
นายชาตรี จันทรงาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงิน และบริหารความเสี่ยง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงไตรมาส 3/2569 และครึ่งหลังของปีนี้ ต้องติดตามสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อรายได้รวมและทำให้ภาระการตั้งสำรองไม่ลดลงตามคาด แต่หากราคาน้ำมันทรงตัวในกรอบ 70-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าทิศทางธุรกิจจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันอาจสร้างแรงกดดันให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวเป็นขาขึ้นในช่วงปีหน้า ซึ่งหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ย่อมส่งผลกระทบให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) และต้นทุนทางการเงินของ TISCO ปรับตัวลดลง ดังนั้น TISCO จึงดำเนินกลยุทธ์ด้วยความระมัดระวัง โดยชะลอการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้น พร้อมทั้งมีการตั้งสำรองล่วงหน้าเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ตลาดสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้านั้นยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มแบรนด์ EV ได้มากกว่า 10% สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของตลาด
ขณะที่แผน JUMP+ บริษัทตั้งเป้าหมายระยะ 3 ปีข้างหน้ามุ่งรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROAE) ให้อยู่ในกรอบ 15-17% ซึ่งครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ROAE ของ TISCO อยู่ที่ระดับ 16.3% ตามกรอบเป้าหมายที่วางไว้ ด้านความสามารถในการทำกำไรและประสิทธิภาพ บริษัทได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง “AI Virtual Coach” เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายการขยายฐานลูกค้ารายย่อยใหม่ในปี 2569 ที่ 165,000 ราย ซึ่งครึ่งปีแรกสามารถทำได้แล้ว 99,000 ราย หรือคิดเป็น 60% ของเป้าหมาย ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัย (Bancassurance) เป็นหลัก
ด้านการเติบโต บริษัทมุ่งเน้นขยายฐานผ่าน Wealth Ecosystem โดยปีนี้ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Goal-Based Financial Planning เพื่อให้บริการวางแผนการเงินแบบครบวงจร ซึ่งลูกค้าสามารถประเมินสถานะทางการเงินของตนเองได้ โดยตั้งเป้าหมายลูกค้ากลุ่ม Financial Wellbeing ไว้ที่ 34,500 ราย ครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 16,700 ราย คิดเป็น 48% ของเป้าหมาย แม้การแข่งขันในตลาด Wealth Management จะสูงขึ้น แต่ประเมินว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และบริษัทมีจุดแข็งด้านการให้คำปรึกษาที่ชัดเจน
อนึ่งผลประกอบการงวดไตรมาส 2/259 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนงวดครึ่งแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% ปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และธุรกิจตลาดทุน ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ฟื้นตัว
Back to top button