ถือเป็นอีกหนึ่ง “แบรนด์ญี่ปุ่น” ที่มีพัฒนาการน่าสนใจทีเดียวสำหรับ Tsutaya โดยจากที่ยุคหนึ่งเคยเป็นแบรนด์ร้านเช่าม้วนวิดีโอต่อเนื่องมาถึงวีซีดีหนังชื่อดังซึ่งต้องปิดตัวไป
ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ซึทาย่า ก็ยังไม่หายไป โดยดันธุรกิจร้านหนังสือขึ้นมาด่านหน้าเพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างรายได้ พร้อมการเปิดสาขาแรกในไทย 20 ตุลาคมนี้
ย้อนไปในช่วงขาขึ้นระหว่างปี 1990 – 2003 ร้านเช่าวิดีโอคือธุรกิจที่ทำเงินให้ คัลเจอร์ คอนวีเนียน คลับ (ซีซีซี) บริษัทแม่ของ ซึทาย่า มากสุด
โดยต่อมาในปี 2011-2013 ถือได้ว่าเป็นจุดสูงสุด เพราะ ซึทาย่า มีสาขาในญี่ปุ่นมากถึงกว่า 1,400 แห่ง

และสาขาเหล่านี้ก็ทำสถิติยอดแผ่นดีวีดีและวีซีดี รวมกันสูงถึง 364 ล้านครั้ง ภายในเวลาเพียง 6 เดือน ถือเป็นสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท
อย่างไรก็ตาม หลังเน็ตฟลิกซ์ เปิดตัวในญี่ปุ่น ปี 2015 ตามด้วยแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งอื่นๆ ก็ทำให้พฤติกรรมการดูหนังของทั้งชาวญี่ปุ่นและคนทั่วโลกเปลี่ยนไป
นี่ทำให้จำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน ซึทาย่า ก็ลดลงไปเรื่อยๆ จนร้านเช่าแผ่นดีวีดีและวีซีดีร้านสุดท้ายปิดไปเมื่อปี 2023
แน่นอนว่า ซีซีซี ไม่ได้นิ่งเฉย โดยธุรกิจร้านหนังสือ ซึ่งเคยเป็นธุรกิจแรกๆ ในยุคก่อตั้งได้ถูกนำมาปัดฝุ่น เกิดเป็นร้านหนังสือขนาดใหญ่ในชื่อ “ซึทาย่า บุ๊ค ไดกันยามะ” ที่ย่านชิบูยะ กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ในปี 2011

ร้านแห่งนี้ได้กลายมาเป็นต้นแบบของร้านหนังสือ ซึทาย่า ของซีซีซี ในเวลาต่อมา จนมีหลายร้อยแห่งในญี่ปุ่น พร้อมขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชียตะวันออกอย่าง จีน และ ไต้หวัน
รวมถึงข้ามมาในแถบกลุ่มประเทศอาเซียน อย่าง มาเลเซีย และกัมพูชา พร้อมการเปิดสาขาแรกสุดในไทย
ทว่า ร้านหนังสือซึทาย่า ไม่ได้ขายหนังสือเพียงอย่างเดียว โดยได้มีการขายเครื่องเขียน สินค้าดีไซน์เนอร์ พร้อมกันนี้ ยังมีร้านกาแฟ และให้เช่าพื้นที่ทำกิจกรรมที่ร่วมกับแบรนด์ป็อปคัลเจอร์ดังๆ ทั้งเกม อนิเมะ พร้อมโซนโคเวิร์กกิ้ง สเปซ อีกด้วย
นอกจากนี้ยังวางตัวเป็น “ผู้ส่งมอบไลฟ์สไตล์” โดยใช้หนังสือเป็นเพียงตัวดึงดูดทราฟฟิกให้คนเข้ามาในร้าน
โมเดลธุรกิจดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก วิกฤตธุรกิจร้านหนังสือในหลายประเทศ โดยในญี่ปุ่น เมื่อปี 2025 จำนวนร้านหนังสือทั่วประเทศ ลดลงเหลือต่ำกว่า 10,000 ร้าน เป็นครั้งแรก
ต่างจากช่วงยุคทองเมื่อยุค 90 ที่ญี่ปุ่นมีร้านหนังสือทั่วประเทศมากถึงกว่า 24,000 แห่ง
ดังนั้น ร้านหนังสือยุคใหม่จำเป็นต้องละทิ้งโมเดลขายหนังสือเพียงอย่างเดียว แล้วเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางทางไลฟ์สไตล์ ที่เปลี่ยนพื้นที่ทุกตารางเมตรให้เป็นช่องทางทำกำไรสูง
เพื่อดึงดูดผู้คนให้กลับเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่จริงที่ไม่สามารถหาได้จากโลกออนไลน์อีกต่อไป
เช่นที่เมื่อกลางปี 2026 มีข่าวว่า ร้านหนังสือญี่ปุ่น ผุดแคมเปญและรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ลดแลกแจกแถม เดินสำรวจหนังสือหมวดหรือธีมต่างๆ ภายในร้าน ไปถึงมีฟิตเนสขนาดย่อมๆ อยู่ในร้านหนังสือ
มี 3 สาเหตุหลักที่ทำให้ร้านหนังสือแบบเดิมในญี่ปุ่นไม่สามารถอยู่รอดได้ เริ่มจากยอดตีพิมพ์หนังสือลดลงตามพฤติกรรมผู้อ่านที่หันไปอ่านอีบุ๊กหรือออนไลน์กันมากขึ้น
จนเมื่อไม่นานมานี้มีรายงานว่ายอดขาย วีกลี่ โชเนน จัมป์ หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์เล่มดังสุดของญี่ปุ่น ลงมาอยู่ต่ำกว่า 1 ล้านเล่มครั้งแรก ตรงข้ามกับยุคทองที่เคยสูงถึง 6 ล้านเล่ม
สาเหตุต่อมาคือ ระบบควบคุมราคาขาย ที่สำนักพิมพ์เป็นผู้กำหนดราคาหนังสือคงที่ ร้านหนังสือไม่สามารถลดราคาแข่งขันกับออนไลน์ได้ และถูกล็อกส่วนแบ่งกำไรไว้ในเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำมาก
สาเหตุสุดท้ายคือ ต้นทุนน้ำมันและแรงงานที่พุ่งสูง ประกอบกับกฎระเบียบการขนส่งที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ต้นทุนการกระจายสินค้าสูงขึ้น แต่ร้านหนังสือไม่สามารถปรับเพิ่มราคาหนังสือตามได้
พร้อมกันนี้บรรดาบริษัทเชนร้านหนังสือได้จับมือกัน เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการจัดจำหน่าย โดยหันมาสั่งซื้อหนังสือตรงจากสำนักพิมพ์เพื่อตัดต้นทุนพ่อค้าคนกลาง

ทั้งนี้ในส่วนของ ร้านหนังสือ จึงกล่าวได้ว่า ทางซีซีซี แทบไม่ได้มีกำไรจากซึทาย่ามากนัก หากคิดเฉพาะตัวผลกำไรจากการขายหนังสือเล่มเพียงอย่างเดียว นี่จึงนำมาสู่การเปลี่ยนร้านหนังสือ ให้เป็นด่านหน้าที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามาในร้าน
แล้วหันไปทำกำไรจากการขายสินค้าไลฟ์สไตล์ อาหารและเครื่องดื่ม ให้เช่าพื้นที่ และการวิเคราะห์ข้อมูลและการตลาดให้กับพันธมิตรที่ก็ต่อยอดมาจากฐานข้อมูลของร้านหนังสือแทน / ccc, japantimes, tdb, theworldfolio