
ประเทศไทยได้รับข่าวดีจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เมื่อวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2569 หลังผลการประชุมยืนยันว่า ไม่มีแหล่งมรดกโลกของประเทศไทยแห่งใดถูกเสนอให้บรรจุในบัญชีมรดกโลกในภาวะอันตราย (List of World Heritage in Danger)
ผลการพิจารณาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การอนุรักษ์และการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกของประเทศไทยยังคงเป็นไปตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และสามารถรักษา “คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล” (Outstanding Universal Value : OUV) ของแหล่งมรดกโลกไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากการขับเคลื่อนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งยกระดับการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ขณะที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางของอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของประเทศไทย ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการติดตาม เฝ้าระวัง และประเมินสถานภาพการอนุรักษ์อย่างใกล้ชิด พร้อมผลักดันมาตรการบริหารจัดการพื้นที่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
สำหรับการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการมรดกโลกได้พิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกที่อยู่ในบัญชีมรดกโลกในภาวะอันตราย ซึ่งใช้ติดตามพื้นที่ทั่วโลกที่กำลังเผชิญภัยคุกคามซึ่งอาจกระทบต่อคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของแหล่งมรดกโลก
แม้ประเทศไทยจะผ่านการประเมินครั้งนี้โดยไม่มีแหล่งใดถูกเสนอเข้าสู่บัญชีดังกล่าว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย้ำว่า การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไม่ใช่จุดสิ้นสุดของภารกิจ หากเป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการดูแลรักษาแหล่งมรดกโลกในระยะยาว ทั้งด้านการอนุรักษ์ การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดการการท่องเที่ยว การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การมีส่วนร่วมของชุมชน รวมถึงการติดตามและรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ต่อ UNESCO อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากรัฐภาคีไม่สามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม จนส่งผลกระทบต่อคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล คณะกรรมการมรดกโลกสามารถพิจารณาบรรจุพื้นที่ดังกล่าวไว้ในบัญชีมรดกโลกในภาวะอันตราย และหากความเสียหายรุนแรงจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ อาจนำไปสู่การเพิกถอนสถานะมรดกโลกได้เช่นกัน
ที่ผ่านมา มีตัวอย่างแหล่งมรดกโลกที่ถูกถอดถอนแล้ว ได้แก่ Dresden Elbe Valley ประเทศเยอรมนี ซึ่งถูกถอดถอนเมื่อปี 2552 จากผลกระทบของการก่อสร้างสะพานขนาดใหญ่ และ Liverpool – Maritime Mercantile City สหราชอาณาจักร ซึ่งถูกถอดถอนเมื่อปี 2564 จากการพัฒนาโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่บริเวณริมน้ำที่กระทบต่อคุณค่าของแหล่งมรดกโลก
Back to top button