๆ กันครับ”

ก้าวต่อไปของไปรษณีย์ไทย แข่งกับพฤติกรรมลูกค้าและก้าวข้ามความท้าทายเรื่อง “คน”

เมื่อพูดถึงการปรับตัวและนโยบายการขับเคลื่อนธุรกิจในปีนี้ พี่บิ๊กได้เล่าถึงทิศทางที่น่าสนใจ

“ไปรษณีย์ไทยถ้าถามว่าทุกวันนี้เราแข่งกับอะไร เราไม่ได้แข่งกับขนส่งเจ้าอื่นแต่แข่งอยู่อย่างเดียวเลยครับ คือพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป เราวิ่งไปให้เร็วกว่าเขาได้หรือเปล่า”

โดยใช้ข้อหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร คือ Over Deliver หรือการส่งมอบบริการที่เหนือความคาดหวัง ซึ่งมีวิธีบริหารจัดการหลักๆ อยู่ 2 เรื่อง คือ:

1.อะไรที่ลูกค้าชม ต้องทำให้แกร่งขึ้น ถ้าลูกค้ามองว่าเราดีหรือต่างจากคนอื่นตรงไหน เราจะยิ่งขยี้จุดแข็งนั้นให้ชัดเจนขึ้นไปอีก

2.อะไรที่เป็นจุดตาย ต้องรีบปิดรอยรั่ว เราอาจจะแก้ปัญหาทุกอย่างบนโลกไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องไหนที่ลูกค้ารับไม่ได้เด็ดขาด เราจะพุ่งเป้าไปแก้ไขเรื่องนั้นทันที

สิ่งเหล่านี้ถูกสะท้อนผ่านนโยบาย “Zero Complaint” ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเลย แต่หมายความว่า ถ้ามีปัญหาเราต้องแก้ให้ไวที่สุดจนลูกค้าไม่ทันรู้สึกว่าต้องบ่น โดยปัจจุบันมีการตั้งศูนย์ Customer Experience Center (CEC) ในทุกที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อคอยดูแลและตามพัสดุให้ลูกค้า “ก่อน” ที่ลูกค้าจะเอ่ยปากถามเสียอีก

เมื่อถามถึงความยากที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบาย พี่บิ๊กยอมรับว่า

“อะไรที่ต้องแตะกับคนหมู่มากยากเสมอครับ เพราะเครือข่ายของไปรษณีย์ไทยไม่ใช่สายไฟเบอร์ ออปติกหรือกระแสไฟฟ้าที่สั่งเปิดปิดได้ด้วยเทคโนโลยี แต่มันคือ เครือข่ายคน ที่มีความซับซ้อน”

เทคนิคการบริหารความเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารคนนี้คือ แทนที่จะเดินไปบอกคนไปรษณีย์ตรงๆ ว่า “เราต้องเปลี่ยนนะ” (ซึ่งอาจจะสร้างแรงต่อต้าน) ไปรษณีย์ไทยใช้วิธี “ปักธงที่เป้าหมายของลูกค้า” แทน โดยตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรให้เราตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ได้? เมื่อทุกคนโฟกัสที่การแก้ปัญหาให้ลูกค้า เครื่องยนต์ขององค์กรก็จะค่อยๆ ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปเองโดยอัตโนมัติ

เขายังยกตัวอย่างการปรับตัวที่ประสบความสำเร็จ คือเรื่องการจัดการระบบขนส่ง ในยุคที่ราคาน้ำมันแพงและอยู่นอกเหนือการควบคุม ไปรษณีย์ไทยเลือกทำในสิ่งที่คุมได้ นั่นคือ

ลดเที่ยววิ่ง ไปรษณีย์ไทยสามารถลดเที่ยวรถขนส่งระยะกลาง ลงไปได้กว่า 30% ซึ่งช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้อย่างมหาศาล

พลังงานสะอาด   เดินหน้าเปลี่ยนผ่านรถขนส่งไปใช้พลังงานสะอาด (EV) และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) มากขึ้น

“โปรเจกต์ลดต้นทุนและเปลี่ยนผ่านพลังงานเหล่านี้ สามารถทำได้อย่างราบรื่นและแทบไม่มีแรงต่อต้านจากภายในเลยครับ เพราะทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันมีเหตุผลมารองรับชัดเจน และเห็นผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม”

กลยุทธ์รักษาแชมป์ NO.1 Brand: ยึดมั่นใน “Trust” และ “บริการด้วยใจ”

สำหรับแผนการรักษาความเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคนั้น พี่บิ๊กเผยว่าไม้ตายสำคัญไม่ใช่แคมเปญการตลาดที่ซับซ้อน แต่คือการ “ไม่ยอมแผ่ว” ในสิ่งที่ทำดีอยู่แล้ว โดยมีหัวใจหลักในการทำงาน คือ

ปกป้อง “ความเชื่อมั่น” ให้ดีที่สุด  ปีที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยได้รับความเชื่อมั่น (Trust) จากประชาชนสูงถึง 97.92% ดังนั้น กฎเหล็กขององค์กรคือ จะไม่ยอมให้อะไรก็ตามมาทำลายความเชื่อมั่นนี้เด็ดขาด

ภาพลักษณ์แบรนด์มาจาก “อินเนอร์” ของคนไปรษณีย์  ไวรัลที่ทำให้คนรักไปรษณีย์ไทย ไม่ได้มาจากการจัดฉาก แต่มาจากความผูกพันจริงๆ เช่น คลิปบุรุษไปรษณีย์จอดรถช่วยคุณยายข้ามถนน หรือความน่ารักเวลาแวะเล่นกับหมาแมวหน้าบ้านลูกค้า

เชิดชูคนทำดี   องค์กรเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับ “การให้บริการด้วยใจ” อย่างมาก จึงมีระบบการให้รางวัลเพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรที่ช่วยสร้างแบรนด์ผ่านการดูแลประชาชนในทุกๆ วัน

การจะนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน ไปรษณีย์ไทยเลือกที่จะรักษา “ความไว้วางใจ” ไว้ให้เหนียวแน่นที่สุด พร้อมกับสนับสนุนให้พนักงานส่งมอบบริการที่มาจากความผูกพันและอินเนอร์จริงๆ

พี่บิ๊กยังทิ้งท้ายด้วยประโยคที่สะท้อนวิธีคิดเขาอย่างดีว่า

“สำหรับผม ความสำเร็จไม่ได้วัดจากรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ไปรษณีย์ไทยสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ เราพัฒนาบริการและการดูแลลูกค้าได้ทันหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากกว่า”

เรื่องราว 144 ปีของไปรษณีย์ไทย คือหน้าประวัติศาสตร์ของการปรับตัวที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เป็น Power of Change จากยุคโทรเลข  จดหมาย และก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและ AI อย่างเต็มตัว

การคว้ารางวัล No.1 Brand Thailand ในวันนี้ จึงเป็นเพียงหมุดหมายหนึ่งที่คอยเตือนให้คนไปรษณีย์ไทยไม่ลืมตัวตน ไม่ว่านวัตกรรมจะล้ำหน้าไปไกลแค่ไหน หรือธุรกิจใหม่จะสร้างรายได้มหาศาลเพียงใด “ความเชื่อมั่นและความผูกพัน” จะยังคงเป็นดีเอ็นเอที่ฝังรากลึกอยู่ในทุกการกระทำของคนไปรษณีย์ เพราะไปรษณีย์ไทย คือเครือข่ายที่พร้อมจะส่งทุกความสัมพันธ์ และความสำเร็จของคนไทยตลอดไป