
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ UBS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่สุดในการรับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนด้านพลังงานรอบใหม่ของประเทศไทย จากประสบการณ์การคว้าสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA อย่างต่อเนื่อง ความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และต้นทุนเงินทุนอยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ UBS มองว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 จะเป็นรากฐานสำคัญของการลงทุนด้านพลังงานรอบใหม่ โดยคาดว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ประมาณ 55-70 กิกะวัตต์ ระหว่างปี 2570-2580 แบ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนประมาณ 50-60 กิกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติประมาณ 6-9 กิกะวัตต์
ความต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จะได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงค่ำที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเมื่อรวมโอกาสจากการทำ PPA ใหม่และการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนมากกว่า 3 ล้านล้านบาทในช่วง 20 ปีข้างหน้า
ฝ่ายวิจัยประเมินว่า GULF เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับการแข่งขันโครงการพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต โดยภายใต้กรณีฐาน บริษัทมีโอกาสได้รับ PPA ใหม่รวมมากกว่า 10 กิกะวัตต์ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า และมีกำลังให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ตามสัดส่วนการลงทุนประมาณ 249 เมกะวัตต์ ซึ่งอาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทประมาณ 2.45 แสนล้านบาท
สมมติฐานดังกล่าวตั้งอยู่บนกรอบว่า GULF จะได้รับโครงการ PPA ใหม่ประมาณ 35% ของโอกาสทั้งหมดจนถึงปี 2576 ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนที่บริษัทได้รับจากการประมูลในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงมีโอกาสพัฒนากำลังให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมอีกประมาณ 220 เมกะวัตต์ จากกำลังผลิต 163 เมกะวัตต์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในปัจจุบัน
โครงการลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 4.30 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม UBS เชื่อว่าฐานะการเงินของ GULF มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับการลงทุน และมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนมูลค่าจากโอกาสกำลังผลิตไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ UBS ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้นของ GULF ในช่วงปี 2569-2571 ขึ้นปีละประมาณ 3% โดยคาดกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 33,565 ล้านบาท เพิ่มเป็น 36,384 ล้านบาทในปี 2570 และ 38,604 ล้านบาทในปี 2571 ตามลำดับ
ทั้งนี้ UBS ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น GULF พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย 12 เดือนเป็น 82 บาทต่อหุ้น จากเดิม 70 บาท โดยประเมินว่าบริษัทมีศักยภาพเด่นที่สุดในการรับประโยชน์จาก PDP 2026 การเปิดประมูลโครงการไฟฟ้ารอบใหม่ และการเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะยาว
Back to top button