“แตกแยก-ขัดแย้ง” กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN มองโลกอย่างไร ก่อนหมดวาระสิ้นปี 2026

Published on 22 ก.ย. 2026

เมื่อวานนี้ (21 กันยายน) อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งสุดท้าย ก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ UN ซึ่งยาวนาน 1 ทศวรรษ (2 วาระ) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคมนี้

  • โลกที่แตกแยกและการเพิ่มขึ้นของความขัดแย้ง
  • สภาวะอัมพาตของคณะมนตรีความมั่นคงฯ (UNSC) และข้อเรียกร้องให้ปฏิรูป
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

กูเตอร์เรสเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโปรตุเกส เมื่อปี 1995-2002 และข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระหว่างปี 2005-2015 โดยเมื่อเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ UN ในปี 2017 เขาสัญญาจะให้ความสำคัญกับ การสร้างสันติภาพ การปฏิรูป UN การพัฒนาที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมวางตนเป็นตัวกลางในการเชื่อมความแตกแยกต่างๆ ในประชาคมโลก

โลกที่แตกแยกและการเพิ่มขึ้นของความขัดแย้ง

ในปี 2017 โลกเคยเชื่อมั่นว่า ระบบพหุภาคีนิยมกำลังไปได้ดี แต่ทศวรรษของเขากลับถูกครอบงำด้วยความขัดแย้งและการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ กูเตอร์เรสต้องรับช่วงต่อวิกฤตใน ซีเรีย เยเมน และลิเบีย พร้อมกับรับมือสงครามใหม่ที่อุบัติขึ้นใน ยูเครน กาซา และซูดาน

ยังไม่นับรวมความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะด้านการค้าและเทคโนโลยี รวมถึงวิกฤตในเอเชีย ทั้งสงครามกลางเมืองในเมียนมา โครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ซึ่งล้วนสร้างความท้าทายให้กับกูเตอร์เรสในการบริหารจัดการความขัดแย้งต่างๆ อย่างมาก

สภาวะอัมพาตของคณะมนตรีความมั่นคงฯ (UNSC) และข้อเรียกร้องให้ปฏิรูป

กูเตอร์เรสระบุว่า สถานการณ์โลก กำลังเลวร้ายลงและความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ UNSC ตกอยู่ในสภาวะอัมพาต โดยในปี 2024 มีการ ใช้วีโต้ (Veto) เพื่อคัดค้านร่างมติใน UNSC ถึง 7 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดต่อปี นับตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของ UN เมื่อ 5 มหาอำนาจ (P5) ไม่ร่วมมือกัน หรือมีจุดยืนที่แตกต่างกัน

กูเตอร์เรสเน้นย้ำว่า UNSC จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน เนื่องจากโครงสร้างปัจจุบันยังคงเป็นตัวแทนของ โลกในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งอาจไม่สอดรับกับความเป็นจริงในปัจจุบันแล้ว

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

กูเตอร์เรสมองว่า ขณะนี้ประชาคมโลกกำลังเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต การสู้รบในยูเครนและปัญหาส่งออกอาหาร พลังงาน และปุ๋ยผ่านทะเลดำ ประกอบกับความไม่มั่นคงในเส้นทางยุทธศาสตร์ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ, ช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดง และการโจมตีแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลกและระบบห่วงโซ่พลังงาน

ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วสามารถบริหารจัดการกับดอกเบี้ยและราคาพลังงานได้ แต่ประชาชนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากลับต้องตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังจากภาระค่าครองชีพ วิกฤตอาหาร และการขาดแคลนปุ๋ย

ที่ผ่านมา กูเตอร์เรสใช้ความพยายามทางการทูตโดยตรงกับ รัสเซีย ตุรกี และยูเครน แต่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นยังคงมีข้อจำกัด เนื่องจากความแตกแยกของมหาอำนาจ ส่งผลให้ความขัดแย้งยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

ทางด้าน ไซมอน แอดัมส์ อาจารย์ด้านสิทธิมนุษยชน จาก Murdoch University ในออสเตรเลียให้สัมภาษณ์เชิงวิพากษ์กับ CNA โดยระบุว่า แม้สภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์จะยากลำบาก แต่กูเตอร์เรสไม่ได้ใช้อำนาจทางจริยธรรมของตำแหน่งอย่างกล้าหาญหรือสม่ำเสมอเพียงพอในการท้าทายผู้นำโลก

ขณะที่ แดเนียล ฟอร์ติ หัวหน้าฝ่ายกิจการสหประชาชาติ ประจำ International Crisis Group ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรและดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ มองว่า กูเตอร์เรสพลาดโอกาสในการผลักดันให้ UN ก้าวไปข้างหน้า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ทศวรรษการบริหารงาน UN ของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส ถือเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากความหวังในระบบพหุภาคีนิยม สู่ยุคสมัยแห่งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และการขยายตัวของความขัดแย้งทั่วโลก แม้ประสิทธิภาพของ UN จะถูกลดทอนลงอย่างหนักจากสภาวะอัมพาตของคณะมนตรีความมั่นคงฯ และข้อจำกัดในการมุ่งเน้นประโยชน์ของมหาอำนาจ แต่ UN ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางหลักที่ประชาคมโลกต้องพึ่งพาในยามวิกฤต

เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของเขาจบลงในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ โจทย์สำคัญที่ส่งต่อถึงเลขาธิการ UN คนใหม่ คือ การแสวงหาจุดร่วมในโลกที่แตกแยก และการผลักดันปฏิรูปโครงสร้างองค์กรให้สอดรับกับความจริงยุคใหม่ เพื่อรักษาความสำคัญและบทบาทของ UN บนเวทีโลกต่อไป

แฟ้มภาพ: Eduardo Munoz / File Photo / Reuters

อ้างอิง: