การถอนตัวของ คีริน ตันติเวทย์ ในทีมกรีฑาไทยชุดเอเชียนเกมส์ 2026 อาจเป็นหนึ่งในการถอนตัวที่สร้างผลกระทบมากที่สุดต่อความหวังเหรียญของทัพกรีฑาไทย
- จากความหวังเหรียญเอเชียนเกมส์ สู่การถอนตัวที่วางแผนไว้แล้ว
- ร่างกายนักวิ่งไม่ได้เปลี่ยนโหมดเหมือนกดสวิตช์
- คีรินไม่ได้เริ่มจากศูนย์บนถนน
- ความเสี่ยงของผลลัพธ์ระยะสั้น แทนการสร้างรากฐาน
- เพราะมาราธอนไทยยังมี ‘ช่องว่าง’ ในระดับโลก
- การเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่า?
เพราะคีรินคือคนที่เพิ่งกวาด 3 เหรียญทองจาก 1,500, 5,000 และ 10,000 เมตร ในซีเกมส์ 2025 และตลอดการลงแข่งขันซีเกมส์ที่ผ่านมา เขาแทบเป็นตัวแทนของความแน่นอนในระยะกลางและระยะไกลของไทย
มองไปในระยะที่เขาวิ่ง ก็ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ยังไม่มีใครสามารถขึ้นมาทดแทนเขาได้ทันที แต่คีรินเลือกเดินออกจากลู่วิ่ง และมุ่งหน้าไปยังถนนระยะ 42.195 กิโลเมตร
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าไทยกำลังเสียอะไร แต่คือสิ่งที่กำลังแลกกลับมา มีค่ามากพอหรือไม่
จากความหวังเหรียญเอเชียนเกมส์ สู่การถอนตัวที่วางแผนไว้แล้ว
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นก่อนประกาศรายชื่อเอเชียนเกมส์เพียงไม่กี่วัน คีรินแจ้งสมาคมกีฬากรีฑาฯ มาตั้งแต่เดือนมิถุนายนว่า เขาต้องการเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่มาราธอนอย่างจริงจัง ซึ่งนั่นหมายถึงการไม่ลงทั้งเอเชียนเกมส์ 2026 และซีเกมส์ 2027
หากมองเฉพาะเอเชียนเกมส์ การหายไปของคีรินแทบไม่มีด้านบวกให้ทีมชาติไทย เพราะทางสมาคมยอมรับว่ายังไม่มีนักวิ่งระยะกลางหรือระยะไกลที่สามารถทดแทนเขาได้ ขณะที่ผลงานก็แสดงให้เห็นว่า เขาคือนักกีฬาที่ไทยสามารถฝากความหวังไว้ได้มากที่สุดคนหนึ่ง
แม้การจะบอกว่าไทยมีโอกาสลุ้นเหรียญรางวัลในเอเชียนเกมส์อย่างแน่นอนหากเขายังอยู่อาจเกินจริงไปอยู่บ้าง เพราะมาตรฐานของเอเชียนเกมส์แตกต่างจากซีเกมส์ แต่สิ่งที่แน่นอนคือไทยเสียโอกาสลุ้นจากนักกีฬาที่มีศักยภาพสูงที่สุดออกไปหนึ่งคน
ร่างกายนักวิ่งไม่ได้เปลี่ยนโหมดเหมือนกดสวิตช์
ในมุมของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เหตุผลก็ไม่ซับซ้อน นักกีฬาทีมชาติมีช่วงเวลาที่สามารถสร้างเหรียญได้จำกัด และเอเชียนเกมส์เกิดขึ้นเพียง 4 ปีครั้ง
คีรินเองมีประวัติผลงานที่แข็งแกร่งทั้งในซีเกมส์และระดับเอเชีย เคยจบอันดับ 4 ในเอเชียนเกมส์ 2018 และมีสถิติ 10,000 เมตร ที่ 27 นาที 17.14 วินาที ซึ่งเคยพาเขาไปถึงโอลิมปิก
ดังนั้นการปล่อยโอกาสลงแข่งขันในช่วงที่ยังมีศักยภาพ ย่อมถูกตั้งคำถามได้ว่า เหตุใดจึงไม่เดินสองเส้นทางควบคู่กัน หรือชะลอการเปลี่ยนไปมาราธอนออกไปอีกหนึ่งฤดูกาล
ปัญหาคือ การเตรียมตัวสำหรับ 5,000 หรือ 10,000 เมตร กับมาราธอนไม่ได้เป็นการฝึกด้วยโปรแกรมเดียวกันที่เพียงเพิ่มระยะทางเข้าไป
ตรงกันข้าม มันต้องสร้างและลดอะไรอีกหลายอย่างในโปรแกรม จนทำให้เหลือโปรแกรมการฝึกที่คล้ายกันแค่ไม่กี่อย่าง รวมถึงเรียนรู้การใช้พลังงาน การเติมคาร์โบไฮเดรต และการรักษาเพซ เป็นเวลามากกว่า 2 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้คีรินเปิดเผยว่าเขาเริ่มเพิ่มระยะซ้อมไปถึงประมาณ 140 กิโลเมตรต่อสัปดาห์แล้ว
เมื่อเป้าหมายคือการพัฒนาตัวเองไปถึงระดับโอลิมปิก การแบ่งเวลาฝึกซ้อมกลับมา เพื่อให้กลับมาพีกสำหรับการแข่งขันในลู่ อาจไม่ได้หมายถึงแค่เสียเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่สามารถรบกวนแผนพัฒนาทั้งฤดูกาลได้
คีรินไม่ได้เริ่มจากศูนย์บนถนน
คีรินทำเวลา 1 ชั่วโมง 2 นาที 39 วินาที ในนิวยอร์ก ซิตี ฮาล์ฟมาราธอน เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2026 กลายเป็นสถิติประเทศไทย และลดเวลาจากสถิติเดิมของ ณัฐวุฒิ อินนุ่ม ที่ 1 ชั่วโมง 5 นาที 19 วินาที ลงมากกว่า 2 นาทีครึ่ง
ผลงานนั้นไม่ได้รับประกันว่าเขาจะเป็นนักมาราธอนระดับโลก เพราะระยะ 42.195 กิโลเมตรเป็นโจทย์อีกแบบหนึ่ง แต่อย่างน้อยมันแสดงให้เห็นว่า การเดิมพันครั้งนี้มีพื้นฐานทางการวิ่งคอยรองรับ ไม่ใช่เพียงความต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการแข่งขัน
สิ่งที่ทำให้กรณีของคีรินแตกต่างจากนักวิ่งไทยจำนวนมาก คือ สภาพแวดล้อมที่เขาฝึกฝน เพราะหลังเรียนจบฮาร์วาร์ด เขาเข้าสู่ Bowerman Track Club หรือ BTC ในโอแรกอน สถานที่ที่ถือว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักวิ่ง และได้ฝึกในระบบที่เต็มไปด้วยนักวิ่งระดับทีมชาติและโค้ชระดับสูง
คีรินเคยบอกเองว่า เขาเลือก BTC เพราะมองว่ามีนักวิ่งและโค้ชที่ยอดเยี่ยม และความเข้มข้นของการฝึกแตกต่างจากระดับมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน
ทั้งหมดที่ว่ามาคือองค์ความรู้รวมไปถึงวัฒนธรรมการฝึกฝนที่ประเทศไทยไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ในเวลาอันสั้น และนั่นทำให้การเปลี่ยนสู่มาราธอนของเขามีความหมายมากกว่าความสำเร็จส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว
ความเสี่ยงของผลลัพธ์ระยะสั้น แทนการสร้างรากฐาน
วงการกีฬาไทยคุ้นเคยกับการวัดความสำเร็จผ่านเหรียญ เวลา หรืออันดับการแข่งขัน วิธีที่ง่ายที่สุดคือเอาทรัพยากรไปใส่กับนักกีฬาที่เก่งที่สุด เพราะมีโอกาสคืนผลลัพธ์ได้เร็วที่สุด แต่ข้อเสียคือ เมื่อทุกอย่างถูกเทไปที่ยอดพีระมิด ฐานด้านล่างอาจไม่ได้แข็งแรงขึ้นตามไปด้วย
กรณีของคีรินจึงควรถูกใช้เป็นโอกาสในการตั้งคำถามว่า หากรัฐ สมาคม หรือผู้สนับสนุนพร้อมลงทุนกับเส้นทางมาราธอนของเขา แล้วนักวิ่งไทยอีก 5 หรือ 10 คนที่อยู่ถัดลงมาจะได้อะไรจากการลงทุนนี้บ้าง
ถ้าคำตอบคือ “แทบไม่ได้อะไร” แล้วความสำเร็จนี้ของคีรินที่อาจเกิดขึ้นในโอลิมปิกเกมส์อีก 2 ปีข้างหน้าจะช่วยต่อยอดฐานความสำเร็จของอนาคตกรีฑาไทยในระยะมาราธอนได้ในรูปแบบใดบ้าง?
อีกผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือ ยิ่งคีรินพัฒนาเร็วเท่าไร ช่องว่างกับนักวิ่งในประเทศก็อาจยิ่งกว้างขึ้น ไม่ใช่เพราะนักวิ่งไทยขาดพรสวรรค์ แต่เพราะระบบรองรับที่ต่างกัน
คีรินเติบโตผ่าน NCAA, BTC และสภาพแวดล้อมการฝึกในโอแรกอน ที่เต็มไปด้วยนักวิ่งระดับสูง ขณะที่นักกีฬาหลายคนในไทยยังต้องพัฒนาอยู่ในบริบทที่ทรัพยากรและการแข่งขันคุณภาพสูงมีจำกัด
หากไม่มีการเชื่อมสองโลกนี้เข้าหากัน การพัฒนาของคีรินอาจกลายเป็น “เส้นทางพิเศษ” ที่ไม่มีใครเดินตามได้ และนั่นคือปัญหาในระยะยาวมากกว่าการเสียเหรียญในเอเชียนเกมส์เสียอีก
เพราะมาราธอนไทยยังมี ‘ช่องว่าง’ ในระดับโลก
ประเทศไทยไม่เคยขาดนักวิ่งมาราธอน สนามวิ่งประเภทถนนเติบโตต่อเนื่อง มีการแข่งขันแทบทุกสัปดาห์ และมีนักวิ่งจำนวนมหาศาล แต่จำนวนคนวิ่งกับจำนวนคนที่สามารถขึ้นไปแข่งขันในระดับโอลิมปิกเป็นคนละเรื่องกัน
นักวิ่งมาราธอนไทยคนสุดท้ายที่ได้ไปคือ บุญถึง ศรีสังข์ ได้รับคัดเลือกไปวิ่งมาราธอนที่โอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่ นครริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิลด้วยโควตาไวลด์การ์ด
นั่นหมายความว่า จากวันนั้นมาถึงวันนี้ไม่มีนักวิ่งไทยไปมาราธอนในโอลิมปิกเกมส์มาแล้ว 2 ครั้ง และกินเวลาจนปัจจุบันคือกว่า 10 ปีแล้ว
ปัจจุบัน สถิติมาราธอนของประเทศไทยอยู่ที่ 2 ชั่วโมง 16 นาที 56 วินาที ซึ่งทำไว้โดย โทนี เพย์น นักวิ่งลูกครึ่งไทย-นิวซีแลนด์ ในรายการแฟรงก์เฟิร์ต มาราธอน 2018
แต่ถึงอย่างนั้น หากนำเวลาสถิติประเทศไทยของ เพย์น ไปควอลิฟายด์เพื่อไปโอลิมปิก 2024 ที่ปารีส ก็ยังคงไม่ผ่านอยู่ดี เพราะเวลา ควอลิฟายด์ไปมาราธอนในโอลิมปิกครั้งก่อนอยู่ที่ 2 ชั่วโมง 8 นาที 10 วินาที ซึ่งถือเป็นเวลาที่โหดหินมากๆ
แต่คีรินต่างออกไป เขามีสิ่งที่นักวิ่งไทยจำนวนมากยังไม่เคยมีพร้อมกัน ทั้งพื้นฐานความเร็วระดับ 10,000 เมตร, ประสบการณ์โอลิมปิก, ระบบการฝึกแบบมืออาชีพ และโอกาสแข่งขันกับสนามคุณภาพสูงในสหรัฐฯ
ดังนั้น หากถามว่าใครคือหนึ่งในนักกีฬาไทยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทดลองว่า “คนไทยไปได้ไกลแค่ไหนในมาราธอนระดับโลก” คำตอบก็ควรเป็นเขา
พื้นฐานสำคัญที่สุดของคีรินอาจไม่ใช่ความอึด แต่คือความเร็ว เวลา 27 นาที 17.14 วินาที ในระยะ 10,000 เมตรที่เขาทำได้ตั้งแต่ปี 2021 ไม่เพียงเป็นสถิติประเทศไทย แต่ยังเคยอยู่ในกลุ่มสถิติระดับสูงของเอเชียในเวลานั้น
เหตุผลหนึ่งที่เส้นทางมาราธอนน่าสนใจ เพราะนักวิ่งมาราธอนระดับสูงในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงคนที่วิ่งได้นาน แต่ต้องนำความเร็วจากลู่มารักษาไว้บนระยะที่ยาวขึ้น
ตัวอย่างคลาสสิกคือ เอเลียด คิปโชเก ซึ่งเคยประสบความสำเร็จใน 5,000 เมตร ก่อนเปลี่ยนสู่ถนนและกลายเป็นหนึ่งในนักมาราธอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แน่นอนว่า คีรินยังอยู่ห่างจากเส้นทางนั้นมาก แต่หลักคิดของการเปลี่ยนระยะมีเหตุผลรองรับ
การเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่า?
การยอมเสียโอกาสลุ้นเหรียญรางวัลระยะสั้นจะสมเหตุสมผล ก็ต่อเมื่อสิ่งที่แลกกลับมาคุ้มค่ามากกว่าผลงานของคนคนเดียว
หากคีรินประสบความสำเร็จ แล้วสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิ่งรุ่นต่อไป รวมถึงส่งต่อองค์ความรู้ให้กับวงการกรีฑาไทย มีนักกีฬารุ่นใหม่ถูกพัฒนาตาม มีระบบรองรับ และไทยเริ่มสร้างกลุ่มนักวิ่งมาราธอนระดับอีลิตขึ้นมาได้ การตัดสินใจครั้งนี้อาจมีคุณค่ามหาศาล
แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น เราอาจเพียงเปลี่ยนจากการฝากเหรียญไว้กับคีรินในลู่ ไปฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคีรินบนถนน ที่ยังไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จะนำพามาราธอนไทยไปสู่อนาคตรูปแบบใด