วันนี้ (13 ตุลาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวที “Thai MOF Flagship Event: Building Resilience in a Fragmented World” ภายในงานประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีผู้นำเศรษฐกิจระดับโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นำโดย คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF, อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก และ รีอิกกา ปูร์รา รัฐมนตรีคลังฟินแลนด์ โดยเวทีนี้ได้เปิดประเด็นท้าทายสำคัญว่าด้วยการรับมือของประเทศไทยท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย
เอกนิติ ชี้ให้เห็นว่า โลกธุรกิจในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้วยต้นทุนและประสิทธิภาพ ไปสู่การให้น้ำหนักกับความมั่นคงและปลอดภัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับแรงกระแทกผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การค้า ตลาดการเงิน และการลงทุน พร้อมทั้งต้องปรับตัวให้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในอดีต
ในด้านการค้า ไทยซึ่งเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิและเคยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงกว่า 50% ได้ปรับยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง โดยขยายแหล่งนำเข้าไปยังภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกาในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 60 basis points เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงถึง 120 basis points ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองเชิงบวกของตลาดที่มีต่อวินัยการคลังของไทย
สำหรับด้านการลงทุน ประเทศไทยถือว่าได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งแรกของปีที่เติบโตสูงถึง 47% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากกว่า 10% ต่อเนื่องถึง 2 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่ภาครัฐเร่งลดขั้นตอนการอนุมัติ (Red Tape) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน
นอกจากนี้ เอกนิติ ได้ตอกย้ำถึงจุดยืนสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็น ‘Trusted Connector’ หรือตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศมหาอำนาจและประเทศขนาดเล็ก โดยยึดมั่นในระบบพหุภาคีและกติกาสากล พร้อมใช้ความหลากหลายของภูมิภาคอาเซียนเป็นเครื่องมือสร้างความยืดหยุ่นให้แก่เศรษฐกิจในภูมิภาค ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ความร่วมมือในการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการ ‘Skill Bridge’ ภายในประเทศ ที่เชื่อมโยงภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาเข้าด้วยกัน เพื่อผลิตกำลังคนรองรับเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ต้องต่อยอดไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) และการยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อเปลี่ยน FDI ให้กลายเป็นขีดความสามารถการแข่งขันที่แท้จริงของประเทศ และสร้างผลประโยชน์ระยะยาวต่อประชาชน
นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกในครั้งนี้ ประเทศไทยยังได้สะท้อนภาพการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก ผ่านการดึงชุมชนกว่า 37 แห่งทั่วประเทศร่วมจัดทำสิ่งทอประดับตกแต่งห้องประชุม ซึ่ง คริสตาลินา กอร์เกียวา ได้กล่าวชื่นชมถึงผลงานผ้าทอดังกล่าวว่า เป็นสัญลักษณ์ของการดึงประชาชนระดับฐานรากให้เข้ามามีส่วนร่วมในศูนย์กลางของอำนาจทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศคือฟันเฟืองสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าของประชาชนทุกคน
ในช่วงท้าย เอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นอย่างรอบด้าน ทั้งในเวทีโลกและระดับท้องถิ่น โดยมุ่งเป้าที่จะร่วมมือกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศและนานาอารยประเทศ เพื่อยกระดับผลิตภาพ (Productivity) และนำพาเศรษฐกิจไทยก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ABOUT THE PHOTOGRAPHER
ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD